2 ธันวาคม 2568 วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า กรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหารมีมติเสียงข้างมาก ให้คดีทุจริตและคดีอาญาที่ ‘ทหาร’ กระทำต่อ ‘พลเรือน’ กลับไปที่ศาลทหารตามเดิม ตามข้อเสนอของ ธงทอง นิพัทธรุจิ
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ สภาผู้แทนราษฎรได้รับหลักการร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวไว้พิจารณาตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2568 ก่อนที่จะตั้ง คณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวโดยไม่ขัดกับหลักการที่ตั้งไว้
การประชุม กมธ. เพื่อพิจารณาร่างดังกล่าวดำเนินเรื่อยมา กระทั่ง 25 พฤศจิกายน 2568 วิโรจน์เปิดเผยว่า ธงทอง นิพัทธรุจิ กรรมาธิการสัดส่วนพรรคเพื่อไทย เสนอให้การทุจริตและประพฤติมิชอบของทหาร ยังคงถูกพิจารณาในศาลทหารเช่นเดิม
หลังจากนั้น ได้มีการเปิดโหวต และที่ประชุมได้มีมติเสียงข้างมากว่า ให้คดีที่ทหารกระทำ ‘ทุจริต’ ถูกพิจารณาในศาลทหาร ก่อนวันที่ 2 ธันวาคม ที่ประชุมก็ได้มีมติเสียงข้างมากให้ ‘คดีอาญา’ ที่ทหารกระทำกับประชาชน กลับไปพิจารณาที่ศาลทหารตามเดิม
จึงหมายความว่า ทั้งการกระทำทุจริตของทหารบางนาย และคดีอาญาที่ทหารบางกลุ่มกระทำต่อประชาชน อย่างการใช้อาวุธสงครามในการสลายการชุมนุม เหล่านี้ต้องกลับไปขึ้นศาลทหารตามเดิม แทนที่จะเป็นศาลยุติธรรมอย่างที่ร่างกฎหมายนี้พยายามผลักดัน
ด้าน เชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตัวเองขอ ‘สงวนความเห็น’ และติดใจต่อมติในครั้งนี้ พร้อมเตรียมอภิปรายเรื่องนี้ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณา วาระ 2 ของ ร่างกฎหมายฉบับนี้
เนื่องจากจุดประสงค์ของการเสนอให้ “คดีที่ทหารกระทำผิดอาญาต่อพลเรือน” ไม่ต้องไปขึ้นศาลทหาร ก็เพื่อบรรดาอาชญากรรมรัฐต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19, พฤษภา 35, เมษา-พฤษภา 53 ทหารที่ก่อคดีอาญาต่อชีวิตของประชาชน ต้องไปขึ้นศาลยุติธรรมหรือศาลพลเรือน เพื่อป้องกันการช่วยเหลือกันจากระบบรุ่น จากความไม่เป็นอิสระ และสร้างความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน บุคคล และกระบวนการวิธี เพราะนี่คือการใช้อำนาจในทางตุลาการ
เชตวัน ระบุว่า ‘กรรมาธิการ’ แต่ละคนมีเอกสิทธิ์ (ไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับโควต้าพรรคการเมืองที่เข้ามา) แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘เอกสิทธิ์’ ที่ได้รับนั้นมาจากที่พรรคการเมืองแต่งตั้งเข้ามาตามสัดส่วนที่ตกลงกันในวิปฯ ว่าแต่ละพรรคจะได้เท่าไหร่ ดังนั้น หากออกตัวว่าเป็นความเห็นส่วนตัว เป็นมติส่วนตน ไม่ใช่ในนามพรรคการเมือง ก็ไม่น่าจะฟังขึ้น
โดยจากองค์ประชุม 20 เสียง มีการออกเสียงไม่ยอมให้ตัด “คดีที่ทหารกระทำผิดอาญาต่อพลเรือน” ออกจาก “มาตรา 14 คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร” ทั้งหมด 6 เสียง เป็นสัดส่วนจากพรรคประชาชน 5 เสียง และพรรคเพื่อไทย 1 เสียง (อานนท์ณัฏฐ์ เครือไชย)
ส่วน ชัยธวัช ตุลาธน อดีตเลขาธิการพรรคก้าวไกล ได้แชร์โพสต์ของวิโรจน์ พร้อมระบุว่า ก่อนที่คดีสลายการชุมนุมปี’53 จะหมดอายุความในปี 2573 การแก้ธรรมนูญศาลทหารให้คดีอาญาที่ทหารกระทำต่อพลเรือนไปขึ้นศาลยุติธรรม จะเป็นก้าวสำคัญในการคืนความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์
ทั้งนี้ ธงทอง นิพัทธรุจิ ได้เข้ามาชี้แจงภายใต้โพสต์ของวิโรจน์ว่า คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าฝ่ายทหารหรือพลเรือนย่อมเข้าสู่ระบบเดียวกัน โดยการไต่สวน ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. “ไม่ว่าในศาลไหน ก็ยุติธรรมเหมือนกัน” เพราะใช้วิธีพิจารณาคดีทุจริตเดียวกัน
พร้อมชื่นชมร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ที่วิโรจน์และเอกราชเสนอไว้ ซึ่งมีหลักการขยายสิทธิให้ผู้เสียหายที่เป็นพลเรือนสามารถยื่นฟ้องทหารได้โดยตรง หากได้รับความเสียหายโดยนิตินัย เพื่อให้ระบบในศาลทหารสามารถอำนวยความยุติธรรมในระบบเดียวกันกับศาลพลเรือน
สุดท้าย หากคณะกรรมธิการพิจารณาร่างเสร็จแล้ว กฎหมายฉบับนี้จะเข้าที่ประชุมสภาอีกครั้ง โดยจะมี สส. ทั้งสภาจะมาอภิปรายร่างกฎหมายดังกล่าวตามข้อความที่คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข สงวนความเห็น หรือสงวนคำแปรญัติ ก่อนจะมีการลงมติเห็นชอบแล้วส่งให้วุฒิสภาต่อไป