ที่ผ่านมา เราคงเห็นความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ในตะวันออกกลางมาแล้วหลายครั้ง บางครั้งก็เหมือนว่า สหรัฐฯ จะใกล้บรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน แต่หลายๆ ครั้งความขัดแย้งก็ดูเหมือนจะยืดเยื้อ และเป็นแบบนี้สลับกันไปมาอยู่หลายเดือน
แม้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน จะมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ไม่กี่วันมานี้เกิดการปะทะกันครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การตกลงนั้น โดยเฉพาะกรณีที่อิสราเอลทิ้งระเบิดเมืองหลวงของเลบานอนอย่างรุนแรง แม้อิหร่านจะเคยย้ำว่า ข้อตกลงสันติภาพใดๆ จะมีส่วนขึ้นอยู่กับว่าการสู้รบในเลบานอนจะยุติหรือไม่
ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากที่เขาได้ “สนทนากันอย่างดี” กับเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ก็ได้ข้อสรุปว่าอิสราเอลและอิหร่านตกลงที่จะ “ต่างคนต่างอยู่ไปอีกอย่างน้อย 1 สัปดาห์”
“แต่เขา (เนทันยาฮู) ถูกโจมตี เขาตอบโต้ และตอนนี้พวกเขาก็ยุติความขัดแย้งแล้ว ดังนั้นพวกเขาจะต่างคนต่างอยู่ไปอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์” ทรัมป์กล่าว
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้กำลัง “อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของข้อตกลงที่ดีมากๆ ซึ่งจะไม่อนุญาตให้มีอาวุธนิวเคลียร์หรือสิ่งอื่นใดในทุกรูปแบบ” พร้อมระบุว่า “และช่องแคบ (ฮอร์มุซ) จะเปิดทันที หลังจากการลงนาม ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นภายใน 2-3 วัน”
แม้จะเป็นสัญญาณที่ดีของการบรรลุข้อตกลง แต่ทว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ออกมา ยืนยันในทำนองดังกล่าว จนเกิดเป็นข้อสงสัยว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กระทบต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลกนี้ จะเป็นอย่างไรต่อไป?
ด้านสำนักข่าว CNN ได้รวบรวมคำพูดของทรัมป์ ทั้งจากโพสต์โซเชียลมีเดีย การแถลงต่อสาธารณะ และการสนทนาทางโทรศัพท์กับสื่อ ที่เขาเคยอ้างว่าข้อตกลงกับอิหร่านใกล้จะบรรลุแล้ว
“เขากล่าวเช่นนั้นอย่างน้อย 37 ครั้ง” CNN ระบุว่า จำนวนนี้คือการพูดแบบตรงๆ ว่าข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านใกล้จะบรรลุแล้ว หรือกล่าวว่า อิหร่านมีความกระตือรือร้นที่จะบรรลุข้อตกลง
ถึงแม้ทรัมป์จะบอกว่าข้อตกลงใกล้สิ้นสุดมาแล้ว 37 ครั้ง ขณะที่ CNN ย้ำว่า “นี่ไม่ใช่คำกล่าวอ้างที่ผู้คนควรเอาจริงเอาจังอีกต่อไปแล้ว” อย่างไรก็ตาม ก็คงไม่มีใครรู้ว่า สถานการณ์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร เราจึงต้องติดตามข่าวกันต่อไป
อ้างอิงจาก