ไทยคือ ‘ซ่องของโลก’ จริงหรือ? ‘โสเภณี’ ควรถูกกฎหมายได้แล้วจริงไหม?

กลายเป็นประเด็นร้อนไปทั้งโซเชียลมีเดีย เมื่อเจ้าหน้าที่บุกเข้าตรวจค้น ‘นาตารี’ อาบอบนวดโดยพบว่ามีการลักลอบค้าประเวณี แต่ก็ไม่ตื่นตะลึงเท่าสมุดบัญชีที่ถูกถ่ายภาพแล้วแชร์ไปวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ก็แหม เล่นมีจำนวนเงินที่ชัดแจ้งว่านาตารีอาบอบนวดจ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานของรัฐหลายๆ แห่งเป็นจำนวนเท่าไหร่

เท่านั้นไม่พอ ยังมีกระแสทำนองว่าแค่เป็นคนเชียร์เด็กที่นาตารีก็มีรายได้ 7 หลักแล้วนะแก! ตื่นตะลึงขนาดนี้ The MATTER พาดำดิ่งไปในความสงสัย ตกลงธุรกิจค้าบริการทางเพศทำรายได้ขนาดนี้เชียวหรือ? เราเป็นเมืองพุทธต้องไม่มีการค้าบริการทางเพศจริงไหม? ถ้าโสเภณีเป็นอาชีพถูกกฎหมายแล้วมันจะยังไงต่อ?

ประเทศไทยเมืองพุทธ เราไม่มีโสเภณีซะหน่อย?

huffingtonpost.co.uk
huffingtonpost.co.uk

ไม่อ่ะแก เราเป็นเมืองพุทธ แผ่นดินนี้อุดมไปด้วยความดีงามนานัปการ ขายตัวหรอไม่มีหรอก! The MATTER  อยากให้พักด้านดี๊ดีของประเทศเราเอาไว้ก่อน (ถึงแม้จะดีมากจนพูดไป 10 ปีก็ไม่หมด) แล้วลองลืมตามองอาชีพ ‘โสเภณี’ กันใหม่ เพราะอาชีพนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่มีมาก่อนเราลืมตาดูประเทศนี้ซะอีก

ใครที่คิดว่าโสเภณีนี่เราต้องลอกฝรั่งมาแน่เลย น่าจะรับมาช่วงสมัยใหม่ ซึ่งก็คงมีมาไม่นานนี้เองสินะ บอกเลยว่าคิดผิด โสเภณีเป็นอาชีพสุดเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่โบราณ  ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ราชทูตของฝรั่งเศสที่เข้ามาในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ช่วง พ.ศ. 2230 เป็นต้นมา โดยระบุเอาไว้ว่า

บรรดาผู้ที่มีบรรดาศักดิ์สูงนั้นหาใช่เจ้าใหญ่นายโตเสมอไปไม่ เช่นเจ้ามนุษย์อัปปรีย์ที่ซื้อผู้หญิง และเด็กสาวมาฝึกให้เป็นหญิงนครโสเภณีคนนั้น ก็ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ออกญา เรียกกันว่าออกญามีน (Oc-ya Meen) เป็นบุคคลที่ได้รับการดูถูกดูแคลนมากที่สุด มีแต่พวกหนุ่มลามกเท่านั้นที่จะไปติดต่อด้วย

ย้อนมาใกล้กว่านั้นก็คือในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมี ‘พระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค’ เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาโรคโดยในมาตรา 4 วรรค 3 ก็อธิบายความหมายของคำว่า ‘หญิงนครโสเภณี’ ไว้ชัดเจนมาก

หญิงนครโสเภณี หมายถึง หญิงที่รับจ้างทำชำเราสำส่อน โดยได้รับผลประโยชน์เป็นค่าจ้าง

ยังไม่จบแค่นั้นเพราะตามมาตรา 6 ในกฎหมายฉบับเดียวกัน ก็บอกไว้แจ่มแจ้งว่าใครที่ต้องการตั้งโรงหญิงนครโสเภณี ต้องขออนุญาตจากทางการเสียก่อน ก็แปลว่านอกจากเราจะมีอาชีพโสเภณีแล้ว ยังสามารถมีสถานบริการที่รัฐอนุญาตอย่างเป็นจริงเป็นจังอีกด้วย

อาชีพโสเภณีจึงมีการจัดทำบัญชีรายชื่ออย่างเป็นระบบ รวมถึงมีข้อห้ามการบังคับล่อลวงหญิงมาเพื่อค้าประเวณี (ต้องเป็นโสเภณีด้วยความเต็มใจเท่านั้น) ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานค้าประเวณีมีอยู่ทั่วประเทศเลยก็ว่าได้ เห็นได้ชัดเข้าไปอีกจากคำว่า ‘หญิงงามเมือง’ ซึ่งเรียกอาชีพโสเภณี โดยความหมายในอดีตคำว่าหญิงงามเมืองนี้ให้ความหมายที่ดี และไม่ได้มีภาพลักษณ์เป็นลบอย่างในปัจจุบัน

ทำไมรัฐเคยอนุญาตให้มี ‘ซ่อง’ ด้วยล่ะ?

journalmetro.com
journalmetro.com

ในสมัยรัตนโกสินทร์ก็มีการเก็บภาษีเช่นกัน และหนึ่งในภาษีที่ใช้หล่อเลี้ยงรัฐที่สุดท้ายกลายเป็นประเทศไทยที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ ก็คือ ‘ภาษีหญิงโคมเขียว’ หรือภาษีที่เก็บจากซ่องนั่นแหละ

การอนุญาตให้มีซ่องในอดีตทำให้รัฐมีรายได้จากการออกใบอนุญาต โดยเจ้าของซ่องที่เรียกว่า ‘นายโรง’ ต้องเสียค่าธรรมเนียมขอรับใบอนุญาตฉบับละ 30 บาท (30 บาทในอดีตจะแพงขนาดไหน คิดดู) ในขณะที่หญิงโสเภณีก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมฉบับละ 12 บาท โดยทั้งนายโรง ทั้งหญิงโสเภณีต้องต่อใบอนุญาตใหม่ทุกๆ 3 เดือนด้วย

การเสียภาษีหญิงโคมเขียวในขณะนั้น จึงไม่ต่างจากการจ่ายส่วยเพื่อให้สถานบริการคงอยู่ได้ในปัจจุบัน เพียงแต่การจ่ายภาษีหญิงโคมเขียวในอดีตเป็นไปตามกฎหมาย

เงินที่ได้จากการอนุญาตให้มีซ่อง ซึ่งต้องจ่ายทุกๆ 3 เดือนจึงนำเข้ารัฐทั้งหมด ทำให้นำไปใช้พัฒนาประเทศหรือจะใช้เพิ่มรายได้ให้เหล่าข้าราชการก็ยังได้ ในขณะที่ส่วยนาตารีอาบอบนวดที่เราเพิ่งแชร์กันไปหยกๆ กลายเป็นเงินนอกระบบที่ไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อรัฐโดยตรง แถมเป็นการสนับสนุนให้ราชการมีเอี่ยวกับธุรกิจด้านมืดเข้าไปอีก

ประเทศไทยถูกมองเป็นอะไรในสายตาคนอื่น?

ยอมรับมาซะดีๆ ว่าบางทีเราก็เลือกมองและกำหนดความหมายให้ประเทศต่างๆ ในแบบของเรา โดยโนแคร์ โนสนว่าเขาจะชอบสิ่งที่เราเรียกเขาหรือไม่

ญี่ปุ่นคือแดนปลาดิบสำหรับเรา ส่วนเกาหลีคือแดนกิมจิ ในขณะที่กัมพูชาคือประเทศที่เต็มไปด้วยมนต์ดำ ไสยศาสตร์ เวียดนามมีผู้หญิงขาวอึ๋มในชุดประจำชาติและพม่าคือเมืองที่เผาทองกรุงศรีอยุธยาและเป็นศัตรูกับเรา

เราไม่เคยถามว่าเขาเป็นอย่างที่เราเรียกจริงไหม หรือเขาโอเคที่เราเรียกเขาอย่างนี้จริงหรือเปล่า แต่ในภาพจำของเราประเทศพวกเขาเป็นอย่างที่เราคิดเองเออเองไปเรียบร้อยแล้ว

nationalstereotype.com
nationalstereotype.com

ประเทศไทยของเราก็ไม่วายโดนตีตรา(อย่างที่เราตีตราคนอื่น)เช่นกัน โดยภาพอินโฟกราฟิกจาก Asia According to America ซึ่งเป็นการแสดงแผนที่ว่าคนอเมริกามองประเทศในเอเชีย(แบบเหมารวมเอาเอง)ว่าประเทศนั้นเป็นตัวแทนของอะไร

‘BROTHEL’ หรือซ่อง คือสิ่งที่คนภายนอกมองว่าประเทศเราเป็น ในขณะที่อินเดียถูกมองว่าเป็นแกงกะหรี่บ้าง จีนถูกมองว่าเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตของโลกบ้าง ส่วนเวียดนามถูกมองว่าเป็นสุสานจากช่วงสงครามเวียดนามบ้าง

asia-according-to-usa-750x536
ว่ากันว่าเราสามารถบอกว่าเราเป็นอะไรก็ได้ แต่เราก็ห้ามสิ่งที่คนอื่นนิยามเราไม่ได้ จะดีกว่ามั้ยถ้าเราเริ่มสำรวจตัวเองอย่างจริงจัง ไม่เอามือปิดตาเพื่อที่จะไม่ต้องรับรู้ว่าจริงๆ นอกจากด้านดี เราก็มีด้านที่ต้องหาทางออกเหมือนประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

เพราะอะไรประเทศถึงกลายเป็น ‘ซ่องโลก’?

gapyear.com
gapyear.com

นอกจากธรรมชาติสวยๆ วัฒนธรรมอันหลากหลายในกรุงเทพฯ แหล่งท่องเที่ยวชื่อก้องโลกอย่างพัทยาและภูเก็ต รู้หรือไม่ว่า ‘อยากมาแสวงหาความสุขทางเพศ’ ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกหวังจะได้เจอในประเทศของเรา คำตอบนี้เขาก็ไม่ได้มโนกันขึ้นมาเล่นๆ แต่ Lonely Planet สำรวจจากนักท่องเที่ยว 130 ประเทศทั่วโลก กว่า 7,500 คน (อยากอ่านฉบับเต็ม หาอ่านได้ที่ ‘Sex tourism in Thailand’ ของอาจารย์ศิริเพ็ญ ดาบเพชร)

รวมถึงภาพจำจากการเป็นอุตสาหกรรมทางเพศขนาดใหญ่ ในช่วงที่เราเป็นฐานทัพของทหารอเมริกาในช่วงสงครามเวียดนาม

โสเภณีจะเป็นอาชีพถูกกฎหมายได้เหรอ? ถ้าได้แล้วยังไงต่อ?

websitethaitour.com
websitethaitour.com

แม้ในสายตาเรา อุตสาหกรรมทางเพศจะถูกมองแต่ด้านลบเท่านั้น แต่ถ้าพาข้ามน้ำข้ามทะเลไปในหลายประเทศทั่วโลก โสเภณีได้กลายเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมาย สร้างรายได้ให้กับรัฐจำนวนมหาศาล และการทำให้ถูกกฎหมายก็ย่อมหมายความว่าแรงงานในอุตสาหกรรมทางเพศย่อมได้รับการดูแล คุ้มครอง รวมถึงมีการตรวจโรคติดต่อทางเพศอย่างเป็นระบบด้วย

The MATTER พาไปสำรวจประเทศสวิตเซอร์แลนด์ประเทศที่ได้ชื่อว่าสงบ ประชากรมีคุณภาพชีวิตดีเยี่ยม การศึกษาก็ดีงาม แถมประชากรที่มีความสุขที่สุดในโลก ที่สวิตเซอร์แลนด์โสเภณีต้องได้รับใบอนุญาต การชำระค่าบริการก็สามารถชำระด้วยบัตรเครดิตได้ด้วย โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย ได้พูดถึงโสเภณีในสวิตเซอร์แลนด์ไว้อย่างน่าสนใจว่า

สวิตเซอร์แลนด์ มีโสเภณี 14,000 คน สร้างรายได้ได้ประมาณ 118,055 ล้านบาทต่อปี (3.5 พันล้านสวิสฟรังค์) ผู้ชายระหว่างอายุ 20-65 ปี (อายุเฉลี่ย 33 ปี) จำนวน 350,000 คน (20% ของชายในวัยนี้ทั้งหมด) เคยใช้บริการอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  ประชากรสวิตเซอร์แลนด์มี 7.6 ล้านคน แสดงว่ามีโสเภณีประมาณ 1 คนต่อประชากรชาย 271 คน

เห็นได้ชัดว่าการให้โสเภณีเป็นอาชีพถูกกฎหมายที่สวิตเซอร์แลนด์นอกจากจะสามารถควบคุมโรคติดต่อทางเพศได้อย่างเป็นระบบ มีการสวัสดิการคุ้มครองผู้ประกอบอาชีพแล้วยังสร้างรายได้ให้รัฐจำนวนมหาศาล

นอกจากสวิตเซอร์แลนด์แล้ว นิวซีแลนด์ ออสเตรีย ออสเตรเลีย เบลเยียม บราซิล แคนาดา เอกวาดอร์ ฝรั่งเศส เยอรมัน กรีซ เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ ก็เป็นประเทศที่ทำให้อาชีพโสเภณีถูกกฎหมายกับเขาด้วย

Richard S. Ehrlich, for CNN
Richard S. Ehrlich, for CNN

ย้อนกลับมาที่ไทยเราบ้าง อาจารย์ศิริเพ็ญ ดาบเพชร อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ก็พูดเรื่องเม็ดเงินในอุตสาหกรรมทางเพศในไทยไว้เช่นเดียวกัน โดยกล่าวถึงช่วงสงครามเวียดนามที่อุตสาหกรรมทางเพศในไทยขยายตัวเพื่อรองรับทหารอเมริกาอย่างรวดเร็ว

ในช่วงสงครามเวียดนามมีเงินที่หมุนเวียนอยู่ในธุรกิจการขายบริการทางเพศทั้งพาร์ตเนอร์ เมียเช่า บาร์ คลับต่างๆ ร้านอาหาร มีเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยประมาณ 16 ล้านเหรียญสหรัฐ

ต่อให้ปิดตาเดิน เราก็คงปฏิเสธหรือทำเป็นมองไม่เห็นไม่ได้ว่าประเทศเรามีการค้าบริการทางเพศอยู่จริง ภายใต้รูปแบบของบริกาอาบอบนวดบ้าง ร้านคาราโอเกะบ้าง และอีกหลายรูปแบบ ซึ่งเม็ดเงินที่ไหลเวียนอยู่ในธุรกิจประเภทนี้ก็พยุง GDP ของประเทศอยู่เป็นจำนวนล้นหลาม แต่มักถูกนับอยู่ในภาคการค้าและบริการแทน (ดูแค่บัญชีส่วยของอาบนวดนาตารีที่เดียวก็พอเห็นแล้วเนอะ ว่าเยอะขนาดไหน)

แต่อาชีพโสเภณีมันคือการลดทอนศักดิ์ศรีของผู้หญิงนะ?

Richard S. Ehrlich, for CNN
Richard S. Ehrlich, for CNN

แม้แต่ในวงการเฟมินิสต์เองเรื่องนี้ก็ยังถูกถกเถียงกันไม่จบสิ้น โดยกลุ่มหนึ่งมองว่าการค้าบริการทางเพศ หรือการอยู่ในอุตสาหกรรมทางเพศคือการทำให้ผู้หญิงกลายเป็นเพียงสินค้า

ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งกลับมองว่าการจะทำหรือไม่ทำอาชีพอะไรก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้หญิง ซึ่งผู้หญิงก็ควรจะเลือกได้ และแทนที่จะเอาปัญหาไปซุกไว้ใต้พรม เราควรทำให้มันถูกต้องและทำให้อาชีพนี้ควรได้รับการคุ้มครอง ไม่ต้องถูกกดขี่ แถมการทำให้ถูกกฎหมายก็จะเป็นการระบุทำให้ผู้หญิงได้รับการคุ้มครองว่าผู้ที่มาขายบริการจะต้องมาด้วยความเต็มใจเท่านั้นด้วย

nationalpost.com
nationalpost.com

สิ่งที่มองไม่เห็น ไม่ได้แปลว่าไม่มีอยู่ การเลือกเบือนหน้าหนีไม่ได้ทำให้สิ่งที่เราคิดว่าเป็นปัญหาจางหายไป ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะมองมันไปพร้อมๆ กัน ผ่านแว่นหลายๆ มิติ ว่าตกลงการค้าบริการทางเพศเป็นปัญหาจริงไหม ถ้าเป็น เรามีวิธีมองมันหรือหาทางออกร่วมกันได้อย่างไร?

อีกทางหนึ่ง หากเรามองมันด้วยมิติอื่นๆ นอกจากมิติทางศีลธรรมอันดีงามล่ะ? มิติความเป็นมนุษย์ที่ถ้าเราไม่สามารถทำให้การค้าบริการทางเพศหมดไปได้

คนที่ประกอบอาชีพนี้ก็ไม่ควรต้องถูกรังแกและขูดรีดโดยเจ้าหน้ารัฐ หรือแม้กระทั่งจากเจ้าของสถานประกอบการเอง รวมถึงเขาก็ควรได้รับการคุ้มครองในฐานะแรงงานและคนที่หาเงินให้ประเทศเหมือนกันกับอาชีพอื่นๆ ได้หรือไม่? เราพร้อมจะเลิกมองพวกเขาเป็นปีศาจและลดทอนความเป็นอาชญากรรม (Decriminalization)ให้กับอาชีพโสเภณีได้หรือยัง?

 
อ้างอิงข้อมูลจาก

คำ ผกา-อรรถ บุนนาค. “ถึงเวลาหรือยังที่โสเภณีจะเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมาย,”คิดเล่นเห็นต่าง. กรุงเทพฯ: มติชน, 2555 : น.340-347.

____________. “ทำไมประเทศไทยจึงได้ชื่อว่าเป็น’ซ่อง’ของโลก,”คิดเล่นเห็นต่าง. กรุงเทพฯ: มติชน, 2555 : น.435-444.

โสเภณีถูกกฎหมาย ช่วยปราบทุจริต รักษาศีลธรรม

โสเภณีไทยอยู่ตรงไหน

ขุนนางสยามชี้ “ย่านปทุมวัน” เหมาะทำเป็น “นครโสเภณี” มากกว่า “เมืองมหาวิทยาลัย”

15 Countries Around The World That Have Legalized Prostitution

No Comments Yet

Comments are closed