“8 กุมภาพันธ์ จะเป็นประตูบานแรกที่พาเราเดินหน้าไปสู่การเมืองใหม่ เศรษฐกิจใหม่ และสังคมใหม่”
หลังประกาศยุบสภากลางดึกเมื่อ 11 ธันวาคม 2568 โดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงบรรยากาศการหาเสียงและการเลือกตั้งอีกครั้ง โดย กกต. ได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมสิ่งที่เพิ่มเติมมาคือการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ
เมื่อเป็นการเลือกตั้งและการทำประชามติแบบฉับพลัน ประกอบกับช่วงหลังการเลือกตั้ง 2566 ได้เกิดเหตุทางการเมืองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่พรรคก้าวไกลซึ่งได้คะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จด้วยการต้องอาศัยเสียงโหวตนายกฯ จากสมาชิกวุฒิสภา ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคก้าวไกล รวมถึงคำสั่งให้ เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้บางคนอาจเกิดคำถามว่า “เราจะเลือกตั้งไปทำไม? เลือกไปก็เหมือนเดิม”
The MATTER ได้พูดคุยกับ ถา—ณัชปกร นามเมือง เครือข่ายรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ – CALL เกี่ยวกับความสำคัญของการเลือกตั้งและประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 และอาจเป็นประตูสู่การสร้างการเมืองใหม่ เศรษฐกิจใหม่ และสังคมใหม่
8 กุมภาพันธ์ 2569 สำคัญอย่างไร?
“ความสําคัญของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ มีทั้งการเลือกตั้งและประชามติ … โดยวันนี้ (8 กุมภาพันธ์) จะเป็นประตูบานแรกที่พาเราเดินหน้าไปสู่การเมืองใหม่ เศรษฐกิจใหม่ และสังคมใหม่” ณัชปกร กล่าว
ถา—ณัชปกร นามเมือง เครือข่ายรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ – CALL เปรียบเปรยหนทางที่จะพาประเทศไทยไปสู่การเมืองใหม่ เศรษฐกิจใหม่ และสังคมใหม่ว่ามีประตูอยู่ 3 บาน กับการทำประชามติ 3 ครั้ง
โดยวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะเป็นประตูบานแรกไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ผ่านการออกเสียง ‘เห็นชอบ’ ในการทำประชามติให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งมีคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?”
และการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันเดียวกัน ก็จะมีส่วนสำคัญในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 ซึ่งจะกำหนดที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) หรือกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเป็นประตูบานที่ 2 (การทำประชามติครั้งที่ 2)
ส่วนประตูบานสุดท้าย คือ การทำประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ถูกจัดทำขึ้นหรือไม่? ถ้าเห็นชอบก็จะนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อาจเปลี่ยนหน้าการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทย
เลือกตั้งไปทำไม? เลือกไปก็เหมือนเดิม
‘เลือกตั้งไปทำไม? เลือกไปก็เหมือนเดิม’ เป็นคำพูดที่มักเวียนวนกลับมาเมื่อเข้าสู่ช่วงเลือกตั้ง ซึ่งอาจเป็นผลจากเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ใครหลายคนรู้สึกหมดหวังกับการเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยการขีดกากบาทด้วยปากกาในช่องสี่เหลี่ยม
แต่ณัชปกรได้ชวนเรามองไปถึงต้นตออย่าง ‘รัฐธรรมนูญ 2560’ ที่ออกแบบมาให้คนไทยเบื่อการเมือง
“รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือกําหนดวิธีการเข้าสู่อํานาจรัฐ ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2560 ได้บิดเบือนเสียงของประชาชน ดังนั้น ต่อให้คุณเลือกพรรคการเมืองใดก็ตาม เขาก็อาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาล หรือเมื่อเขาได้เป็นรัฐบาลแล้ว ก็มีโอกาสที่จะเปลี่ยนนายกฯ ด้วยกลไกอื่นๆ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” ณัชปกร อธิบาย
ประเด็นแรกคือ ‘กลไกเข้าสู่อํานาจรัฐ’ ที่กลุ่มบุคคลใดๆ จะเข้ามาใช้อำนาจในการออกกฎหมายหรือบริหารประเทศ โดยเริ่มจากการเลือกตั้งจากประชาชน แต่ภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้หลายครั้งพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ง่ายๆ หรือหากได้เป็นรัฐบาลแล้ว ก็มีโอกาสที่นายกฯ จะถูกสับเปลี่ยนฉับพลัน
เหล่านี้ทำให้หลายคนรู้สึกหมดหวังกับการเมือง ณัชปกรเองก็เข้าใจว่าทำไมคนถึงรู้สึกแบบนั้น เพราะกลไกการเข้าสู่อํานาจรัฐที่ควรจะยึดโยงกับประชาชนที่สุด กลับสามารถถูกบิดเบือนหรือหักล้างได้ตลอดเวลาในกติกานี้
“หลายคนอาจรู้สึกว่ากลไกเข้าสู่อํานาจรัฐของประชาชนมีแค่การเลือกตั้งช่องทางเดียว ขณะที่ชนชั้นนําซึ่งเป็นคนคุมเกมในรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ออกแบบให้เสียงของประชาชนถูกบิดเบือนได้ ไม่จําเป็นต้องเคารพเสียงข้างมากของพี่น้องประชาชน ไม่ต้องเคารพนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง” ณัชปกร กล่าว
ประเด็นที่ 2 คือ ‘กลไกการตรวจสอบถ่วงดุล’ ที่ให้อำนาจกับองค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญค่อนข้างมาก เช่นเรื่องอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ และที่มาขององค์กร ซึ่งแทบไม่ยึดโยงกับประชาชนเลย เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีที่มาจากการสรรหาบุคคลตามคุณสมบัติต่างๆ ซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา โดยสมาชิกวุฒิสภาชุดแรกก็มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ส่วนชุดปัจจุบันก็ถูกสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยหรือ ‘สว. สีน้ำเงิน’
ณัชปกรจึงมองว่า “คนที่คุม สว. ได้ คนที่คุมองค์กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญได้ ก็จะเป็นคนกุมอํานาจ สามารถชี้ชะตารัฐบาลต่างๆ ทําให้คนรู้สึกว่าถึงเลือกตั้งไปก็ต้องโดนพวกนี้เปลี่ยนเกมอยู่ดี เปลี่ยนคนที่ฉันเลือกไปอยู่ดี ทําให้คนรู้สึกไม่มีหวัง”
สุดท้ายคือ ‘การกระจายอำนาจ’ ซึ่งเราต่างรู้กันดีว่าปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก ยกตัวอย่าง การจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ขององค์กรท้องถิ่นต่างๆ ในปี 2564 ที่ดำเนินการไปอย่างล่าช้าในระยะแรก เพราะถูกเตือนว่าอาจถูก สตง. ตรวจสอบการใช้เงินผิดประเภท ต้องรอให้มหาดไทยอนุญาตการใช้เงินเพื่อซื้อวัคซีนก่อน
เหตุการณ์ข้างต้นสะท้อนว่า เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกครอบด้วยรัฐราชการที่จะขยับอะไรแต่ละอย่างต้องรอการอนุมัติหรือถูกตรวจสอบจากส่วนกลางก่อน ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ควรใกล้ชิดหรือพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ได้มากที่สุด กลับไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าที่ควรจะเป็น
ดังนั้น เมื่ออำนาจรัฐส่วนกลางกับกลไกตรวจสอบถ่วงดุลไม่ตอบสนองประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไปเลือกตั้งก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพมากพอที่จะแก้ปัญหาของประชาชนได้เต็มที่ จึงไม่แปลกใจว่าทำไมคนถึงเกิดความคิดว่า ‘เลือกตั้งไปทำไม? เลือกไปก็เหมือนเดิม’
เลือกตั้ง 2569 กระแสดรอปกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มาหรือไม่?
หากเทียบกับการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งเราได้เห็นบรรยากาศความคึกคักทางสังคมในการตั้งหน้าตั้งตารอวันออกไปใช้สิทธิของตัวเอง เห็นบรรยากาศของพรรคการเมืองเดินสายหาเสียง ขึ้นเวทีดีเบต ภาคประชาสังคมต่างๆ ร่วมเสนอปัญหา พร้อมตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมือง
แต่เมื่อมองการเลือกตั้งที่จะถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ก็ดูเหมือนว่าบรรยากาศเหล่านั้นยังไม่ค่อยกลับมาเท่าไหร่ ณัชปกรได้อธิบายว่าเพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งแบบฉับพลัน (Snap Election) หรือการเลือกตั้งที่คนไม่ทันตั้งตัว ทำให้หลายองค์กรหรือพรรคการเมืองไม่ทันเตรียมตัว ยกเว้นกลุ่มชนชั้นนำที่น่าจะรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น
“เขา (อนุทิน ชาญวีรกูล) รู้อยู่แล้วแหละว่าเขาจะยุบสภาเมื่อไหร่ เพราะเขาเป็นรัฐบาล เป็นคนกําหนดและคุมเกมทั้งหมด ขณะที่คนอื่นๆ องคาพยพอื่นๆ ที่ไม่ได้รู้ใจชนชั้นนํา ก็เรียกว่าแทบจะตั้งตัวไม่ทัน” ณัชปกร กล่าว
ณัชปกรชวนเรามองย้อนไปที่การเลือกตั้ง 2 ครั้งล่าสุด อย่างปี 2562 ซึ่งแม้เป็นการเลือกตั้งที่ คสช. เป็นคนคุมเกม แต่ก็ยังมีระยะเวลามากพอที่จะเตรียมการจัดตั้งพรรคใหม่ เตรียมพรรคหรือทํานโยบายใหม่ เช่นเดียวกับปี 2566 ที่ ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกือบครบวาระ ก่อนยุบสภาก่อนหมดวาระสภาผู้แทนราษฎรไม่กี่วัน ทําให้พรรคการเมืองเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งได้ทัน
ส่วนรอบนี้เป็นการเลือกตั้งฉับพลันจากการยุบสภา ซึ่งเป็นผลจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร แม้หลายฝ่ายจะเตรียมหรือเปิดตัวแคนดิเดตแล้ว แต่ผู้คนก็ยังไม่ทันสะสมความคิดหรือมองเห็นจุดตัดทางการเมืองมากนัก ยังไม่มีใครวางวาระว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะนำไปสู่อะไร? นอกจากโจทย์เฉพาะหน้าอย่างปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา
ความคาดหวังต่อการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 2569
“สิ่งที่ผมกังวลมากที่สุดคือ ผู้คนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารไม่ทันหรือไม่ครบถ้วน แล้วตัดสินใจจากสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ซึ่งอาจไม่เพียงพอที่จะบอกว่านี่เป็นความต้องการที่แท้จริงของประชาชน” ณัชปกร พูดถึงความกังวลของเขา
เนื่องจากการเลือกตั้งและทำประชามติครั้งนี้เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ณัชปกรจึงกังวลว่าประชาชนอาจได้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนก่อนการตัดสินใจ โดยเฉพาะในบริบทสังคมที่มีข้อมูลข่าวสารไหลเวียนทุกวินาที
ณัชปกรมองว่าการเลือกตั้งและประชามติครั้งนี้ มีแนวโน้มที่จะ ‘ไม่ฟรีและไม่แฟร์’ เพราะประชาชนมีโอกาสเตรียมตัวน้อย และองค์กรภาครัฐก็ไม่ได้ให้ข้อมูลหรืออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเพียงพอ
ขณะที่ กกต. ซึ่งเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งยังมีความยึดโยงกับ สว. สีน้ำเงิน ณัชปกรจึงรู้สึกว่าเราไม่ได้จัดการเลือกตั้งและประชามติภายใต้บรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตยนัก เพราะกลุ่มชนชั้นนํายังเป็นคนคุมเกมและคงกติกาเดิม
ดังนั้น ความคาดหวังที่ณัชปกรมีต่อการเลือกตั้งและประชามติครั้งนี้ คือ ‘พลังประชาชน’ โดยหวังว่าจะเห็นประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ของตัวเองเต็มที่ พร้อมการร่วมควบคุมและตรวจสอบองค์กรจัดการเลือกตั้ง อย่าง กกต. ว่าจะดําเนินกระบวนการต่างๆ ได้อย่างโปร่งใสและชอบธรรมหรือไม่ ผ่านการร่วมจับตาการเลือกตั้งและนับคะแนนที่คูหา
“แน่นอนว่าทุกการเลือกตั้งจะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งที่จะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงระยะยาว เพราะนี่จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่เราใช้คูหาล้มรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร” ณัชปกร กล่าว
สุดท้ายนี้ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คนไทยมีภารกิจที่ต้องทำ คือ การไปใช้เสียงเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรชมพู) และแบบแบ่งเขต (บัตรสีเขียว) ก่อนจะเข้าคูหาอีกครั้งด้วยบัตรออกเสียงประชามติ (บัตรสีเหลือง) พร้อมคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?”
ส่วนคนที่ไม่สะดวกไปใช้สิทธิตามทะเบียนบ้านของตัวเอง ก็อย่าลืมไปใช้สิทธิตามสถานที่ที่ตัวเองได้ลงทะเบียนไว้ โดยการเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกเขตจะจัดขึ้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และการออกเสียงประชามตินอกเขตจะจัดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ส่วนคนที่อยู่ต่างประเทศก็อย่าลืมติดตามรายละเอียดจากสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลในประเทศที่ตนเองอยู่