“ชีวิตมีอะไรมากกว่าการทำงาน” และ “ไม่มีประโยชน์ใดๆ ที่จะทำงานขณะที่ป่วย” คือแนวคิดที่พนักงานวัย Gen Z คิดกัน
จากข้อมูลบนแพลตฟอร์ม HR Gusto ซึ่งมีข้อมูลของธุรกิจในสหรัฐอเมริกากว่า 300,000 แห่ง พบว่า พนักงานประมาณ 30% ลาป่วยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2023 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 42% จากปี 2019 โดยจำนวนเวลาลาป่วยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15% นับตั้งแต่ปี 2019 หรืออยู่ที่เฉลี่ย 15.5 ชั่วโมงต่อปี พนักงานส่วนใหญ่ที่ลาป่วย คือชาว Gen Z
“คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะลาหยุดงานเพื่อพักผ่อน และฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วยมากที่สุด ซึ่งถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของพนักงานรุ่นต่อการใช้เวลาว่างเพื่อปกป้องสุขภาพ” Gusto อีกแพลตฟอร์มด้าน HR รายงาน
เจค แคนัลล์ (Jake Canull) ผู้อำนวยการระดับภูมิภาคของ Top Employers Institute ในนิวยอร์ก แสดงความคิดเห็นต่อข้อมูลนี้เช่นกัน โดยระบุว่า ในมุมมองของนายจ้าง ไม่ว่าลูกจ้างจะมีอายุเท่าไร “นายจ้างก็สนับสนุนให้พนักงานลาป่วย เพื่อป้องกันและฟื้นตัวจากการเจ็บป่วย”
สอดคล้องกับเทรนด์ของบริษัทยุคใหม่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่า บริษัทหลายแห่งที่มีคะแนนการมีส่วนร่วมของพนักงานสูง ได้ริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตและอารมณ์ โดยมีแนวโน้มที่จะมีนโยบายห้ามพนักงานทำงานล่วงเวลามากกว่าถึง 14% และสนับสนุนให้พนักงานใช้เวลาพักเบรกเพื่อคลายความเครียดระหว่างวัน มากกว่าถึง 9%
อย่างไรก็ดี ดร. มาร์ก ซีเกล (Marc Siegel) นักวิเคราะห์การแพทย์อาวุโสของ Fox News และศาสตราจารย์ด้านการแพทย์คลินิกของ NYU Langone อาจไม่เห็นด้วยเท่าไรนักหากจะบอกว่าพนักงานลาป่วยเพราะเป็นห่วงเรื่อง ‘สุขภาพ’ เพียงเท่านั้น
เขาสันนิษฐานว่าการลาป่วยที่เพิ่มขึ้น อาจเกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟในการทำงาน ขาดรางวัล และขาดความมุ่งมั่นในอาชีพการงานเสียมากกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาว “ผู้คนมีแนวโน้มที่จะเล่นกับระบบ หรือต้องการวันลาป่วยมากขึ้น เพราะมีความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มมากขึ้นในสังคมของเรา” ซีเกลระบุ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า พนักงาน Gen Z ตระหนักดีว่าวันลาป่วยไม่ได้มีไว้สำหรับการเจ็บป่วยทางกายเท่านั้น เพราะหากเป็นการเจ็บป่วยทางใจออ่างการเผชิญกับความเครียด หรือภาวะหมดไฟ ก็สามารถใช้วันลาป่วยได้
เพื่อทำความเข้าใจความคิดของเหล่า Gen Z ให้มากยิ่งขึ้น Top Employers ได้สำรวจความคิดเห็น และพบว่าพนักงานรุ่นใหม่ถึง 81% เชื่อว่านายจ้างมีหน้าที่รับผิดชอบในการสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีทางกายของพนักงาน ขณะเดียวกัน 83% เห็นด้วยว่านายจ้างมีหน้าที่รับผิดชอบในการสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตใจของพนักงาน
ไม่เพียงเท่านั้น ปรากฏข้อมูลที่น่าสนใจว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม Gen Z ถึง 62% ยินดีที่จะยอมรับเงินเดือนที่น้อยลงเพื่อแลกกับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ยังมีความเห็นอื่นๆ ของคน Gen Z ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น เทรนด์ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพและป้องกันภาวะหมดไฟ มีความกระตือรือร้นต่อการพัฒนาอาชีพโดยอยากให้นายจ้างช่วยตอบสนองกระบวนการพัฒนาเหล่านี้ และสุดท้ายคือการชอบเป็นอิสระ ต้องการที่จะทำอาชีพที่มีความยืดหยุ่นเป็นสำคั
หลายคนอาจจะรู้สึกว่า ทำไม Gen Z มัน ‘เยอะ’ ขนาดนี้ แต่บางทีพวกเขาอาจจะแค่มองการทำงานและชีวิตในมุมที่ต่างออกไป โดยให้ความสำคัญกับความต้อการและความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองมากขึ้น แนวโน้มที่จะเกิดต่อไปในอนาคตก็เป็นเรื่องที่น่าจับตามองเช่นกัน
ดังนั้น มุมมองที่มีต่อ ‘วันลาป่วย’ ของคนรุ่นใหม่ จึงไม่เหมือนกับยุคที่ผ่านมา แต่เดิมอาจมี ‘ความภูมิใจ’ ที่ตนเองไม่ใช้วันลาป่วยเลย หรือหากลาป่วยก็จะถูกมองว่าไม่ทุ่มเท และคนรุ่นใหม่ยังเน้นผลลัพธ์ของงานมากกว่าเวลาการทำงาน เพราะเมื่อเทคโนโลยีก้าวกระโดด การทำงานที่ไหน เวลาใด ก็ไม่สำคัญเท่าขอแค่ให้งานเสร็จก็พอ
อ้างอิงจาก