หลายครั้ง ‘สุขภาพจิตแม่’ กลายเป็นประเด็นที่ถูกมองข้ามไปในสังคม ตั้งแต่ระดับครอบครัวที่อาจโฟกัสการดูแลเด็กเล็กมากกว่า จนถึงระดับนโยบายที่ยังไม่มีแผนการรับมือที่ครอบคลุมพอ
ในงาน Mothers’ Mental Health Matters มีการเปิดตัว “พันธมิตรเพื่อสุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอด (Perinatal Alliance for Mental Health Thailand หรือ PAM Thailand)” รวมถึงเผยแพร่รายงานวิจัยระดับประเทศ เกี่ยวกับต้นทุนทางเศรษฐกิจของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในประเทศไทย เพื่อให้สังคมหันมาสนใจปัญหาสุขภาพจิตที่อาจส่งผลกระทบต่อแม่และเด็ก รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าที่เราคิด
“สุขภาพจิตแม่ ไม่ใช่เพียงประเด็นส่วนบุคคลหรือครอบครัว แต่คือประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และอนาคตของประเทศ” คือข้อความที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักเศรษฐศาสตร์ นักวิจัย แพทย์ และผู้กำหนดนโยบายในงานนี้ ต้องการจะสื่อสาร
รศ.พญ.นภัทร สิทธาโนมัย อาจารย์สาขาวิชาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่า ในประเทศไทยมีรายงานการพบภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression หรือ PPD) ราว 13.1-22% ในกลุ่มคุณแม่ โดยแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและช่วงเวลาหลังคลอด
ตั้งแต่ปัญหาเรื่องการนอน ความกังวลใจ การตำหนิตัวเอง และความรู้สึกล้มเหลวที่เกิดขึ้นได้กับคุณแม่ ล้วนมีโอกาสเพิ่มความเครียดในการดูแลลูก ไม่ว่าจะเป็น การสร้างสายสัมพันธ์แม่ลูก กิจวัตรการให้นม จนถึงการดูแลทารกในด้านต่างๆ
เห็นได้ชัดว่า ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้เป็นแม่เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการดูแลลูกได้เหมือนกัน แต่ในหลายๆ ครั้ง สุขภาพจิตของแม่อาจไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร
นอกจากนี้ หากอ้างอิงตามแนวทางดูแลสุขภาพเด็กวัย 0-5 ปี ตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุขและราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2564 จะพบว่า ปัจจุบันประเทศไทย ยังไม่มีข้อแนะนำเฉพาะสำหรับการคัดกรองภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ในแนวปฏิบัติของกุมารแพทย์ไทย ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างที่ไม่ควรมองข้าม
ด้าน ดร.แอนเน็ตต์ บาวเออร์ (Annette Bauer) จาก Care Policy and Evaluation Centre (CPEC) แห่ง London School of Economics and Political Science (LSE) ระบุว่า รัฐบาลและองค์กรต่างๆ เช่น องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และธนาคารโลก ต่างเห็นพ้องว่าสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญทางเศรษฐกิจ
ตามรายงานของ OECD ในปี 2026 โรคทางจิตเวชสามารถลด GDP ของประเทศได้มากถึง 2% ส่วนการศึกษาของ World Economic Forum จากปี 2011 ก็คาดการณ์ว่าโรคทางจิตเวชจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมากถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 จากปัจจัยต่างๆ รวมถึง ระดับการศึกษาลดลง การออกจากตลาดแรงงาน จนทำให้เกิดการสูญเสียผลิตภาพ (Productivity) ทั้งจากการขาดงาน และการมาทำงานแต่ทำงานได้ไม่เต็มที่
เมื่อเห็นตัวเลขตามที่ว่ามาแล้ว อาจกล่าวได้ว่าความเสียหายส่วนใหญ่มักเกิดขึ้น ‘นอกระบบสาธารณสุข’ เช่น การสูญเสียรายได้หรือโอกาสทางการศึกษา ดังนั้นปัญหาสุขภาพจิตแม่จึงไม่ควรถูกมองข้าม
รองศาสตราจารย์ ซิโมน โฮนิคแมน (Simone Honikman) จาก University of Cape Town ได้เน้นย้ำแนวทางการดูแลสุขภาพจิตแม่แบบพีระมิด ซึ่งเน้นการแบ่งระดับการดูแลตามความรุนแรงของอาการ ได้แก่
- ฐานพีระมิด หรือการดูแลสำหรับผู้หญิงทุกคน–เน้นการสร้างความตระหนักรู้ และการคัดกรองเบื้องต้น เพื่อทำให้สุขภาพจิตเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรการดูแลปกติ
- ระดับที่ 2 หรือการดูแลสำหรับกลุ่มที่มีความเครียดเล็กน้อย–ให้ความรู้ทางสุขภาพจิต และสอนกลยุทธ์การปรับตัว เพื่อไม่ให้ตัวโรคพัฒนาไปสู่ขั้นที่รุนแรงขึ้น
- ระดับที่ 3 หรือการดูแลสำหรับกลุ่มที่มีอาการปานกลาง–ใช้การบำบัดด้วยการปรึกษาทางจิตวิทยาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ดูแลคนไข้ได้อย่างเฉพาะเจาะจง
- ยอดพีระมิด หรือการดูแลสำหรับกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ–อาจต้องใช้ยา หรือการบำบัดโดยจิตแพทย์
สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของการนำโมเดลพีระมิดนี้ ไปปฏิบัติในประเทศไทยคือ การบูรณาการแนวทางให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย การฝึกอบรมบุคลากร และปรับปรุงระบบการบริหารจัดการ เพื่อพัฒนาเครื่องมือดูแลสุขภาพจิตที่เป็นของไทยเอง
อีกประเด็นสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำคือ การทำลายมายาคติเกี่ยวกับสุขภาพจิตแม่ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายอย่างมากกว่าตัวบุคคล รวมถึงความเจ็บปวดนี้ไม่ใช่ความอ่อนแอของคนเป็นแม่ แต่เป็นความเข้มแข็งของคนคนหนึ่งที่ผ่านการดูแลเด็กให้เติบโต