Divorced, beheaded and died. Divorced, beheaded, survived.
จุดจบพระมเหสีทั้ง 6 คนของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 และในบรรดา 6 คนนั้น เรื่องราวของ แอนน์ โบลีน (Anne Boleyn) ถูกพูดถึงและจดจำได้มากที่สุด เช่นเดียวกับเรื่องของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 หากเอ่ยถึงพระองค์ อย่างไรก็ต้องมีชื่อของเธอโผล่มาให้ได้ยินสักครั้ง
แอนน์ โบลีน ภรรยาคนที่ 2 ที่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ลุ่มหลงจนถึงขนาดยอมทะเลาะกับโป๊ป แตกหักกับศาสนาเดิม สร้างนิกายใหม่ และหย่าภรรยาเก่าเพื่อมาแต่งงานด้วย เธอใช้เวลา 7 ปีต่อสู้เพื่อขึ้นไปบนบัลลังก์ แต่กลับนั่งบนนั้นได้เพียง 3 ปี
เรื่องราวของแอนน์มักถูกพูดถึงช่วงเวลาก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างรุ่งโรจน์ และถูกโค่นล้มลงมาในเวลาอันสั้น ชีวิตอันเฉิดฉายนั้นจึงส่องประกายเพียงชั่วคราวราวกับดอกไม้ไฟที่หายไปในราตรี มาดูกันว่าระหว่างทางอันรุ่งโรจน์ ชีวิตที่ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งมันเย้ายวนใจแค่ไหน
ชีวิตในราชสำนักทิวดอร์เริ่มก่อนที่แอนน์จะลืมตาตื่นด้วยซ้ำ ข้ารับใช้ต้องมารายงานตัวที่ห้องส่วนพระองค์ก่อนแอนน์ตื่น เพื่อจัดแจงอาหารเช้าเบาๆ อย่างเนื้อ ขนมปัง และเบียร์รสอ่อนหมักให้พอมั่นใจว่าสะอาดปลอดภัยกว่าดื่มน้ำเปล่าที่มักปนเปื้อนได้ง่ายในยุคนั้น รวมถึงตระเตรียมเครื่องแต่งกาย
จากนั้นคือขั้นตอนแต่งองค์ทรงเครื่อง ฤดูร้อนปี 1535 แอนน์เลือกชุดคลุมผ้าตาฟเฟต้าสีแดงเข้ม สไตล์อังกฤษ รับอากาศร้อน ในยุคนั้นชุดมันเลิศเกินกว่าจะใส่เองคนเดียวได้ จึงต้องมีข้ารับใช้คอยดูแลความเรียบร้อยตั้งแต่หัวจรดเท้า เริ่มจากชั้นในสุดคือเสื้อคลุมผ้าลินินปักทองที่ข้อมือและคอ ตามด้วยกระโปรงชั้นในสีแดงเข้ม ถุงน่อง ผ้ารัดเอว แล้วค่อยๆ ผูกเข้ากับชุดแขนยาว และทับด้วยชุดคลุมด้านนอกอีกชั้น
ก่อนจะลงไปพบพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 แอนน์ยังมีพิธีกรรมส่วนตัวที่ขาดไม่ได้ คือการฟังมิสซาในห้องสวดมนต์ส่วนพระองค์
ยามสาย ราชสำนักออกล่าสัตว์ด้วยเหยี่ยว ในยุคทิวดอร์ถือเป็นกีฬาของชนชั้นสูงที่ทั้งกษัตริย์และราชินีต้องเล่นเป็น แอนน์นั่งม้าแบบด้านข้าง เคียงคู่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 เธอร่วมกิจกรรมได้คล่องแคล่ว รับนกเหยี่ยวขนาดเล็กมาบนถุงมือ แล้วปล่อยออกไปล่าเหยื่อ
ขบวนสเด็จเดินทางออกจากมหาวิหารกลอสเตอร์ ผ่านทุ่งโล่งและถนนลาดต้นไม้ มุ่งสู่ Prinknash Abbey คฤหาสน์ศตวรรษที่ 15 ที่ก่อด้วยหินสีน้ำผึ้ง เพื่อรับการต้อนรับจากเจ้าอาวาส ก่อนขยับต่อไปที่หมู่บ้าน Painswick ที่นั่นเซอร์ จอห์น ดัดลีย์ ต้อนรับด้วยอาหารเที่ยงตามธรรมเนียม ถือเป็นมื้อใหญ่ที่สุดของวัน ระหว่างที่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ไปนั่งคุยธุรกิจกับเจ้าบ้านเรื่องสิทธิ์ตัดต้นไม้ในสวนสาธารณะ แอนน์ก็เดินเล่นในสวนกับข้ารับใช้ ถือเป็นห้วงเวลาที่บทสนทนาเรื่องข่าวลือในราชสำนักถูกแลกเปลี่ยนกัน
ช่วงกลางบ่าย ขบวนทั้งหมดขึ้นม้าอีกครั้ง เดินทางไปบนสันเขาที่มองเห็นคฤหาสน์ Painswick ด้านล่าง วันแสนพิเศษนี้ พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 กระซิบบางอย่างกับแอนน์ แล้วยกมือที่สวมถุงมือของเธอขึ้นจูบ ข้ารับใช้สังเกตว่านี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ที่ทั้งคู่ดูมีความสุขขนาดนี้ หลังจากที่แอนน์สูญเสียลูกในครรภ์คนที่ 2 ไปเมื่อเกือบปีก่อนและพระองค์ก็เริ่มหันเหไปสนใจสตรีอื่น
ขบวนสเด็จเดินทางกลับสู่กลอสเตอร์ รวมเวลาออกไปทั้งหมดเกือบ 12 ชั่วโมง เมื่อขบวนเข้าใกล้ประตูเมืองในยามโพล้เพล้ แอนน์กระซิบกับข้ารับใช้ว่าเย็นนี้พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 จะมาค้างด้วย นับตั้งแต่สูญเสียลูก เตียงของแอนน์ก็ว่างเปล่ามาตลอด
ข้ารับใช้ช่วยแกะเข็มและผูกเชือกชุดออกทีละชั้น ปล่อยผมและเกล้าเป็นเปียก สวมหมวกผ้าลินินทับ ก่อนที่แอนน์จะเข้านอนเสียงเคาะประตูดังขึ้น ทุกคนถอยออก และประตูก็ถูกปิดลง
แม้จะสูญเสียความโปรดปรานไปบางช่วง แต่แอนน์ยังคงใช้ชีวิตให้สมกับตำแหน่งเบอร์หนึ่งที่ใฝ่ฝัน ยังเฝ้ารอความโปรดปรานอีกครั้งดั่งผืนดินแห้งรอคอยหยาดฝน แต่เมื่อชีวิตที่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ก้าวต่อไปมีเพียงทางลงเท่านั้น ชีวิตของแอนน์หลังจากนั้นดั่งมรสุมถาโถม เกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย จุดจบสุดท้ายหลายความเห็นมองว่าเธอแพ้ภัยตัวเอง
จนกระทั่งลูกสาวของเธอได้ก้าวขึ้นเป็น เอลิซาเบธที่ 1 ราชินีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ และนับเป็นนับประมุของค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ทิวดอร์
อ้างอิงจาก
https://thetudortravelguide.com/he-life-of-anne-boleyn-when-the-ordinary-feels-extraordinary/