หลังจากวันที่ 12 ธันวาคม 2568 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีขณะนั้นยุบสภา ทำให้ร่างกฎหมายที่รัฐสภายังเห็นชอบไม่เสร็จสิ้นในสมัยดังกล่าวต้องตกไปทันที แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 147 ยังเปิดโอกาสให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่สามารถร้องขอให้สภานำกลับมาพิจารณาต่อได้ภายใน 60 วันนับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก โดยร่างกฎหมายที่ใครหลายคนต่างจับคือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’
เมื่อวาน (5 พฤษภาคม 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้พิจารณาการร้องขอต่อรัฐสภา เพื่อให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบรวม 31 ร่าง หนึ่งในนั้นมีร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด อยู่ด้วย โดยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลจะเดินหน้าสนับสนุน พ.ร.บ. ดังกล่าวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและผลประโยชน์ของประเทศ
วันนี้ (6 พฤษภาคม) วุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด วุฒิสภา กล่าวว่า หลังจากนี้จะนัดประชุมวิปทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา เพื่อหารือว่าจะให้ กมธ.ชุดเดิมพิจารณาต่อหรือไม่ และเห็นด้วยกับมติ ครม. ที่ให้ความสำคัญกับกฎหมายฉบับนี้ เพราะว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนที่จะได้หายใจด้วยอากาศสะอาด
ก่อนหน้านี้มีข่าวลือหนาหูว่า วุฒิสภาจะคว่ำร่างกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากมีการยกประเด็นในการพิจารณาว่าเนื้อหาของร่างจะต้องคำนึงถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คือ ผู้ที่ได้รับประโยชน์และผู้ที่เสียประโยชน์ ซึ่งวุฒิชาติยืนยันว่าว่า วุฒิสภาทุกคนเห็นตรงกันว่านี่เป็นร่างกฎหมายที่เกิดประโยชน์กับประชาชน เพราะฉะนั้นในส่วนของ สว. ที่มีข่าวว่าจะคว่ำร่างนั้นเป็นไปไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีบางประเด็นในส่วนร่างของ สส. ที่วุฒิสภาอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องตั้งกรรมาธิการมาพิจารณาร่วมกัน ซึ่งเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน เพราะที่ผ่านมาก็ได้พิจารณาไปหลายมาตราแล้ว และวุฒิสมาชิกยืนยันที่จะพิจารณาโดยยึดถือประโยชน์ของส่วนรวม
“เรามองอย่างนี้ว่า การให้เวลาผู้ประกอบการในการปรับปรุง ต้องมีระยะเวลาที่สอดคล้องและเหมาะสมกับกิจการ ไม่ใช่ตัดรวดเดียวไปเลย มันจะเป็นการทำลายภาคธุรกิจอุตสาหกรรม หากคุณไม่ปรับตัวเราก็ยอมไม่ได้เลยเหมือนกัน”
“ซึ่งในเรื่องระยะเวลาที่เหมาะสมและปรับตัวแล้วมีการกำหนดค่าคาร์บอนไดออกไซด์หรืออะไรต่างๆ ที่ทำให้ก่อเกิดมลพิษ คุณต้องลดลงตามลำดับ หากทำไม่ได้ก็ต้องมีบทลงโทษ อาจมีค่าปรับหรือที่สุดต้องยกเลิกกิจการ” วุฒิชาติ กล่าว
เมื่อมีผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมามีการตั้งข้อสังเกตว่าที่ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไม่คืบหน้า เพราะมีการเอื้อนายทุนหรือไม่?
วุฒิชาติให้คำตอบว่า ไม่เป็นความจริงและอย่าใช้คำว่า ‘เอื้อนายทุน’ และยืนยันว่าพิจารณาด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง ซึ่งต้องพิจารณาทั้งสองฝ่าย คือ ประชาชนที่สมควรมีอากาศสะอาดให้หายใจกับผู้ประกอบการที่ต้องพิจารณาด้วยความเป็นธรรม ซึ่งต้องมีการปรับตัวโดยกำหนดขั้นตอนและระยะเวลา เช่น 6 เดือนถึง 1 ปี และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดกฎเกณฑ์ไว้หรือไม่
สุดท้ายนี้ ร่าง พ.ร.บ.ทั้งหมดที่ผ่านมติ ครม. ในวันที่ 5 พฤษภาคม รวมถึงร่างอากาศสะอาด จะถูกนำไปร้องขอต่อรัฐสภาภายใน 12 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา ดำเนินการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวต่อไป