ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน ลงนามดิจิทัลในข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลาง และจะมีผลบังคับใช้ทันที
ข้อตกลงดังกล่าวจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่สหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทุกประเภทที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจอิหร่านมาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่สหรัฐฯ ใช้อ้างถึงในความขัดแย้งครั้งนี้ ยังคงต้องเจรจาต่อรองกันภายในกรอบเวลา 60 วัน และอาจขยายเวลาได้หากทั้งสองฝ่ายยินยอม โดยเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการที่อิหร่านจะต้องลดความเข้มข้นของคลังสำรองยูเรเนียมที่มีคุณสมบัติสูง ภายใต้การควบคุมดูแลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) พร้อมยืนยันว่าจะไม่สร้างอาวุธนิวเคลียร์
หากทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย สหรัฐฯ จะช่วยประสานงานเพื่อปล่อยเงินทุนฟื้นฟูประเทศหลังสงครามมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.785 ล้านล้านบาท) ซึ่งสนับสนุนโดยกลุ่มประเทศในภูมิภาค รวมถึงยกเลิกการอายัดสินทรัพย์ของอิหร่าน
ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามในเอกสารนี้ระหว่างร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำที่พระราชวังแวร์ซายส์ ในการประชุมสุดยอด G7 ที่ฝรั่งเศส ขณะที่ประธานาธิบดีเปเซชเคียนของอิหร่านได้ลงนามจากกรุงเตหะราน
ทรัมป์ชี้ข้อตกลงนี้จะช่วยโลกให้พ้นหายนะทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น
ทรัมป์กล่าวว่า การลงนามในข้อตกลงนี้จะช่วยป้องกันหายนะทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น
ย้อนไปเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2026 สหรัฐฯ-อิสราเอลเปิดฉากสงครามกับอิหร่าน โดยลอบสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่านและเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงในวันแรก หลังจากนั้น ความขัดแย้งก็ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ของโลก
“ผมไม่อยากเห็นหายนะทางเศรษฐกิจ” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว “ถ้ายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป มันอาจจะเกิดขึ้นก็ได้”
“ผมรู้แค่ว่าทุกครั้งที่เราพูดถึงความเป็นไปได้ของสันติภาพ ตลาดหุ้นก็พุ่งขึ้นเหมือนจรวด” เขากล่าวเสริม “ทุกครั้งที่เราพูดอะไรในแง่ลบ เช่น เดาซิว่าเกิดอะไรขึ้น เราคงไม่สามารถตกลงกันได้ ตลาดหุ้นก็จะร่วงดิ่ง”
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังได้ทิ้งคำเตือนไว้ว่า หากสุดท้ายแล้วหาข้อสรุปเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ไม่ได้ สหรัฐฯ จะกลับมา “ทิ้งระเบิดอิหร่านให้ราบคาบ”
ด้าน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านในฐานะผู้เจรจาหลัก กล่าวกับสื่อของรัฐว่า ความไม่ไว้วางใจที่เขามีต่อสหรัฐฯ ยังคงอยู่ และอิหร่านพร้อมที่จะใช้กำลัง “หากศัตรูไม่เข้าใจภาษาแห่งตรรกะ เราก็พร้อมจะกลับไปใช้ภาษาของกำลัง”
ทั้งนี้ ข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่านนี้ได้ระบุถึงการยุติการสู้รบในเลบานอนด้วย แต่อิสราเอลกลับยืนยันว่าไม่มีแผนจะถอนกำลังทหาร และยังคงเปิดฉากโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทรัมป์เริ่มกังวลว่า ปฏิบัติการของอิสราเอลอาจทำให้ข้อตกลงกับอิหร่านล้มเหลว
ทรัมป์พูดถึง เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล ในการประชุมกลุ่ม G7 โดยกล่าวว่า เนทันยาฮูเป็นคนดี แต่อยากให้เขาลดความรุนแรงลงหน่อย และบอกอีกว่า “คุณไม่จำเป็นต้องทุบทำลายอาคารทุกครั้งที่มีคนจากฮิซบอลเลาะห์เดินเข้าไป”
การลงนามในครั้งนี้ ส่งผลให้มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป
บิล แคสสิดี สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐลุยเซียนา สังกัดพรรครีพับลิกัน ซึ่งเพิ่งพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งใหม่ให้กับผู้ท้าชิงที่ได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์ กล่าวว่า “นี่คือความผิดพลาดด้านนโยบายต่างประเทศที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ”
ด้าน เท็ด ครูซ สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน รัฐเท็กซัส ตั้งคำถามเรื่องเงินฟื้นฟู 300 พันล้านดอลลาร์ โดยบอกว่า “การเอาเงินหลายพันล้านไปประเคนให้พวกคนบ้าคลั่งศาสนาที่จ้องจะฆ่าเรา มันไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย” และกล่าวอีกว่า “ผมคิดว่าประธานาธิบดีได้รับคำแนะนำที่ผิดพลาดอย่างน่าเสียดาย”
ส่วน ฌานน์ ชาฮีน จากรัฐนิวแฮมป์เชอร์ มองว่า นี่เป็นข้อตกลงที่แย่มากและไม่ได้แก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างการที่อิหร่านให้การสนับสนุนกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค เช่น กลุ่มติดอาวุธฮิซบอลลาห์ หรือโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน
เธอกล่าวว่า “มันไม่ได้บรรลุเป้าหมายใดๆ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้วางไว้ตั้งแต่เริ่มต้นสงคราม”
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ได้ออกมาชี้แจงข้อกังวลเรื่องงบประมาณของเงิน 300 พันล้านดอลลาร์ โดยยืนยันว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ต้องควักเนื้อจ่ายเลยสักดอลลาร์เดียว และทรัมป์ก็ย้ำว่าข่าวที่ว่าสหรัฐฯ ให้เงินอิหร่านเป็น “ข่าวปลอม”
เนื่องจากเงินก้อนนี้มาจากกองทุนการลงทุนจากภายนอก และหากท่าทีของอิหร่านเป็นที่น่าพึงพอใจ ทางการสหรัฐฯ ก็จะไฟเขียวให้ประเทศพันธมิตรอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เข้าไปลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าในอิหร่านได้
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยอมรับว่าจะต้องมีการคืนทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกสหรัฐฯ อายัดไว้ในช่วงสงคราม โดยระบุว่า “นั่นไม่ใช่เงินของเรา มันคือเงินของเขาที่ถูกเราแช่แข็งไว้ ถึงจุดหนึ่งเราก็ต้องคืนเขาไป” ซึ่งขัดกับท่าทีของทรัมป์ในอดีตที่เคยด่าอดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา อย่างรุนแรงที่ยอมปลดล็อกเงินอายัด 1.7 พันล้านดอลลาร์ให้อิหร่านในข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ซึ่งทรัมป์เป็นคนฉีกทิ้งเองในเวลาต่อมา