บางคนเกิดมาเพื่อเพลิดเพลินกับความงามในสรรพสิ่ง บางคนเกิดมาเพื่อมองเห็นและถ่ายทอดความงดงามนั้น หนึ่งในนั้นคือ รพินทรนาถ ฐากูร (Rabindranath Tagore)
จากบทกวีเล่มแรกที่เขาเริ่มขีดเขียนตั้งแต่วัยเด็ก ไปจนถึง คีตาญชลี (Gitanjali) งานประพันธ์คำร้องประกอบดนตรี ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ฐากูรไม่เพียงเขียนถึงความรักหรือธรรมชาติ แต่เขาเขียนถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลก ในแบบที่ละเอียดอ่อนจนยากจะหาผู้ใดเปรียบ
ในทุกช่วงวัย เขาไม่เคยหยุดทดลอง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งเพลง วาดภาพ หรือก่อตั้งโรงเรียน ภายใต้ความเชื่อที่ว่า การเรียนรู้ควรเกิดท่ามกลางธรรมชาติ ไม่ใช่ในห้องสี่เหลี่ยม
ชีวิตของเขามีเพียงกิจวัตรเรียบง่าย ด้วยความหลงใหลในทิวทัศน์รุ่งสางอันงดงาม ฐากูรมักตื่นแต่เช้าตรู่ให้ทันช่วงเวลาฟ้าเปลี่ยนสี กินอาหารเช้าเรียบง่ายด้วยขนมปังปิ้งและชา เขาไม่ได้ใช้เวลากับมื้ออาหารยืดยาวเท่าไหร่นัก
เมื่อเสร็จสิ้นเรื่องราวบนโต๊ะอาหาร ถึงเป็นเวลาของงานเขียน ขณะเริ่มงานเขียนประจำวัน เขามักไม่พบปะใคร เพื่อทุ่มสมาธิไปกับงานชิ้นนั้น หรือผลัดเปลี่ยนไปสอนในโรงเรียนบ้างในบางวัน
เมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกไม่สงบนิ่ง เขาจะเรียกสมาธิกลับมาด้วยการวาดภาพ จากสิ่งต่างๆ ใกล้มือ หากหากระดาษไม่ได้ เขาจะวาดลงบนหน้าปกนิตยสาร เมื่อหาสีไม่ได้ เขาจะเลือกใช้หมึกแทน
ก่อนหมดวัน เขามักเขียนบันทึกสั้นๆ เกี่ยวกับสิ่งงดงามที่ได้พบเจอในแต่ละวัน แสงอาทิตย์บนใบไม้ เสียงหัวเราะของเด็กน้อย หรือแม้แต่ความเงียบสงบของค่ำคืน อาจด้วยความไม่เร่งรีบ ไม่เร่งร้อนให้ตัวเองต้องเสาะหาความงามใด ความสุนทรีย์เหล่านั้นจึงเป็นฝ่ายเข้ามาทักทายเสียเอง
เขาใช้ชีวิตทั้งชีวิตในการมองโลกด้วยสายตาแห่งบทกวี และเขียนเพื่อตอบรับเสียงสะท้อนนั้น ด้วยถ้อยคำที่ยังงดงามและร่วมสมัยอยู่จนถึงทุกวันนี้
อ้างอิงจาก