กลายเป็นประเด็นต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ หลัง กรุณา ชิดชอบ แม่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไชยชนก ชิดชอบ นำทะเบียนราษฎรของบุคคลอื่นมาเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ซึ่งนำมาสู่คำถามว่าการกระทำนี้ผิดกฎหมาย PDPA หรือไม่?
ย้อนเหตุการณ์ก่อนกรุณาโพสต์ทะเบียนราษฎร
ย้อนไปเมื่อ 9 ธันวาคม 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความซึ่งอาจตีความได้ว่ากล่าวถึงครอบครัวชิดชอบโดยเชื่อมโยงกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จากนั้น กรุณาได้แชร์โพสต์ดังกล่าวว่า “อย่าลบโพสต์ทิ้งซะล่ะ เตรียมรอได้เลย” พร้อมระบุครอบครัวของตนไม่ได้รู้จัก แม่ทัพกุ้ง–พลโท บุญสิน พาดกลาง เป็นการส่วนตัว
ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง กรุณาได้นำภาพทะเบียนราษฎรของประชาชนมาเผยแพร่ใต้โพสต์ดังกล่าว โดยไม่ปิดรายละเอียดที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งมีลายน้ำกำกับว่าข้อมูลดังกล่าวถูกสืบค้นเมื่อ 23:12 น.
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ทำให้เกิดคำถามว่า กรุณานำข้อมูลจากเอกสารฉบับนี้มาได้อย่างไร? มีเหตุอะไรเร่งด่วนจึงต้องค้นเอกสารในเวลาเกือบเที่ยงคืน? พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย PDPA หรือไม่?
ไชยชนกยืนยันเอกสารได้มาชอบด้วยกฎหมาย ไม่ผิด PDPA
11 ธันวาคม ไชยชนกให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่อประเด็นดังกล่าวว่า เอกสารที่ได้มานั้นไม่ผิดข้อกฎหมาย PDPA เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ผู้โพสต์หรือกรุณาควรจะได้มาและชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีการมอบอำนาจให้ไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.นางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ อย่างไรก็ตาม หากผู้เสียหายอยากดำเนินการหมิ่นประมาทก็สามารถทำได้
พร้อมแจ้งกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ว่าหากมีการรวบรวมข้อมูลส่งมาแล้วก็ให้ดำเนินการตามมาตรการ โดยยืนยันว่าส่วนไหนที่สามารถทำตามกฎระเบียบได้ก็จะทำเต็มที่ หรือต่อให้มีการร้องเรียนมาจากคู่กรณีก็จะดำเนินการให้เต็มที่เช่นกัน
ไชยชนกถูกแจ้งจับ เอาผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
15 ธันวาคม คุ้มพงษ์ ภูมิภูเขียว และ วีระศักดิ์ สายทอง จากเครือข่ายขอนแก่นใสสะอาด เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เอาผิดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ จากกรณีที่มารดาของรัฐมนตรีนำทะเบียนราษฎรของบุคคลอื่นซึ่งเป็นคู่กรณีทางคดีมาเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์
โดยให้เหตุผลว่า ตามกฏหมาย PDPA ‘ทะเบียนราษฏร’ เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครอง ผู้ใดที่ไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลทะเบียนราษฏรนั้น จะนำออกมาเผยแพร่ไม่ได้ เพราะขัดต่อมาตรา 27 และมีโทษตามกฏหมาย
ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวก็ได้บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นพนักงานผู้รับผิดชอบ ดังนั้น ไชยชนกซึ่งเป็นรัฐมนตรีประจำกระทรวงก็ต้องดำเนินคดีหากมีผู้กระทำผิด แต่ปรากฏว่าหลังเกิดกรณีดังกล่าว ไชยชนกกลับออกมายืนยันว่าการกระทำของมารดาไม่ผิดกฎหมาย PDPA
เครือข่ายขอนแก่นใสสะอาดจึงเห็นว่าท่าทีของไชยชนกไม่น่าจะชอบด้วยกฎหมาย เพราะในฐานะเจ้าพนักงานตำแหน่งรัฐมนตรีที่รับผิดชอบควรทำอะไรมากกว่าการออกมาแถลงด้วยคำพูดปากเปล่า จึงเรียกร้องให้ไชยชนกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม
และหากไชยชนกไม่ดำเนินการใดๆ เพิ่มเติม ย่อมถือว่ามีเจตนาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เอื้อประโยชน์ ให้กับมารดาของตนอย่างชัดเจน เครือข่ายขอนแก่นใสสะอาดจึงแจ้งความดำเนินคดีกับไชยชนก พร้อมมารดาและเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติหรือมอบเอกสารทะเบียนราษฎรต่อกรุณา โดยบุคคลเจ้าของทะเบียนไม่ได้ยินยอม เพื่อเข้าสู่กระบวนการของกฎหมายทั้งหมดต่อไป
สุดท้ายนี้ ไชยชนกยังคงยืนยันว่ามีการตรวจสอบแล้วว่ากรณีดังกล่าวไม่เข้าข่ายกฎหมาย PDPA จริงๆ เพราะตอนแรกตนเองก็คิดว่าเรื่องนี้มีความผิด แต่เมื่อมีการดำเนินการทุกอย่างก็ทราบว่าไม่สามารถดำเนินการได้ตามข้อบังคับกฏหมาย PDPA พร้อมแนะนำตั้งแต่แรกว่าผู้เสียหายสามารถดำเนินการตามกฎหมายหมิ่นประมาทได้เลย
สคส. แจงเหตุทำไมโพสต์ข้อมูลส่วนบุคคลของคนอื่น ถึงไม่ผิด PDPA?
ย้อนไปเมื่อ 12 ธันวาคม เฟซบุ๊กเพจ PDPC Thailand ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพประกอบชี้แจ้งว่า ‘ทำไมโพสต์ข้อมูลส่วนบุคคลของคนอื่น ถึงไม่ผิด PDPA?’ สืบเนื่องจากเหตุกรุณาโพสต์ภาพทะเบียนราษฎรผู้อื่น
สคส. ชี้แจงว่า ผู้โพสต์ (กรุณา ชิดชอบ) ได้โพสต์ข้อความส่วนตัวของคู่กรณีในเชิงประชดประชัน ไม่ได้เป็นการเก็บรวบรวมใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอเพื่อกิจการใดกิจการหนึ่ง จึงเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งไม่อยู่ภายใต้บังคับตามกฎหมาย PDPA ตาม มาตรา 4(1)
อย่างไรก็ตาม หากโพสต์ดังกล่าวทำให้ผู้อื่นเสียหายก็อาจเข้าข่ายการหมิ่นประมาทหรือมีความผิดตามกฎหมายอื่นได้
ส่วนกรณีข้อมูลที่ถูกนำมาโพสต์เป็นข้อมูลที่รั่วไหลจากการควบคุมดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ต้องบังคับตามกฎหมาย PDPA โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบ และต้องแจ้งเหตุการละเมิดมายัง สคส. ภายใน 72 ชม.
ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตรวจสอบและแจ้งเหตุการละเมิดต่อ สคส. แล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริงโดย สคส.
หากพบว่า มีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ไม่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมเพียงพอ ก็จะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและรายงานต่อคณะกรรมผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาทางปกครองต่อไป