“ไม่มีชาติใดในโลกที่จะทำได้เหมือนที่อเมริกาทำ”
ข้างต้นคือคำพูดของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการแถลงข่าว หลังจากที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศในน่านฟ้าเวเนซุเอลา และจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) พร้อมกับภรรยา จากบ้านพักในกรุงการากัสเมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ (3 มกราคม) ที่ผ่านมา
แม้ทรัมป์จะระบุว่า มาดูโรถูกจับกุมตัวเพื่อดำเนินคดีอาญาหลายข้อหา ทั้งการก่อการร้ายด้วยยาเสพติด (narco-terrorism) และการค้ายาเสพติด ซึ่งกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ฟ้องร้องมาตั้งแต่ปี 2020
แต่เหตุการณ์นี้ก็สร้างความผันผวนครั้งใหญ่ต่อการเมืองโลก เพราะการที่กองกำลังของประเทศหนึ่งบุกเข้าไปประเทศอื่น จากนั้นจับกุมประธานาธิบดี แล้วพาตัวขึ้นเครื่องบินออกนอกประเทศเพื่อนำตัวขึ้นศาลนั้น ถือเป็นเรื่องร้ายแรง–ขนาดที่อาจทำให้บรรทัดฐานที่ควบคุมระเบียบโลกมานานหลายทศวรรษนั้นต้อง ‘สั่นคลอน’
วันนี้ The MATTER ชวนทุกคนสำรวจทิศทางของการเมืองโลก ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากที่ระเบียบโลกถูกสั่นคลอนด้วยเหตุการณ์ดังกล่าว
อำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ขยายขอบเขต (เกินไป)?
นักวิชาการหลายคนมองว่า การโจมตีเวเนซุเอลาครั้งนี้ตอกย้ำถึงแนวทางใหม่ของทรัมป์ ในฐานะประธานาธิบดีที่มีอำนาจมากล้น จนสามารถดำเนินการทางทหารตามคำสั่ง โดยที่ไม่ต้องรอการอนุมัติจากรัฐสภา กระบวนการรับรองทางกฎหมาย หรือแม้แต่ความคิดเห็นของสื่อ
เหตุการณ์นี้จึงทำให้หลายคนหันมาตั้งคำถามถึงโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีกับฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ–ตั้งแต่ระบบตรวจสอบและถ่วงดุล (checks and balances) ไปจนถึงระบบการเมืองและกฎหมายของสหรัฐฯ ว่าอ่อนแอลงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ทรัมป์ได้อนุมัติกฎหมายหลายข้อที่ส่งเสริมอำนาจฉุกเฉิน หรืออำนาจในภาวะวิกฤต รวมถึงได้ปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและระบบตุลาการ
บรรทัดฐานระหว่างประเทศถูกละเมิด
ไม่เพียงเท่านั้น การโจมตีเวเนซุเอลายังเป็นสัญญาณบ่งบอกถึง ‘การแยกตัวของสหรัฐฯ’ ออกจากระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกฎหมาย รวมถึงหลักการสำคัญต่างๆ เช่น หลักการไม่แทรกแซง (non-interference) ที่ประชาคมระหว่างประเทศยึดถือกันอย่างเคร่งครัด
ขณะเดียวกันก็มีความกังวลว่า เหตุการณ์นี้จะทำลายหลักการและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ จนประเทศต่างๆ ที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและกำลังทหารเหนือกว่า–เช่น รัสเซียและจีน อาจมองว่าการที่ทรัมป์ละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศนี้ เป็นสิ่งที่กระทำได้และเป็นการเชื้อเชิญให้กระทำการเช่นเดียวกัน
ขณะที่รัสเซียได้เริ่มโจมตียูเครนแล้ว จีนก็ได้ขู่มานานหลายปีแล้วว่าจะยึดไต้หวันคืน ซึ่งที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้อ้างเหตุผลเรื่องอธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อห้ามไม่ให้จีนทำเช่นนั้น แต่ต่อจากนี้ไป เหตุผลเหล่านั้นจะมีน้ำหนักน้อยลงเพราะการโจมตีเวเนซุเอลา
“ปักกิ่งอาจเน้นย้ำกับวอชิงตันว่า ตนคาดหวังว่าจะได้รับสิทธิพิเศษในการยกเว้นกฎหมายระหว่างประเทศเช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ ได้รับ” ไรอัน ฮาสส์ (Ryan Hass) ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา จากสถาบัน Brookings กล่าวพร้อมประเมินว่า “ปักกิ่งจะขอให้สหรัฐฯ ลดการอ้างอิงกฎหมายระหว่างประเทศในทะเลจีนใต้และที่อื่นๆ”
ใครจะกลายเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน?
เวเนซุเอลาถือเป็นผู้มีอิทธิพลด้านพลังงาน โดยมีทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน และท่าเรือที่สำคัญ อีกทั้งประเทศนี้ยังมีปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วว่ามากที่สุดในโลก ซึ่งแน่นอนว่าประเทศที่สามารถควบคุมทรัพยากรมหาศาลนี้ ก็จะสามารถสร้างผลประโยชน์ทางการเงินอย่างมหาศาลเช่นกัน
จึงไม่น่าแปลกใจหากสหรัฐฯ จะต้องการแสดงอำนาจในตลาดพลังงานและการกำกับดูแลระหว่างประเทศ พร้อมทั้งมุ่งมั่นที่จะมีบทบาทสำคัญในเวเนซุเอลา ไม่ว่าจะด้วยการใช้กำลังทหารหรือวิธีการอื่นๆ
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า บริษัทพลังงานของสหรัฐฯ พร้อมที่จะลงทุน “หลายพันล้านดอลลาร์” เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของเวเนซุเอลา ซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตร การบริหารประเทศที่ผิดพลาด และการขาดการลงทุนมานานหลายปี แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจต้องใช้เวลาหลายปี หรืออาจเป็นทศวรรษ กว่าจะเห็นผลตอบแทน
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาจีนถือเป็นผู้ซื้อน้ำมันหลักของประเทศแห่งนี้ โดยข้อมูลในเดือนธันวาคม 2025 เวเนซุเอลาส่งออกน้ำมันปริมาณเฉลี่ยมากกว่า 600,000 บาร์เรลต่อวันไปยังจีน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 4% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของจีน จนอาจเรียกได้ว่าเวเนซุเอลาเป็นเหมือนหลักประกันความมั่นคงด้านพลังงานของจีน
สิ่งที่ต้องจับตาคือ ต่อจากนี้ความเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานของเวเนซุเอลา จะเป็นอย่างไรและจะมีผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าต่างๆ อย่างไรบ้าง เพราะอาจเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของการแข่งขันระหว่างจีนกับ สหรัฐฯ
อ้างอิงจาก