ต่อจากนี้การแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร? หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) “ไม่ยืนยัน” ร่างแก้รัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 256 ที่ถือเป็นขั้นตอนสำคัญ สู่การแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ
เล่าก่อนว่า รธน.มาตรา 256 คือกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ สำหรับการแก้ไขเพิ่มเติม รธน.ของประเทศไทย ซึ่ง iLaw ระบุว่า การพิจารณาร่างแก้ รธน.มาตรา 256 จะ “ปลดล็อกเงื่อนไขที่ทำให้ รธน.2560 แก้ไขได้ง่ายขึ้น และนำไปสู่การเขียน รธน.ใหม่” โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง ก่อนจะให้ประชาชนลงประชามติอีกครั้ง
ล่าสุด (5 พฤษภาคม) มีความคืบหน้าสำคัญหลัง ครม.ได้มีมติเห็นชอบและยืนยันร่างกฎหมายที่ค้างอยู่จากสภาฯ ชุดที่แล้ว จำนวน 31 ฉบับ เพื่อให้เดินหน้าพิจารณาต่อในสมัยสภาฯ ปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ในจำนวนร่างกฎหมาย 31 ฉบับนั้น “ไม่มี” ร่างแก้ รธน.มาตรา 256 จนเกิดเป็นข้อสงสัยที่ความตั้งใจของรัฐบาลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่คนไทยกว่า 21 ล้านคน “ลงประชามติเห็นชอบ” ว่าประเทศสมควรมี รธน.ฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือที่เราเรียกกันว่า ‘วิปรัฐบาล’ บอกว่า รัฐบาลไม่มีการยืนยันร่างแก้ รธน.มาตรา 256 ที่ค้างจากการพิจารณาวาระสองของสภาฯ ชุดที่ผ่านมา
ด้านนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล คนที่สอง ก็ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นเพราะรัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาที่มีความเร่งด่วนก่อน เช่น ปัญหาวิกฤติพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชน
เขากล่าวถึงการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ตามผลประชามติว่าอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เคยกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ เพียงแต่ว่าต้องจัดลำดับการแก้ปัญหาของรัฐบาลให้ดีก่อน ทั้งนี้นิกรชี้ว่า รัฐบาลมีเหตุผลเพียงพอที่จะเดินหน้าเรื่องอื่นก่อน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่จำเป็น
นิกรย้ำว่า “ผมมองว่ารัฐบาลยังมีเวลาที่จะทำเรื่องนี้ เพราะการแก้มาตรา 256 ใช้เวลาไม่เยอะ คือ ไม่เกิน 2 ปี” ทั้งนี้กล่าวว่า “เมื่อ ครม.ไม่ยืนยันเนื้อหากลับมา การแก้ รธน.ต้องกลับไปเริ่มกระบวนการใหม่ คือ การเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ต่อรัฐสภา”
เมื่อฝั่งวิปรัฐบาลกล่าวมาเช่นนั้นแล้ว ก็ยิ่งทำให้หลายคนกังวลถึงอนาคตของการแก้ไข รธน.ไทย
ด้าน สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าวว่า แม้จะมีงบจัดการรวม 8,900 ล้านบาท สำหรับการทำประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แต่ก็เกิดขึ้นอย่างทุลักทุเล ทั้งให้ลงทะเบียนนอกเขตหลังหยุดปีใหม่แค่ 3 วัน ทั้งทำเอกสารแจก 16 ล้านเล่ม แต่พิมพ์ผิดในสาระสำคัญ จนถึงการไม่แสดงผลคะแนนรายเขต รายจังหวัด
สมชัยระบุต่อว่า แต่คนไทยกว่า 21.6 ล้านคน ก็ยังออกมาเห็นชอบกับการจัดทำใหม่ทั้งฉบับ โดยเขาย้ำว่า กระบวนการจัดทำใหม่ทั้งฉบับที่ทำได้เร็วคือ การนำเอาร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน. ที่ค้างในวาระ 2-3 ของสภาฯ มาพิจารณาต่อ ซึ่ง ครม.ต้องเป็นฝ่ายหยิบยกเสนอต่อสภาฯ ชุดใหม่ ภายใน 60 วัน นับแต่การประชุมครั้งแรกของสภาฯ ชุดใหม่
อย่างไรก็ตาม “13 พฤษภาคม 2569 คือวันครบ 60 วัน ซึ่งรัฐบาลแสดงท่าทีแล้วว่า จะปล่อยให้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ทำมาเป็นปีตกไป แล้วค่อยไปนับหนึ่งใหม่ คาดว่าจะใช้เวลาอีก 2 ปี”
เขากล่าวปิดท้ายว่า “ไม่ต้องถามว่า ประชามติทำซากอะไร เพราะมีคำตอบในตัวแล้วว่า ทำซากศพร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และอยู่กับซากผุๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันต่อไป”