Happiness in Iceland สัมภาษณ์คนไทยที่ ‘ย้ายไปอยู่’ ดินแดนแห่งความสุข

ว่ากันว่าประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เป็นกลุ่มประเทศที่ประชากรมีความสุขติดอันดับโลกมากที่สุด ด้วยคุณภาพชีวิต ไลฟ์สไตล์ที่เรียบง่าย บรรยากาศเงียบสงบ และธรรมชาติที่สวยงาม

‘ไอซ์แลนด์’ กลายเป็นหนึ่งในประเทศในฝันที่หลายคนอยากไปเยือนสักครั้ง เห็นภาพที่ใครต่อใครเขาไปกันแล้วถ่ายรูปมาอวด มันก็แบบ หูยยยย ทำไมเราถึงได้แต่นั่งทำตาวิบวับอยู่หน้าคอมพ์ อดไม่ได้ที่จะอยากไปชื่นชมแสงเหนือด้วยตาตัวเองสักครั้งเนอะ

ในมุมการท่องเที่ยวมันก็ช่างเย้ายวนใจ ชวนให้ควักเงินออกมาโปรยรัวๆ แถมในมุมการอาศัยก็ติดอันดับดี๊ดีไปอีก อะไรมันจะเพอร์เฟ็กต์กันขนาดนั้น เรามีโอกาสได้คุยกับ ‘ภัทรา ธวัชพล’ กราฟิกดีไซน์เนอร์ที่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ไอซ์แลนด์มานานกว่า 10 ปี แถมยังเพิ่งจะเปิดแกลเลอรี่ส่วนตัวเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ในมุมมองของคนไทยที่ไปอยู่ที่นั่นมานานขนาดนั้น จะมีอะไรที่เรายังไม่เคยรู้เกี่ยวกับไอซ์แลนด์กันบ้าง มาดูกัน

 

Ton Kunakorn / Kan Khampanya

 

เริ่มไปอยู่ไอซ์แลนด์ได้ยังไง 

พอดีไปทำงานแล้วไปเจอกับแฟนที่โน่น ก็เลยมีความเกี่ยวข้องกันในเรื่องของงานด้วย แล้วพอได้แต่งงานก็เลยใช้ชีวิตอยู่ที่โน่นเลยค่ะ

 

เข้าใจว่าทำงานกราฟิกด้วยใช่ไหม

ใช่ค่ะ โชคดีตรงที่เราได้ทำงานที่ตรงกับสายอาชีพที่ทำอยู่ที่กรุงเทพฯ อยู่แล้ว เราเริ่มต้นโดยการเป็นเว็บดีไซน์เนอร์ที่โน่นก่อน กับบริษัทที่เกี่ยวกับซอฟแวร์ ซึ่งแฟนเราก็ทำงานอยู่ด้วย

 

ภูมิประเทศหรือภูมิอากาศของไอซ์แลนด์ มีผลต่อแรงบันดาลใจในเรื่องการสร้างงานออกแบบของเราไหม 

อาจจะไม่ใช่ภูมิอากาศ แต่ว่าเป็นวัฒนธรรมของเขา โดยเฉพาะอย่างเราที่เป็นคนชอบเขียนรูป บรรยากาศ ผู้คน และวัฒนธรรมที่นั่นมันเหมือนส่งเสริมให้เราอยากสร้างงานศิลปะ อย่างประเทศทางยุโรปหรือฝรั่งเขาค่อนข้างให้เกียรติคนที่เป็นอาร์ทติส หรือเป็นดีไซน์เนอร์ค่อนข้างสูง ทำให้เรารู้สึกมีอิสระในการทำงาน ทำงานแล้วคนเห็นคุณค่า เห็นมูลค่าในงานของเรา มันทำให้เรารู้สึกว่าเราได้อยู่ถูกที่

 

ประเทศทางยุโรปหรือฝรั่งเขาค่อนข้างให้เกียรติ
คนที่เป็นอาร์ทติส หรือเป็นดีไซน์เนอร์ค่อนข้างสูง
ทำให้เรารู้สึกมีอิสระในการทำงาน

 

ไอซ์แลนด์หลังๆ เหมือนเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของคนไทยเวลาไปเที่ยว แล้วการไปเที่ยวกับการไปอยู่มันต่างกันมากไหม

บางคนเขาบอกว่าเขาไปเที่ยวได้แต่ไม่สามารถอยู่ได้ เพราะในระยะสั้นๆ เขาจะรู้สึกดีกับธรรมชาติ รู้สึกถึงความสวยงามที่น่าประทับใจ แต่สิ่งที่เขาจะอยู่ไม่ได้คือในเรื่องของอากาศ แต่กับเรา เรารู้สึกว่าตัวเองชอบอากาศแบบนี้ ถึงมันจะโหดร้ายแต่มันก็มีทั้งขั้วดีขั้วลบอยู่ในนั้นด้วยใช่ไหมคะ แล้วเราชินกับมันแล้ว เราทนอากาศได้มากกว่าแฟนเราอีก มันเลยไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับเรา แล้วการอยู่ตรงนั้นทำให้เราได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เราพอใจ ในเรื่องของคนที่เขาให้เกียรติกัน ในเรื่องของคุณภาพชีวิตที่ดี มันมีความยุติธรรมในความเป็นมนุษย์ ในการดำรงชีวิตอยู่ ถึงแม้จะมีความแตกต่างจากที่นี่ แต่ทุกครั้งที่เราเห็นก็รู้สึกว่าอยากให้วันหนึ่งเมืองไทยจะเป็นแบบนี้ได้บ้าง

 

Ton Kunakorn / Kan Khampanya

 

สภาพอากาศที่บอกว่าโหดร้าย กับอุปสรรคของการใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นคืออะไร          แล้วมันมีวิธีเตรียมตัวรับมือยังไงบ้าง 

เราเคยพาเพื่อนไปเที่ยวในช่วงสภาพอากาศเลวร้ายนะ ตอนนั้นทุกคนก็ยอมรับว่าจะไม่มีการเที่ยวในวันนั้น แล้วถ้าเที่ยวก็เที่ยวตามสภาพอากาศ สมมติถนนบางเส้น ถ้ามันเลวร้ายจริงๆ เขาก็ปิดทางอยู่แล้ว ซึ่งมันก็ต้องทำใจ เพราะเราก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเราก่อน ฉะนั้นมันพลาดอยู่แล้ว ทริปนั้นมันอาจจะพลาดไปเลยทั้งวัน แต่เราถือว่าความปลอดภัยมันสำคัญกว่า

แต่สำหรับคนอยู่อาศัยอย่างเรา เราว่าสภาพอากาศไม่ได้มีปัญหาสำหรับคนที่โน่นนะ เขาต้องใช้ชีวิตประจำวันเหมือนเดิม บางวันอากาศไม่ดี นักเรียนก็ต้องหยุดเรียน หรือคนไปทำงานไม่ได้ก็ทำงานอยู่บ้านแทน แล้วก็เรื่องแสง ที่จะสว่างนานในช่วงหน้าร้อน จะมืดนานในช่วงหน้าหนาว บางคนอาจติดการใช้ชีวิตอยู่กับแสงอาทิตย์ ซึ่งคนในไอซ์แลนด์ก็ต้องปรับตัวกับตรงนั้น เพราะถ้ายึดติดอยู่กับแสงอาทิตย์ กิจวัตรประจำวันของเขาจะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากนัก อย่างเราตอนไปแรกๆ พอแสงมาเราก็ดีใจ พอแสงหมดปุ๊บก็เหี่ยวแล้ว หลังๆ เราต้องทำตัวเองให้อย่าไปยึดติดกับแสง ใช้ชีวิตประจำวันของเราให้ปกติ

 

แสดงว่าธรรมชาติของการทำงานก็ไม่เหมือนกันด้วย บริษัทในไอซ์แลนด์ก็จะโอเคกับการที่พนักงานจะทำงานที่บ้านบางวัน เพราะก็ต้องเคยชินกับการที่มันมาไม่ได้จริงๆ

ถ้ามันหนักจริงๆ จนทางสัญจรมันไม่ได้ รถออกจากที่จอดรถไม่ได้อะไรอย่างนี้ เราทำงานส่วนตัวเลยไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าบางคนบ้านอยู่นอกเมืองแล้วต้องมาทำงานในเมือง เขาก็เข้าใจ บางที่ถ้ามีพยากรณ์อากาศบอกว่า 6 โมงนี้จะมีพายุหนัก เขาจะให้พนักงานกลับตั้งแต่ 3 โมงด้วย

 

คนในไอซ์แลนด์ก็ต้องปรับตัวกับตรงนั้น
เพราะถ้ายึดติดอยู่กับแสงอาทิตย์
กิจวัตรประจำวันของเขาจะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากนัก

 

นิสัยใจคอของคนไอซ์แลนด์เป็นยังไง พอเราได้ไปรู้จักจริงๆ แล้ว

เขาซื่อและน่ารักนะ แล้วเราก็ต้องพยายามเป็นคนไปเปิดล็อคเขา เขาถึงจะไว้ใจเรา แล้วก็ยอมเปิดใจคุยกับเรา

 

นอกจากตัวกราฟิกดีไซน์แล้ว ยังทำอะไรอยู่ที่นั่นอีก เข้าใจว่าทำของฝากเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็เปิดแกลเลอรีด้วย

เราชอบเขียนภาพสีน้ำ แล้วก็เปิดแกลเลอรี่ส่วนตัวอยู่ที่ถนน Laugavegur ถนน shopping main street เปิดร้านมาตั้งแต่กุมภา เป็นร้านขายของที่ระลึก แล้วก็เป็นแกลเลอรี่ภาพเพนท์ ภาพถ่าย แต่ภาพถ่ายจะเป็นของคนที่โน่นนะคะ เป็นเพื่อนคนไอซ์แลนด์ที่รู้จักกัน

 

งานศิลปะของไอซ์แลนด์ต่างจากงานศิลปะของที่อื่นๆ ไหม

โดยรวมแล้วดูเป็นงานของแถบสแกน (Scandinavia) มากกว่า สำหรับเรานะ มันนิ่งแต่ลึก ดูเรียบๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่พอสัมผัสเข้าจริงๆ มันมีมิติในเรื่องของความรู้สึกอยู่ในตัวงาน ซึ่งเป็นแนวที่เราชอบ

 

ไอซ์แลนด์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความสุขเป็นอันดับต้นๆ ของโลก พอเราไปอยู่แล้วคิดว่าอะไรคือเคล็ดลับในความสุขของเขา

ครอบครัวค่ะ เพราะว่าที่นั่นเป็นประเทศเล็กๆ ซึ่งมันไม่ได้มีความหลากหลาย เหมือนในกรุงเทพฯ ที่มี Shopping Mall มีสถานที่ต่างๆ ที่โน่นจะค่อนข้างใช้ชีวิตเรียบง่าย แล้วบ้านจะเป็นศูนย์รวมของครอบครัว ในความรู้สึกเรานะ เขามีความเป็นปัจเจกในเรื่องครอบครัวสูง อาจเป็นสภาพอากาศข้างนอกที่มันหนาว ทุกคนก็เลยจะมารวมตัวกัน กินข้าวกัน เสาร์อาทิตย์ก็จะเจอกันญาติเราน้อง ตรงนี้เราว่ามันทำให้เรารู้สึกทั้งดีแล้วก็เหงานะ เพราะว่าเราอยู่ที่โน่นคนเดียว นอกจากครอบครัวของแฟนก็มีเราคนเดียวเลย

 

dsc04544

 

ไอซ์แลนด์ก็มีจุดเด่นในเรื่องธรรมชาติด้วย เราได้เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติมากขึ้นไหม 

เราเคารพธรรมชาติที่นี่เลย แม้กระทั่งมอสเรายังไม่กล้าเหยียบเลย เพราะเรารู้สึกว่ารอยเท้าที่เราย่ำไปปุ๊บ มันใช้เวลาฟื้นนานมาก เรากลายเป็นคนที่กลมกลืนไปกับคนไอซ์แลนด์ เรื่องการขับรถด้วย อยู่กรุงเทพฯ เราขับกันค่อนข้างไม่ค่อยเรียบร้อย แต่พอไปที่โน่นเราไม่เรียบร้อยไม่ได้เพราะทุกคนเรียบร้อย ถึงเราจะขับเร็วเราก็ไปติดรถคันที่เรียบร้อย เราเปลี่ยนไปเลย กลายเป็นมีวินัยในการขับรถ ให้เกียรติคนเดินถนน ให้ความสำคัญกับเด็กเล็ก ให้ความสำคัญกับความคิดคนอื่น

 

ในฐานะที่อยู่ไอซ์แลนด์มานาน อยากที่จะบอกอะไรคนที่ไปเที่ยวบ้าง 

อยากบอกว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่คนรักธรรมชาติสูงมาก การไปเที่ยวแต่ละครั้งอยากขอให้คำนึงถึงสภาพแวดล้อม เพราะแต่ละครั้งที่คุณอยากไปทางไหนคุณก็ย่ำไป อยากไปทางไหนคุณขับรถลุยไปแล้วเป็นรอยรถรอยทาง มันเหมือนไปทำร้ายจิตใจคนที่นั่น เพราะว่าเขารู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติไปแล้ว ให้ความเคารพในสภาพแวดล้อมที่โน่น แล้วก็เรื่องขยะอะไรต่างๆ ด้วยค่ะ

 

แต่ละสถานที่ก็ให้คุณค่าและความสำคัญกับสิ่งต่างๆ แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะไปชั่วครั้งชั่วคราว กึ่งถาวร หรือถาวร ยังไงการปรับตัวก็เป็นเรื่องจำเป็น ทั้งต่อตัวเอง ต่อคนรอบข้าง และต่อสิ่งแวดล้อมเนอะ เพราะความสุขมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่เราไปเท่านั้น แต่มันอยู่ที่ความคิดความรู้สึกของเราเองด้วย

 

 

ขอบคุณ สำนักพิมพ์วงกลม

ที่มาภาพประกอบ Ton Kunakorn / Kan Khampanya หนังสือ “ICELAND : The Mother Nature is Calling ไอซ์แลนด์ …. มากกว่าแสงเหนือ” มีจำหน่ายแล้วที่ร้านหนังสือชั้นนำ

 

Cover Illustration by Namsai Supavong
No Comments Yet

Comments are closed