ความน่าจะเป็นบนเส้นทางดารา

จากประสบการณ์การอยู่ในวงการบันเทิงกว่ายี่สิบปีของฉัน อาจจะดูไม่มากมายอะไร แต่ก็ไม่ได้น้อยจนสัมผัสไม่ได้ถึงเงาปริศนาบางอย่าง ที่เอื้อมตัวทอดทับอยู่บนความเป็นดารา

พูดซะยังกะมิติลี้ลับ แต่มันก็ลี้ลับลับแลจริงๆ นั่นแหละ ก็คือเรื่องที่หลายๆ คนมักจะเข้าใจผิดๆ หรือตั้งธงเอาไว้ในใจว่าดาราต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้

 

เอาเข้าจริงก็ไม่รู้ว่าเป็นความเชื่อหรือเป็นความคาดหวังกันแน่ ว่าอย่างน้อยไอ้คนที่เราเห็นๆ มันอยู่ในโทรทัศน์นี่มันต้องมีดีอะไรจากคนที่นั่งดูอยู่หน้าจอบ้างสิ

ไม่งั้นชั้นก็เป็นดาราได้ หน้าตาชั้นรึก็ออกจะสวย ฐานะร่ำรวย แถมเคยร้องเพลงหน้าเสาธงสมัยประถมมาแล้ว ประกวดอ่านทำนองเสนาะก็ไม่เป็นที่สองรองใคร

 

เอาล่ะ ยอมรับว่าตัวฉันเองก็ไม่รู้อย่างถ่องแท้หรอก และมันก็ไม่มีสูตรตายตัวว่าใครจะได้เป็นดารานักแสดง จะได้เป็นหรือไม่และเป็นแล้วจะดังแค่ไหนนี่ยิ่งไม่รู้ รู้แต่ว่ามีความเข้าใจและใช้ความน่าจะเป็นหลายๆ อย่างเวลาที่คนคิดถึงอาชีพนี้

ฉันจะยกตัวอย่างความเข้าใจผิดบางประการขึ้นมาก็แล้วกัน

 

เป็นดาราต้องกล้าแสดงออก

บ่อยครั้งที่ฉันออกไปตามที่สาธารณะ หรือแหล่งชุมชนต่างๆ (ทำไมบรรยายแล้วดูเหมือนไปลอบกำจัดลูกน้ำยุงลายชอบกล) ก็จะมีคุณย่า คุณน้า คุณลุง คุณอา พาคุณหลานหลากหลายช่วงวัย บ้างก็ร้องไห้จ้าต้องลากแขนกันมาถูลู่ถูกัง บ้างก็มาพร้อมตาเป็นประกายวิบวับ ท้าวสะเอวพร้อมโพสโชว์ พร้อมกับคำแนะนำว่า “นี่ หลาน/ลูก/น้อง มันเต้นเก่งนะ ชอบร้องเพลง กล้าแสดงออก เต้นเก่งมาก เอาไปเป็นดาราสิ” แล้วก็จะหันไปบอกเยาวชนที่มาด้วยกันนั้นให้แสดงความสามารถดังที่ระบุไว้ในคำกล่าวสรรพคุณ ให้ฉันซึ่งนั่งงงๆ อยู่ดูในทันที

เอิ่ม…

 

คือจะบอกยังไงดี

ใช่ เป็นดาราต้องกล้าแสดงออก แต่ที่ไม่ได้กล้าหรือชอบการแสดงออกก็มีนะ อย่างฉันนี่ไง

ลงพ่อหรือแม่ลากให้มาเต้นต่อหน้าคนแปลกหน้า คงมีแกล้งตายกันขึ้นมาบ้างล่ะ

ฉันชอบการแสดง

ซึ่งการแสดงกับแสดงออกนี่มันไม่เหมือนกัน

ไม่ได้หมายความว่าอะไรดีหรือแย่กว่า ไม่ได้หมายความอะไรทั้งสิ้น การกล้าแสดงออกไม่ได้ยืนยันสรรพคุณอะไร และการไม่ชอบแสดงออกก็ไม่ได้หมายความว่าจะขาดคุณสมบัติในการเป็นนักแสดง

 

เป็นดาราสบาย และได้เงินเยอะ

ตอนเด็กๆ ฉันก็โตขึ้นมาในกองถ่ายของพ่อนี่แหละ บางวันตื่นเช้าลงมารอรถโรงเรียน ก็เห็นพี่ป้าน้าอานักแสดงหลายๆ ท่านเดินหอบหิ้วตะกร้าข้าวของ เสื่อสาด ส้มสูกลูกไม้ มานั่งหามุมสงบแล้วอยู่กันไป กินมั่ง นั่งเล่นคุยกันมั่ง จนฉันออกไปเรียนและกลับมา กองถ่ายก็ยังไม่เลิก มุมจับจองของใครก็ยังกองอยู่ตรงนั้น ดีไม่ดีจนเช้าวันรุ่งขึ้นที่ฉันจะไปโรงเรียนอีกรอบก็ยังไม่แล้วงานกันเลย

 

ก็ใช่ ที่มันไม่ลำบากในบางด้าน แต่ถ้าคิดว่าแสนสบายนี่ไม่ใช่แน่นอน เริ่มตั้งแต่ตื่นเช้าไปกองถ่ายตั้งแต่พระยังไม่บิณฑบาต ไปถึงก็โดนยีหัวทึ้งผม จิ้มตา แต่งหน้า เริ่มฉากแรก 7 โมงเช้าร้องไห้แม่ตาย คัท ขออีกทีนะ น้องร้องดีมาก แต่พอดีเสียงมีปัญหา เอ้าร้องอีก ยังสะอึกสะอื้นแม่ตายอยู่ คัท อีกทีได้มั้ย เมื่อกี้ข้างหลังมีคนเดินผ่านอะ เห็นคาเฟรมเลย เอ้าร้องอีก คัทคัทคัท ทำไมฉากนี้ทาปากสีนี้ ละครโดดนะเนี่ย ไปๆ ไปทาปากมาใหม่แล้วมาร้องต่อ

พอมาถึงตอนนี้ จากแม่ตาย คนเล่นก็เริ่มอยากจะตายเองแล้ว

 

กองถ่ายนั้นไม่ใช่อยู่ในที่เย็นอย่างสตูดิโอที่สามารถเปิดเครื่องปรับอากาศได้ แต่ต้องปิดแอร์ พัดลม มือถือ หรือเครื่องกำเนิดเสียงใดๆ ก็ตามให้สงัดสิ้น ร้องไห้ในชุดคอเต่าแขนยาวเพราะสมมติร้องกันอยู่ที่สแกนดิเนเวีย (ซึ่งจริงๆ คือบ้านย่านบางกะปิ) ต้องหน้าใสเหงื่อไม่แตก ร้องแรงไปทุบอกชกตัวมือก็จะไปโดนไวร์เลสให้ช่างเสียงด่า ร้องไห้ก้มหน้าปิ่มว่าจะขาดใจ ตากล้องก็อยากจะเอาตีน เอ๊ย ขาตั้งกล้องเขี่ยให้เงยหน้าสิวะกล้องถ่ายไม่เห็น ก้มหน้าอย่างงี้เอาใครมาเล่นก็ได้ ร้องไห้เบาไปผู้กำกับก็ขออีกรอบ พี่ไม่รีบนะ ทำอารมณ์ให้ได้ แต่วันนี้มีอีก 40 ฉาก มีสายตาอีก 50 คู่รอดูอยู่ว่าจะร้องเมื่อไหร่ ร้องสิมึง ฉากต่อไปต้องตบหน้าเอาน้ำแกงเขียวหวานจากยุโรปราดหัวกันแล้วนะ ต้องมาเสียเวลาทึ้งทำผมกันใหม่อีก

แล้วเรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ปีละครั้ง แต่ปีละหลายครั้ง ครั้งละเป็นเดือน ผลงานออกมาแล้วก็จะสถิตตราตรึงอยู่ในโซเชียลต่างๆ พร้อมให้คนแคปมาด่าประนามหรือยกย่องเอออวยไปตราบชั่วกัลปาวสานสิ้นยุคพระศรีอาริย์กันทีเดียว

 

นี่หรือคือสบาย

ส่วน ‘ได้เงินเยอะ’ เอาอย่างนี้ละกัน ฉันเล่นละครครั้งแรกเป็นลูกนางเอกที่ถูกข่มขืนจนเป็นบ้า ถูกวิ่งไล่อยู่กลางป่าหญ้าด้วยเท้าเปล่า ถูกแก้วบาดจนแทบจะกลายเป็นลายเท้าขึ้นมาอีกเส้น มิหนำซ้ำโดนบาดแล้วก็ยังต้องถ่ายต่อ คนเขารอกันเป็นร้อย ถูกข่มขืนเสร็จก็ถูกเอาไปไว้ในโรงพยาบาลบ้า ซึ่งสร้างฉากขึ้นมาจากตึกร้าง มีส้วมเพียงอันเดียวที่เอฟเฟคทีฟต่อฆาณประสาทยิ่งกว่าแอมโมเนียใดๆ แต่ฉันต้องนั่งตาลอยไม่รู้ร้อนหนาวแลกลิ่นฉมชบาใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งหมดนี้ทำเสร็จสิ้นตอนก่อนสว่างแทบทุกครั้งและฉันต้องไปโรงเรียนต่อ

ด้วยค่าตัวเจ็ดพันบาทต่อตอน

 

ซึ่งหมายความว่าตอนหนึ่งมีร้อยฉาก มึงต้องเล่นให้ครบร้อยฉากก่อน และรอให้ละครออกมาให้คุณผู้ชมได้น้ำหูน้ำตาไหล สงสารวังเวงใจไปกับชะตากรรมของแม่ลูกก่อนซัก 5 ตอน ฉันจึงจะได้เงิน

ถ้าไม่ฉาย–ก็ไม่ได้ ง่ายๆ อย่างนั้นเลย

ค่าน้ำค่ายาค่าแอมโมเนียเอ็มร้อยนั้นคือการสำรองจ่ายไปก่อนทั้งสิ้น

 

นี่คือไม่ได้เรียกร้องความเห็นใจอะไร แต่จะบอกว่าเนี่ย มันไม่ได้สบาย และไม่ได้เงินมากมายแบบไร้เงื่อนไขอย่างที่หลายคนคิด ถ้าคุณรับเงื่อนไขนี้ได้ก็ยังไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีอาชีพเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จแน่ๆ ด้วยซ้ำ แต่ยังต้องบวกกับอะไรอีกหลายๆ อย่าง

 

เขียนไปเขียนมาก็ชักจะยาว เอาเป็นว่าอินทิราจะมาเปิดประสบการณ์ความเชื่อนี้ใหม่ในตอนต่อไปของบันเทิงเชิงร้ายก็แล้วกัน เพราะมันยังไม่จบง่ายๆ ค่ะ!

 

 

Illustration by Namsai Supavong
No Comments Yet

Comments are closed