ในช่วงที่ผ่านมา หลายคนคงเห็นการเจรจาขั้นสุดท้าย ของข้อตกลงหยุดยิงในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
แม้การเจรจาครั้งนี้จะมีหลากหลายแง่มุมให้ติดตาม แต่หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ ทำไม ‘สวิตเซอร์แลนด์’ จึงถูกเลือกเป็นประเทศตัวกลาง สำหรับการหาทางออกของข้อพิพาท หรือการเจรจาครั้งสำคัญของโลกมาหลายหน
หลักเรื่องความเป็นกลาง (Law of Neutrality)
“ความเป็นกลางถาวรเป็นเครื่องมือสำคัญ ของนโยบายต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์” ระบุบนเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ข้อความยังระบุต่อไปว่า หลักนี้เป็นแหล่งกำเนิดสันติภาพและความมั่นคงในยุโรปและที่อื่นๆ รวมถึงรับประกันเอกราชและความมั่นคงของดินแดน
รายละเอียดคร่าวๆ ของหลักว่าด้วย Law of Neutrality ของสวิตเซอร์แลนด์ ก็มีตั้งแต่
- งดเว้นจากการเข้าร่วมในสงคราม
- ปฏิบัติต่อทุกฝ่ายในความขัดแย้งอย่างเท่าเทียมกัน ในเรื่องการส่งออกยุทโธปกรณ์ของภาคเอกชน
- ไม่ให้การสนับสนุนทางทหารแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้ง เช่น ห้ามจัดหาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสงครามจากคลังสินค้าของรัฐ หรือจัดจ้างทหารรับจ้าง
- ไม่มอบดินแดนของประเทศให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้ง
กระทรวงฯ ยังระบุว่า Law of Neutrality จะถูกใช้กับความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไม่ใช่ความขัดแย้งภายในประเทศ โดยจะใช้กำหนดนโยบายต่างประเทศเพื่อรับรองความน่าเชื่อถือ และขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมระหว่างประเทศในเวลานั้นๆ
สำหรับสถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบัน Law of Neutrality ถูกบัญญัติไว้ในอนุสัญญากรุงเฮก 1907 (1907 Hague Conventions) ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของประเทศและบุคคลที่เป็นกลางในกรณีเกิดสงครามทางบกหรือทางทะเล ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์ได้ให้สัตยาบันไปในปี 1910
อย่างไรก็ตาม อนุสัญญาดังกล่าวถูกพัฒนาภายใต้กฎหมายจารีตประเพณี โดยปัจจุบันกฎเดียวกันนี้ไม่เพียงแต่ใช้กับสงครามทางบกหรือทางทะเลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสงครามทางอากาศด้วย โดย 1907 Hague Conventions และกฎหมายจารีตประเพณี จะถือว่ามีผลบังคับใช้โดยตรงในสวิตเซอร์แลนด์
จุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์
หลักที่ว่ามาก็ไม่ได้เพิ่งจะเริ่มขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เพราะอาจมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่าที่คิด
นักวิชาการหลายคนมองว่า พัฒนาการของ Law of Neutrality ได้เริ่มต้น ในช่วงปี 1515 หลังสมาพันธรัฐสวิสประสบความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ต่อฝรั่งเศสในศึกมาริญญาโน (The Battle of Marignano) และมีทหารฝรั่งเศสเสียชีวิตประมาณ 5,000-8,000 นาย ขณะที่ทหารสวิสเสียชีวิตประมาณ 9,000-10,000 นาย ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของทหารทั้งหมดที่อยู่ในสมรภูมิ
ในศึกครั้งนั้น สวิสต้องยุติการขยายอำนาจเข้าไปในดินแดนอิตาลี และนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพที่ผูกมัดสวิสไม่ให้ยกอาวุธต่อสู้กับฝรั่งเศสอีกต่อไป จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์
ปี 1515 เป็นช่วงเวลาเชิงสัญลักษณ์ เป็นการพลิกผันของสถานการณ์ อแลง-ฌาคส์ ซูซ์-ทอร์นาเร นักประวัติศาสตร์กล่าว
เขาระบุต่อว่า “สวิตเซอร์แลนด์ได้เรียนรู้ว่า ตนไม่สามารถต่อกรกับมหาอำนาจได้อีกต่อไป ดังนั้นความฝันในการขยายอำนาจ […] จึงได้พังทลายลง โดยปี 1515 เป็นความพ่ายแพ้ที่ทำให้สวิตเซอร์แลนด์ต้องวางตำแหน่งตัวเองเสียใหม่”
ต่อมาในเดือนมีนาคมปี 1815 หลักปฏิบัติทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ เรื่องความเป็นกลางในสวิตเซอร์แลนด์ ก็ได้ก่อตัวขึ้นในการประชุมคองเกรสแห่งเวียนนา (The Congress of Vienna)
ในการประชุมครั้งนี้ มหาอำนาจของยุโรปได้ยอมรับสิทธิของสวิตเซอร์แลนด์ในการคงความเป็นกลาง ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งต่างประเทศทั้งหมด และถือว่าประชาคมระหว่างประเทศได้รับรอง Law of Neutrality ของสวิตเซอร์แลนด์อย่างเป็นทางการในปีดังกล่าว
และต่อมาในปี 1907 สวิตเซอร์แลนด์ได้ทำให้จุดยืนนี้เป็นทางการ ด้วยการลงนามในอนุสัญญากรุงเฮก ดังที่เล่าไปข้างต้น
ความเป็นกลางในสงครามโลก
ต่อมาในปี 1914 ที่สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มลุกลามไปทั่วยุโรป แอบบี้ โคคา จาก Northeastern University กล่าวว่าเมื่อสงครามเริ่มต้นขึ้น สวิตเซอร์แลนด์ก็สามารถใช้อนุสัญญานี้ เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันจากต่างประเทศให้เข้าไปมีส่วนร่วมในสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการให้การสนับสนุนทางทหารจริงๆ หรือการรับผู้ลี้ภัยที่แสวงหาที่ลี้ภัยในพรมแดนของตน
เช่นเดียวกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์ก็ใช้ Law of Neutrality เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้ และทำให้ประเทศให้ไม่มีภาระผูกพันใดๆ ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้นสวิตเซอร์แลนด์ได้ซื้อขายทองคำกับฝ่ายนาซี โดยแลกเปลี่ยนทองคำเป็นเงินหลายพันล้านฟรังก์สวิส ซึ่งเป็นสกุลเงินสำคัญในขณะนั้น และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรคนาซีได้รับการสนับสนุนทางเศรษฐกิจมากมาย โดยสวิตเซอร์แลนด์อ้างว่า นี่เป็นการรักษาความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ดีกับเยอรมนีเพื่อป้องกันการถูกโจมตี แต่มาจนถึงปัจจุบัน ตรรกะนี้ยังคงถูกตั้งคำถามอยู่
อย่างที่ทราบกันว่า เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 จบลง สิ่งที่ตามมาคือ การก่อตั้งสันนิบาตชาติ (League of Nations) และสหประชาชาติ (United Nations หรือ UN) ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้มีส่วนร่วมในการก่อตั้งองค์กรดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากมองว่าการเข้าร่วมกลุ่มการปกครองระหว่างประเทศขนาดใหญ่ เป็นการละเมิดนโยบาย Law of Neutrality อย่างร้ายแรง
จนกระทั่งในปี 2002 หลังจากเกิดข้อถกเถียงกันหลายปี เกี่ยวกับการเข้าร่วม UN สวิตเซอร์แลนด์ก็จัดการลงประชามติ โดย 54.6% ของประชากรและ 13 จาก 26 รัฐ ได้สนับสนุนให้สวิตเซอร์แลนด์เข้าร่วม UN
แม้จะเข้าร่วม UN แต่สวิตเซอร์แลนด์ยังคงรักษาระยะห่าง จากองค์กรระหว่างประเทศและพันธมิตรด้านความมั่นคงที่สำคัญอื่นๆ เช่น องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) และสหภาพยุโรป (EU)
ความเป็นกลางในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การตีความของ Law of Neutrality นี้ก็เหมือนจะมีความเปลี่ยนแปลง เพราะนับตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุดลง สวิตเซอร์แลนด์ก็หันมากำหนดนิยามเกี่ยวกับความเป็นกลาง
ยกตัวอย่าง ในปี 1991 สวิตเซอร์แลนด์ได้เข้าร่วมในการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิรักในช่วงสงครามอ่าวครั้งแรก ขณะที่ในปี 1996 ก็ได้เข้าร่วมโครงการความร่วมมือเพื่อสันติภาพของ NATO และในปี 1999 ก็ได้ส่งอาสาสมัครที่ไม่มีอาวุธ ไปสนับสนุนภารกิจรักษาสันติภาพในโคโซโว
เรื่องราวดำเนินมาถึงสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากสวิตเซอร์แลนด์จะเป็นตัวกลางในการเจรจาช่วงสัปดาห์นี้แล้ว ประเทศนี้ยังเคยอ้าง Law of Neutrality ในการระงับการส่งออกอาวุธไปยังสหรัฐฯ และอิสราเอล ตราบใดที่กรุงวอชิงตันยังคงมีส่วนร่วมในปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน
จากข้อมูลของรัฐบาล เมื่อปีที่แล้ว สหรัฐฯ เป็นประเทศผู้นำเข้าอาวุธจากสวิตเซอร์แลนด์รายใหญ่เป็นอันดับ 2 โดยมีมูลค่าการขายถึง 119 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ยังได้ตัดสินใจปิดน่านฟ้า ไม่ให้เครื่องบินทหารของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสงครามอิหร่านบินผ่านอีกด้วย