“การบังคับสูญหาย ไม่ได้ทำให้ใครหายไปตลอดกาล แต่ทำให้ผู้เสียหาย [ครอบครัว] ทรมานอย่างไม่สิ้นสุด” อังคณา นีละไพจิตร สว. และ ประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ
นับเป็นเวลา 2 ปีเต็ม หลังประเทศไทยบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 หรือเรียกว่า ‘พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย’ ที่ผลบังคับใช้อย่างจริงจังเมื่อปี 2566
แต่กลับพบเสียงสะท้อนจากภาคประชาสังคม ผู้เสียหาย และครอบครัวของผู้ถูกบังคับสูญหายยังคงดังต่อเนื่อง ถึงแม้กฎหมายจะถูกผลักดันให้เกิดขึ้นหลังจากการเรียกร้องมายาวนาน
แต่คำถามอยู่ที่ว่า “กฎหมายฉบับนี้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และสามารถเยียวยาอย่างรอบด้านให้กับผู้เสียหาย ครอบครัว หรือผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐได้จริงหรือไม่ อีกทั้งกฎหมายนี้ได้ทำหน้าที่คืนความยุติธรรมให้กับผู้ถูกทรมาน ผู้ถูกบังคับสูญหาย และครอบครัวหรือยัง”
ทั้งนี้ เมื่อวานนี้ (1 มีนาคม) กรุงเทพ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF), คณะกรรมการนิติศาสตร์สากล (ICJ), กลุ่มด้วยใจ และคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกันจัดงาน ‘Echoes of Hope: ให้กฎหมายทำงาน ให้ความยุติธรรมเป็นจริง’ เพื่อพูดคุยถึงประเด็นดังกล่าว
“2 ปีที่ผ่านมา ไม่มีหน่วยงานไหนสัญญาว่าจะออกตามหาผู้ที่เกี่ยวข้อง คนเหล่านั้นยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ” อังคณา นีละไพจิตร สว. และ ภรรยาของสมชาย นีละไพจิตร ผู้ที่ถูกทำให้สูญหาย เมื่อปี 2547
สัณหวรรณ ศรีสด คณะกรรมการ ICJ ระบุว่า สหประชาชาติ (UN) มีการแสดงความเห็นว่า เป็นเรื่องดีที่บ้านเรามีกฎหมายป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย แต่อยากให้แก้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะ ‘เรื่องอายุความ’ ที่ไม่ควรถูกกำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าว
และมองว่าคณะกรรมการไทยมีแต่เจ้าหน้าที่ แต่ขาดเสียงของเหยื่อและผู้เสียหาย จนส่งผลกระทบกับการบังคับใช้กฎหมาย “เนื่องจากตอนนี้มีเพียง 2 เคสที่อยู่ในชั้นศาล แต่อีก 77 เคสยังไม่คืบหน้า”
สมชาย หอมลออ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมาน กล่าวว่า เขาไม่เห็นด้วยและรู้สึกอับอาย ต่อประเด็นการส่งชาวอุยกูร์กลับจีน เพราะตามจริงแล้ว พวกเขาควรมีสิทธิที่จะพบกับทนายหรือญาติก่อน เพื่อจะได้ทราบอย่างแน่ชัดว่า “อยากกลับหรือไม่อยากกลับกันแน่”