ไม่ว่าจะ ‘กะหรี่’ หรือ ‘ดอกทอง’ ก็ไม่ใช่คำไทย แล้วทำไมต้องเอามาใช้ด่ากั๊นน (เสียงสูง)

เวลาที่สาวๆ คนไหนถูกตราหน้าว่า ‘กะหรี่’ (เสียงสูง) นี่นางก็คงเจ็บน่าดูเลยนะครับ เพราะถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้ประกอบสัมมาอาชีวะนั้นก็เถอะ แต่ก็อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า กะหรี่ คือศัพท์ในภาษาไม่เป็นทางการหมายถึง หญิงผู้ให้บริการทางเพศ

 

การโดนตีตราด้วยเสียงซู๊งงสูงว่า กะหรี่ จึงเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง ตามมาตรฐานความเป็นไทย อย่างจงหนักเลยทีเดียว

แต่การทำความเข้าใจรากเดิมของคำว่า กะหรี่ ว่ามีที่มาจากไหน และแปลว่าอะไร? ทำไมถึงกลายมาเป็นศัพท์แสลง ที่ออกจะฟังแล้วชวนให้รู้สึกแสลงใจ และกลายมาหมายถึงหญิงผู้ประกอบอาชีพนี้ได้? ก็อาจจะทำให้เรารู้ตัวเพิ่มขึ้นด้วยว่า เวลาที่ปรามาส หรือตีตราใครด้วยถ้อยคำผรุสวาทหยาบคายในภาษาไทยทั้งหลายนั้น เราไม่ได้กำลังดูหมิ่นเฉพาะคนที่เราตีตราประทับให้กับเขาเท่านั้น แต่กำลังผลิตซ้ำการเหยียดหยามถึงอะไรบางอย่างที่เราเอามาใช้เป็นคำกล่าวว่าด่าทอนั่นแหละ

 

ใครหลายคนอาจจะเข้าใจว่า ‘กะหรี่’ มาจากคำว่า ‘curry’ ซึ่งหมายถึง ‘แกงกระหรี่’ แต่ว่าเจ้าคำศัพท์ที่หมายถึงแกงประเภทหนึ่งคำนี้ ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเชื่อมโยงถึงหญิงผู้ประกอบอาชีพการขายบริการทางเพศเลยสักนิด

 

ดังนั้นคำว่า ‘กะหรี่’ ในภาษาไทย จึงควรจะมีที่มาจากคำอื่นมากกว่า และคำๆ นั้นน่าจะเป็นคำว่า ‘ช็อกกะรี’

 

‘ช็อกกะรี’ หรือ ‘โฉกกฬี’ เป็นภาษาฮินดี ที่ใช้แพร่หลายกันในอินเดีย แปลว่า ‘เด็กผู้หญิง’ (ตรงกันข้ามกับ ‘ช็อกกะรา’ หรือ ‘โฉกกฬา’ ที่แปลว่า ‘เด็กผู้ชาย’) ซึ่งแม้จะไม่ได้หมายถึงหญิงผู้ขายบริการทางเพศ เหมือนอย่างที่คนไทยเราหมายถึงอย่างชี้เฉพาะเจาะจงเลยก็ตาม แต่ก็เป็นเพราะอย่างนี้แหละนะครับ ที่ทำให้มันกลายเป็นประเด็นสำคัญ

เพราะการเลือกที่จะใช้คำในภาษาอื่นที่ความจริงแล้วเขาหมายถึงแค่เพียง ‘เด็กผู้หญิง’ ธรรมด๊าธรรมดา สำหรับในการหมายความถึง ‘หญิงผู้ขายบริการทางเพศ’ มันก็พอจะมองเห็นได้ไม่ยากนักหรอกใช่ไหมว่า เราจัดวางพวกเขาผู้เป็นเจ้าของคำในภาษานั้นไว้อยู่ตรงไหนในสังคมของเรา?

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะผรุสวาทใส่ใครว่า ‘กะหรี่’ ก็ตามแต่ มันไม่ได้หมายความถึงเฉพาะเธอที่กำลังถูกหยามหยันศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงแบบไทยๆ นางนั้นอยู่คนเดียว เพราะโดยรากที่มาของคำ มันก็กำลังตีตราความเป็นอื่นอย่างดูหมิ่นเหยียดหยามไปในคราวเดียวกันนั้นด้วย

 

ตีคู่มากับ ‘กะหรี่’ ยังมีอีกคำคือ ‘ดอกทอง’ ซึ่งเป็นคำที่เก่าแก่มากพอดูนะครับ เพราะมีหลักฐานอยู่ใน ‘พระไอยการลักษณวิวาทตีด่ากัน’ ส่วนหนึ่งของกฎหมายตราสามดวง ซึ่งตราขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1992 (ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) มีมาตราหนึ่งระบุคำ ‘อี่ดอกทอง’ ว่าเป็นคำหมิ่นประมาท และถ้าใครโดนปรามาสด้วยคำนี้ก็สามารถฟ้องเรียกสินไหมได้

แต่เอาเข้าจริงก็ไม่รู้ว่า ในยุคนั้นจะมีใครจะฟ้องร้องกันด้วยเรื่องนี้หรือเปล่า เพราะตัวอย่างเดียวที่เราพอมีว่า ในสมัยอยุธยาจะมีใครด่าทอกันด้วยคำนี้ ก็ดันอยู่ในวรรณคดีเสียอีก และวรรณคดีเรื่องนั้นก็คือ ‘มโนราห์’

 

เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า แม่ของนางมโนราห์คือนางเทวี ฝันไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ และเรื่องก็เป็นไปตามสูตรของหนังจักรๆ วงศ์ๆ ที่จะต้องมีใครสักคนหนึ่งมาทำนายฝันให้ ดังนั้นพราหมณ์โหรก็เลยมาทำนายฝันให้นางเทวีว่า ลูกสาวคนสุดท้องคือนางมโนราห์กำลังมีเคราะห์ อย่าให้ออกนอกบ้านไปขึ้นน้ำลงท่า เพราะจะโดนพรานป่าจับไป

และแน่นอนว่า นางมโนราห์จะต้องอยากออกจากบ้านไปเล่นน้ำกับบรรดาพวกพี่สาวของเธอ นางเทวีจึงไปห้ามไว้ ส่วนลูกสาวเธอก็ไม่ยอมครับ อยากไปแว๊นซ์ใจจะขาด สุดท้ายก็เลยทะเลาะด่าทอกัน โดยนางเทวีว่าก่อนว่า

 

เลี้ยงลูกชาวบ้านเอย            อีนี่ใจแข็งใจกล้า

กูจะพลิ้วหิ้วขา                    หน้าตากูจะตบให้ยับไป

ไว้กูจะเหยียบเอาหัวตับ         ไว้กูจะยับเอาหัวใจ

ปากร้ายมาได้ใคร                พวกอีขี้ร้ายชะลากา

ขวัญข้าวเจ้าแม่อา               ตัวแม่ก็ทำเป็นไม่สู้

รู้มากอีปากกล้า                  มึงไปได้มาแต่ไหน

พระพายพัดไป                   สมเพชลมพัดอีดอกทอง

 

แต่ไม่ใช่โดนว่าอย่างนี้แล้วนางมโนราห์จะยอมใจให้คุณแม่ของนาง เพราะเธอก็ตอกนางเทวีกลับไปอย่างแสบๆ คันๆ ด้วยคำ ‘ดอกทอง’ เหมือนกัน แถมยังตอกกลับแบบเป็นคอมโบเซ็ตเลยว่า

นางแม่ของลูกอา                 แม่มาด่าลูกไม่ถูกต้อง

ทั้งพี่ทั้งน้อง                        เหล่าเราดอกทองเหมือนกัน

ดอกทองสิ้นทั้งเผ่า               เหล่าเราดอกทองสิ้นทั้งพันธุ์

ดอกทองเสมือนกัน              ทั้งองค์พระราชมารดา

เอาเป็นว่าเรื่องในครอบครัวของนางมโนราห์เราอย่าไปยุ่งเขาเลยนะครับ เพราะก็ไม่มีรายงานว่าแม่ลูกคู่นี้เขาไปฟ้องเรียกค่าสินไหมกันหรือเปล่า? เรื่องที่น่าสนใจสำหรับเรามากกว่าก็คือ ทำไมต้อง ดอกทอง’?

ข้อความในพระไอยการลักษณวิวาทตีด่ากัน สมัยอยุธยาที่ว่า ระบุคำ ‘ดอกทอง’ เอาไว้ในบริบทที่ว่า มึงทำชูเหนือผัวกูก็ดี แลด่าท่านว่าอี่แสนหกแสนขี้จาบ อี่ดอกทอง อี่เยดซ้อน ก็ดี สรรพด่ากันแต่ตัวประการใดๆดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ดอกทองสมัยอยุธยาหมายความว่าอย่างไร?

แม้จะยังสรุปกันไม่ได้ชัดว่า ทำไมต้อง ‘ดอกทอง’ แต่ก็มีผู้รู้สันนิษฐานว่า คำนี้เกี่ยวพันกับภาษาจีนฮกเกี้ยนว่า ‘หลกท่ง’ ซึ่งแปลว่า หญิงโสเภณี ซึ่งภาษามลายูยืมไปใช้เป็นคำว่า ‘loktong’ เช่นกัน แถมคำว่า ‘ลก’ เฉยๆ ในภาษาฮกเกี้ยนก็แปลว่า หญิงขายบริการทางเพศ เมือประกอบกับคำว่า ‘เช้า’ เป็น ‘เช้าลก’ จะการเป็นคำด่าว่า ‘หญิงโสเภณีที่เหม็นโฉ่’ (ส่วนอะไรเหม็นนี่ไปสืบกันเอาเองนะ)

 

ส่วนทำไมคนในสมัยอยุธยาต้องไปยืมคำว่า ‘โสเภณี’ มาจากภาษาจีน? นี่อาจจะตอบยากหน่อยเพราะไม่มีหลักฐานทางตรงระบุเอาไว้เลย แต่น่าสังเกตว่า ในเอกสารที่ชื่อ คำให้การขุนหลวงหาวัด ซึ่งก็เป็นคำให้การของเชลยศึกที่ถูกจับไปเป็นตัวประกัน หลังอยุธยาถูกตีแตกในปี พ.ศ. 2310 มีข้อความระบุว่า

ตลาดบ้านจีน ปากคลองขุนละครชัย มีหญิงละครโสเพณีตั้งอยู่ท้ายตลาด 4 โรง รับจ้างทำชำเราแก่บุรุษ ตลาดนี้เป็นตลาดใหญ่ใกล้ทางเรือและทางบก มีตึกกว้านร้านจีนมาก ขายของจีนมากกว่าของไทย

แปลง่ายๆ ว่ามี ‘ซ่อง’ หรือที่ในสมัยอยุธยาเรียกว่า ‘สถานรับจ้างทำชำเราแก่บุรุษ’ อยู่ในย่านคนจีน (ซึ่งก็คือ เยาวราช หรือสำเพ็ง ในยุคนั้น) การที่จะมีโสเภณีจีน หรือมีคนจีนเรียกผู้หญิงเหล่านี้ด้วยสำเนียงของตนเองจึงไม่น่าจะแปลกอะไรนัก

แต่การที่นางเทวี และนางมโนราห์ ซึ่งไม่ใช่ผู้หญิงที่จะประกอบอาชีพอย่างนี้แน่ๆ มาด่าทอกันด้วยคำว่า ‘ดอกทอง’ นี่สิครับแปลก เพราะนอกจากแม่และลูกจะเหยียดกันเองแล้ว ยังไปเหยียดพวกเธอผู้ประกอบอาชีพรับกระทำชำเราแก่บุรุษ แถมเหยียดไม่เหยียดเปล่า ยังเหยียดกันด้วยคำที่ไม่ใช้แม้กระทั่งภาษาของตนเองอีกด้วย

 

คำว่า ‘ดอกทอง’ จึงมีนัยยะถึงการหยามหยันความเป็นอื่น ไม่ต่างอะไรไปจาก ‘กะหรี่’ ต่างไปจาก ‘ความเป็นไทย’ ที่อะไรก็ดี๊ดียย์ เพราะกดคนอื่นเขาเสียจนแบนแต๊ดแต๋ จะกะหรี่ หรือดอกทอง ไม่ว่าจะทำเสียงสูง หรือพูดด้วยเสียงต่ำ นอกจากคนที่ถูกตราหน้าว่าอย่างนั้น แล้วก็ยังมีรากของความเป็นอื่นที่ถูกตีตราเอาไว้ด้วยว่ามีดีไม่สู้ไทย 😛

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
No Comments Yet

Comments are closed