ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยและกัมพูชาได้ลงนามใน ‘ข้อตกลงไทย-กัมพูชา’ แต่ว่าเมื่อวานนี้ ทหารไทยได้เหยียบกับระเบิดอีกครั้ง ที่บริเวณใกล้กับปราสาทเขาพระวิหาร นำมาซึ่งการให้สัมภาษณ์ ‘ระงับ’ ข้อตกลงดังกล่าวจากนายกฯ เหตุการณ์นี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง The MATTER ขอสรุปเหตุการณ์ให้ทุกคนได้ติดตามไปพร้อมๆ กัน
รายงานทหารไทยเหยียบกับระเบิด
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน มีรายงานว่า ทหารไทยเหยียบกับระเบิด บริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ใกล้กับปราสาทเขาพระวิหารซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท โดย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ให้ข้อมูลว่า มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 4 นาย ได้แก่
- จ่าสิบเอก เทอดศักดิ์ สมาพงษ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้อเท้าขวาขาด
- พลทหาร วชิระ พันธะนา มีอาการแน่นหน้าอกจากแรงอัด
- พลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขา
- พลทหาร อนุชา สุจารี มีอาการระคายเคืองตาจากฝุ่นหรือสารเคมีของระเบิด
ซึ่งในขณะนี้ทุกนายได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในพื้นที่แล้ว
ทุ่นระเบิดวางใหม่และการเป็นปรปักษ์ของกัมพูชา
โฆษกกองทัพบก พล.ต.วินธัย ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนเส้นทางในภารกิจลาดตระเวนที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ที่ทหารกัมพูชารุกเข้ามาวางกำลังก่อนจะถอนตัวออกไป และไทยเข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา และได้ทำการกวาดล้างทุ่นระเบิด วางลวดหนาม และลาดตระเวนเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน มีการตรวจพบว่าแนวลวดหนามที่วางไว้ถูกลักลอบรื้อถอน จึงมีการจัดชุดลาดตระเวนร่วมกับทหารช่างเข้าพื้นที่ที่ถูกรื้อถอน จนเกิดเหตุเหยียบทุ่นระเบิดดังกล่าว ซึ่งหลังจากเกิดเหตุ หน่วยงานในพื้นที่ได้จัดกำลังร่วมกับชุดตรวจค้น นปท.3 ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดศรีสะเกษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บึงมะลู เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณจุดเกิดเหตุ โดยตรวจพบรายละเอียดดังนี้
- หลุมระเบิดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 55 ซม. ลึก 18 ซม. จำนวน 1 หลุม
- ชิ้นส่วนทุ่นระเบิด PMN-2 อยู่ภายในหลุมและพื้นที่ใกล้เคียง
- ทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมจำนวน 3 ทุ่น โดยแต่ละทุ่นวางห่างจากหลุมระเบิดประมาณ 1 เมตร
โดยจากการพิสูจน์หลักฐานสรุปได้ว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นการลักลอบรื้อถอนลวดหนามและเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย โดยมีเป้าหมายคือกำลังพลที่ลาดตระเวนเส้นทางอยู่เป็นประจำ
“การกระทำดังกล่าวแสดงถึงความไม่จริงใจในการลดความขัดแย้งของฝ่ายกัมพูชา และสะท้อนถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกัน ซึ่งขัดต่อปฏิญญาร่วมที่ได้ลงนามไว้อย่างชัดเจน ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อท่าทีของฝ่ายไทยและข้อตกลงต่างๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง” โฆษกกองทัพบก ระบุ
เลื่อนส่งตัวเชลยศึก ส่วนนายกฯ สั่งหยุดข้อตกลง
ในวันเดียวกันนั้น (10 พฤศจิกายน) พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่าได้สอบถามไปยัง พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก โดยในขณะนี้แม่ทัพภาค 2 กำลังตรวจสอบเหตุ ซึ่งแม่ทัพภาค 2 คาดว่าน่าจะเป็นของ (ทุ่นระเบิด) ใหม่ ทำให้เรื่องการส่งคืนเชลยศึกตามข้อตกลงที่ลงนามต้องเลื่อนออกไปก่อน
ด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ได้รับรายงานแล้ว และเป็นที่ชัดเจนว่าตนเห็นด้วยและสนับสนุนการดำเนินการของกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ สิ่งที่กำลังดำเนินการมาตลอด ณ ตอนนี้ถือว่า ‘หยุด’ จนกว่าจะมีความชัดเจน
“ต้องเรียนว่าผมจะแจ้งไปยังกระทรวงกลาโหมและกระทรวงต่างประเทศว่าต้องทำตามสิ่งที่ประเทศไทยต้องการเท่านั้น สิ่งที่มันเกิดขึ้นนี้ทำให้การเป็นปรปักษ์ที่เราคิดว่ามันจะลดลงไปต่อความมั่นคงของชาติ มันไม่ได้ลด เราจึงดำเนินการอะไรนอกเหนือจากนี้ไม่ได้ ทุกอย่างต้องหยุดครับ” อนุทินกล่าว
อย่างไรก็ตาม อนุทินได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันที่ 11 พฤษจิกายน เวลา 08.30 น. โดยบอกว่า การเรียกประชุมสมช. ซึ่งจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องครบถ้วน ทั้งกองทัพฯ และกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งจะมีแนวทางอย่างไรนั้นยังบอกไม่ได้
กระทรวงต่างประเทศยื่นหนังสือประท้วงกัมพูชา
ด้าน สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดต่อ ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการประเทศกัมพูชา เพื่อทำการประท้วงแล้วว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ (spirit) และความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายตามถ้อยแถลง (Joint Declaration) และอยู่ระหว่างมีหนังสือประท้วงฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นทางการ
“ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนหน้านี้ ฝ่ายไทยจะชะลอการส่งตัวนายทหารกัมพูชาที่ถูกจับกุมทั้ง 18 คน ออกไปก่อนจนกว่าจะมีความชัดเจน ขณะที่ฝ่ายไทยจะดำเนินการตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการดำเนินการตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ด้วย” กระทรวงฯ ระบุ
กัมพูชาออกแถลงการณ์
ขณะที่ในคืนวันเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์โดยสรุปว่า รัฐบาลกัมพูชากังวลอย่างยิ่งต่อรายงานข่าวของหลายสื่อที่อ้างคำกล่าวผู้นำไทยที่ระบุว่าไทยได้ระงับการปฏิบัติตามการลงนามที่มีทรัมป์ และอันวาร์ เป็นพยาน ซึ่งรายงานเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน ถูกใช้เป็นเหตุผลในการระงับการปฏิบัติตามของฝ่ายไทย รวมถึงยกเลิกกำหนดการปล่อยตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย ที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้
“รัฐบาลกัมพูชาขอปฏิเสธข้อกล่าวหาของประเทศไทยที่อ้างว่ากัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดใหม่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ยังมีทุ่นระเบิดหลงเหลืออยู่จากสงครามกลางเมืองของกัมพูชาเมื่อเกือบสามทศวรรษก่อนที่ยังไม่ได้เก็บกู้ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบากและเขตแดนที่ยังไม่ได้มีการปักปันอย่างชัดเจน” แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ยังบอกด้วยว่า กัมพูชายืนยันที่จะดำเนินการตามถ้อยแถลงที่ได้ลงนามร่วมกัน และในฐานะผู้สนับสนุนและรัฐภาคีของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ไม่เคยใช้ทุ่นระเบิดใหม่ใดๆ และจะไม่มีทางทำเช่นนั้น
ประชุมสมช.
วันนี้ (11 พฤศจิกายน) หลังจากที่มีการประชุมสมช.ร่วม 3 ชั่วโมง พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมว่า จากการประชุมสมช.ในวันนี้ ที่ประชุมพิจารณา 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่
ประการที่ 1 คือ การสูญเสียของกำลังพลกองทัพไทย เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และได้แสดงความเสียใจต่อความสูญเสียในครั้งนี้
ประการที่ 2 คือ การที่มีกับระเบิดในพื้นที่อธิปไตยของไทย ถือว่ามีผลกระทบต่ออธิปไตย
ประการที่ 3 คือ รัฐบาลจะปกป้องอธิปไตย และชีวิตของคนไทยและทหารไทยอย่างเต็มความสามารถ
“โดยสรุปของที่ประชุมคือระงับการปฏิบัติตาม Joint Declaration ไว้ก่อน ทั้งหมดเลยทุกข้อ และประการที่สองคือยุติการส่งเชลยศึกให้กับกัมพูชา อันนี้คือประเด็นหลักๆ” พล.อ. ณัฐพลกล่าว
นอกจากนี้ กรณีการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เช่น จากกรณีมีการเข้ามารื้อลวดหนาม แล้วเข้ามาวางทุ่นระเบิดนั้น พล.อ. ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ขอบอกรายละเอียด แต่จะมีขั้นตอนในการเตือน การยิง จากอาวุธเบาไปหาหนัก ขอให้มั่นใจว่าหลังจากนี้การปฏิบัติการทางทหารได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสมช.ให้ปฏิบัติการได้ตามสถานการณ์