ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน หลายคนคงจะคุ้นหูคุ้นตากับชื่อ ‘เฉิน จื้อ’ มหาเศรษฐีชาวจีน-กัมพูชา ที่กำลังถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ หลังจากที่มีรายงานว่า ปรินซ์ กรุ๊ป (Prince Group) ที่เขาบริหารงานอยู่นั้นเกี่ยวโยงกับกลุ่มอาชญากร สแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอังกฤษได้ทำการได้ทำการอายัดคริปโตฯ มูลค่ากว่า 4.9 แสนล้านบาท
และล่าสุด เจ้าหน้าที่ฮ่องกงได้ทำการอายัดทรัพย์สินของเฉินมูลค่าอีกกว่า 2.75 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 1.15 พันล้านบาท) โดยตำรวจระบุโดยอ้างอิงจากข้อมูลข่าวกรองและจากแหล่งต่างๆ ว่า การอายัดทรัพย์สินในครั้งนี้เกี่ยวกับกลุ่มอาชญากรที่ต้องสงสัยว่าฉ้อโกง และฟอกเงินข้ามพรมแดน
“ทรัพย์สินที่ถูกอายัด รวมถึงเงินสด หุ้นและเงินทุนที่บุคคลหรือนิติบุคคลถือครอง เชื่อว่าเป็นรายได้จากการก่ออาชญากรรมที่เชื่อมกับกลุ่มอาชญากร” ตำรวจระบุและบอกเพิ่มเติมด้วยว่า สำนักข่าวกรองและการสืบสวนทางการเงินฮ่องกงยังคงดำเนินการสืบสวนต่อไป แต่จะยังไม่มีการจับกุมใดๆ
เฉินในวัย 38 ปี ถูกศาลสหรัฐฯ ฟ้องร้องในข้อหาสมรู้ร่วมคิดฉ้อโกงทางโทรศัพท์ และสมรู้ร่วมคิดฟอกเงิน Reuters รายงานว่า มีบริษัทในฮ่องกงอย่างน้อย 18 แห่งที่ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำ เนื่องจากเชื่อมโยงกับปรินซ์ กรุ๊ป
ไม่ใช่แค่ฮ่องกงที่ทำเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ อัยการไต้หวันระบุว่า ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 25 ราย และยึดทรัพย์สินมูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 4.7 พันล้านบาท) ซึ่งในจำนวนนี้มีรถยนต์หรู 26 คัน อสังหาริมทรัพย์ และบัญชีธนาคารที่เชื่อมโยงกับปรินซ์ กรุ๊ปและเฉิน
ในขณะที่สิงคโปร์ ยึดทรัพย์กว่า 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 3.7 พันล้านบาท) ซึ่งรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ 6 รายการ บัญชีธนาคาร บัญชีหลักทรัพย์ และเงินสด ที่เชื่อมโยงกับปรินซ์ กรุ๊ป
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า นี่เป็นการดำเนินการครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเป้าหมายที่บุคคล 146 คนในปรินซ์ กรุ๊ป ส่วนมาตรการคว่ำบาตรของอังกฤษมีเป้าหมายที่นิติบุคคล 6 แห่ง และบุคคล 6 คน รวมถึงเฉินด้วย
อ้างอิงจาก