เมื่อวันอังคาร (2 ธันวาคม) ซานฟรานซิสโกได้ยื่นฟ้องบริษัทผู้ผลิตอาหารแปรรูปขั้นสูง (ultra-processed foods หรือ UPFs) โดยให้เหตุผลว่า ขณะที่บริษัทเหล่านี้ทำกำไรมากขึ้น แต่หน่วยงานภาครัฐต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ในการรักษาโรคของประชาชน ที่เกิดจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ของบริษัทเหล่านี้
เป็นที่รู้กันดีว่า อาหารแปรรูปขั้นสูงนั้น ถูกผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม และมีส่วนผสมที่ไม่พบในครัวเรือนทั่วไป เช่น สารกันบูด สารปรุงแต่งรส สีสังเคราะห์ จนถึงอิมัลซิไฟเออร์ โดยคาดว่า อาหารในสหรัฐฯ มากกว่า 70% อาจผ่านกระบวนการแปรรูปขั้นสูง และเด็กๆ ในประเทศนี้ ก็อาจได้รับแคลอรีมากกว่า 60% จากอาหารเหล่านี้
สิ่งที่น่ากังวลคือ อาหารประเภทนี้เชื่อมโยงกับอันตราย ต่อระบบอวัยวะสำคัญทุกระบบในร่างกายมนุษย์ และกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพทั่วโลก โดยงานวิจัยชี้ว่า อาหารแปรรูปขั้นสูงเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของโรคภัยไข้เจ็บกว่า 10 โรค เช่น มะเร็ง โรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 โรคซึมเศร้า โรคหัวใจ และภาวะสมองเสื่อม
เดวิด ชิว (David Chiu) ทนายความของเมือง เป็นผู้ยื่นฟ้องร้องบริษัท 10 แห่ง ที่ผลิตอาหารและเครื่องดื่มยอดนิยม ตั้งแต่นักเก็ตไก่ พิซซ่าแช่แข็ง มันฝรั่งทอดกรอบ ซีเรียลอาหารเช้า ขนมปัง รวมถึงกราโนล่าบาร์ที่โฆษณาว่า “ดีต่อสุขภาพ”
บริษัทที่ถูกฟ้องหลายแห่งก็เป็นที่รู้จักในระดับโลก เช่น บริษัทโคคา-โคล่า (Coca-Cola) เป๊ปซี่โค (PepsiCo) คราฟท์ ไฮนซ์ (Kraft Heinz) เนสท์เล่ ยูเอสเอ (Nestlé USA) เป็นต้น
ทั้งนี้ คำฟ้องดังกล่าวได้เรียกร้องค่าเสียหาย สำหรับค่าใช้จ่ายที่เมืองและเขตปกครองต่างๆ ต้องรับผิดชอบในการรักษาประชาชน ที่ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจากอาหารแปรรูปขั้นสูง
ซานฟรานซิสโกกล่าวหาบริษัทต่างๆ ว่า “กระทำการอันไม่เป็นธรรมและหลอกลวง” ผ่านการตลาดและการขายอาหาร โดยให้เหตุผลว่า การกระทำดังกล่าวละเมิดกฎหมายการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และกฎหมายเกี่ยวกับความเดือดร้อนต่อสาธารณะ
นอกจากนี้ ยังโต้แย้งว่าบริษัทต่างๆ รู้ดีว่าผลิตภัณฑ์ของพวกเขาทำให้ผู้คนป่วย แต่ก็ยังขายมันอยู่ดี
“ผมรู้สึกแย่ที่เด็กๆ และพ่อแม่หลายชั่วอายุคน ถูกหลอกลวงและซื้ออาหารที่ไม่ใช่อาหาร” ทนายความกล่าวกับ The New York Times
อ้างอิงจาก