ในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ชิษณ์ชาภา พานิช และเพื่อนทนายบุคคลข้ามเพศ เดินทางไปยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมต่อ คุณพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ต่อกรณีการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศสภาพของสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ชิษณ์ชาภา กล่าวว่า การแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศเพื่อประกอบวิชาชีพทนายความในศาล เป็นผลมาจากข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ข้อ 20 ประกอบข้อ 4 ที่ไม่รับรองสิทธิในการแต่งกายของทนายความหญิงข้ามเพศและชายข้ามเพศ เป็นเหตุให้การแต่งกายไปว่าความในศาลของทนายความข้ามเพศถือเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความ ทำให้ทนายความที่มีเพศสภาพไม่ตรงเพศกำเนิดทุกคนต้องเดือดเสียหาย เนื่องจากต้องเผชิญหน้ากับความผิดฐานดังกล่าวอย่างไม่เป็นธรรม และเสี่ยงต่อการถูกลงโทษภาคทัณฑ์ พักการทำงาน รวมไปถึงเพิกถอนใบอนุญาตให้ว่าความ อันส่งผลกระทบต่อรายได้และปากท้อง
ด้าน ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ กล่าวย้ำว่ากมธ.จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวพันกับหลักสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคในวิชาชีพกฎหมาย
“การแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน การกีดกันไม่เพียงเป็นการละเมิดสิทธิ แต่ยังเป็นการกีดกันทางเศรษฐกิจ บุคคลข้ามเพศมีความสามารถไม่ต่างจากชายหรือหญิง เช่นเดียวกับทนายความที่มายื่นหนังสือในวันนี้ พวกเขามีศักยภาพพร้อมจะสร้างคุณค่าแก่สังคม แต่หากเราปล่อยให้ข้อจำกัดทางเพศสภาพทำให้คนมีความสามารถถูกผลักออกจากวิชาชีพหรือไร้งานทำ จึงเป็นการทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจของทรัพยากรมนุษย์โดยไม่เป็นธรรม”
“การแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศไม่ควรถูกตีความว่าเป็นความผิดวินัยหรือผิดมรรยาท แต่คือการยืนยันตัวตนและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการเคารพ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใคร” ธัญวัจน์ระบุ
ขณะที่ พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ ระบุว่า “ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ผมก็ดูอยู่ว่าข้อบังคับมรรยาททนายความ หมวด 5 เรื่องมรรยาทในเรื่องแต่งกาย ข้อ 20 ที่ยังเป็นปัญหาอยู่เนื่องข้อบังคับดังกล่าวกำหนดให้ทนายความชายแต่งกายตามแบบสากลนิยม ไม่สีฉูดฉาด ฯลฯ ทนายความหญิง แต่งตามสากลนิยม ไม่สีฉูดฉาด ฯลฯ โดยไม่มีระเบียบรับรองให้สิทธิแก่ทนายความที่มีเพศสภาพไม่ตรงเพศกำเนิดให้มีสิทธิแต่งกายตามเพศสภาพ สีไม่ฉูดฉาดได้”
“จริง ๆ ผมเห็นว่าเนติบัณฑิตก็มีการแก้ไขข้อบังคับในเรื่องนี้แล้ว แต่สภาทนายความกลับปล่อยปละละเลยมาเนิ่นนาน ทั้ง ๆ ที่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมอย่างที่เนติบัณฑิตทำได้ ผมเข้าใจเรื่องนี้ดี และ กมธ.จะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ให้ถูกมองข้าม และเรียกร้องให้สภาทนายฯ ทั้งคณะกรรมการชุดปัจจุบันและชุดใหม่ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งวันที่ 24 สิงหาคมนี้ เร่งแก้ไขข้อบังคับฯ เพื่อเปิดทางให้ทนายความทุกเพศสามารถแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศได้ในศาล”
ชิษณ์ชาภา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ทุกวันนี้เราต้องไปว่าความในศาลอย่างหวาดหวั่นว่าจะถูกกล่าวหาว่าผิดมรรยาททนายความอยู่ทุกวินาทีในการปฏิบัติหน้าที่ สภาทนายความรับรู้เรื่องดังกล่าวแต่ปล่อยปละละเลยให้เราต้องเสียหายมาถึง 3 ปีกว่า เราร้องเรียนมาหลายหน่วยงานรวมถึงยื่นหนังสือต่อนายกสภาทนายความ แต่ก็ไม่เป็นผลใด ๆ สภาทนายความไม่ให้ความสำคัญต่อประเด็นสิทธิมนุษยชนของบุคคลข้ามเพศ สภาทนายความไม่ให้ความเท่าเทียมในเกียรติและศักดิ์ศรีของทนายผู้มีเพศสภาพไม่ตรงเพศกำเนิด ทำเสมือนว่าเราไม่มีตัวตนในวิชาชีพนี้ ทุกครั้งที่ไปว่าความเราต้องกังวลเสมอว่าจะถูกศาลไล่ออกจากห้องพิจารณาหรือโดนทนายฝั่งตรงข้ามนำเรื่องนี้มาเล่นงานเมื่อใด ทำไมเพศอย่างพวกเราจึงกลายเป็นข้อผิดพลาดในสายตาของกฎหมายทนายความ เราต้องการเป็นทนายความที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับบุคคลอื่น แต่สภาทนายความละเลยและเพิกเฉยต่อความเป็นมนุษย์ของพวกเรา”
อ่านเส้นทางการต่อสู้ของ ชิษณ์ชาภา พานิช ทนายหญิงข้ามเพศ เพิ่มเติมได้ที่: thematter.co