สัปดาห์ที่ผ่านมา #saveทับลาน กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้งบนสื่อสังคมออนไลน์ หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ พิจารณาเรื่องการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน จ.ปราจีนบุรี นครราชสีมา และสระแก้ว ตามมติคณะรัฐมนตรี 14 มีนาคม 2566 จำนวน 265,286 ไร่ เพื่อแก้ไขปัญหาความทับซ้อน ระหว่างพื้นที่อนุรักษ์กับพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน
แต่อีกฟากของเรื่องนี้ได้สื่อสารผ่าน #saveชาวบ้านทับลาน ในการสื่อสารว่าพื้นที่ดังกล่าวมีคนอยู่อาศัยและมีที่ดินทำกินอยู่ตรงนั้น ซึ่งอยู่มาก่อนที่จะมีการวางแนวเขตอุทยานเสียอีก
ในโพสต์นี้ The MATTER จะพาทุกคนไปย้อนไทม์ไลน์ที่ดินอุทยานแห่งชาติทับลานกับปัญหาที่ดินทับซ้อนกับชุมชน พร้อมสิทธิชุมชนและแนวคิดเรื่องคนอยู่กับป่าที่ถูกสะท้อนผ่านประเด็นนี้
5 กลุ่มพื้นที่ที่ถูกเพิกถอนมีอะไรบ้าง?
ในการประชุมของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เรื่องการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน จ.ปราจีนบุรี นครราชสีมา และสระแก้ว ตามมติคณะรัฐมนตรี 14 มีนาคม 2566 จำนวน 265,286 ไร่ มีการแบ่งพื้นที่ที่เพิกถอน 5 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มที่ 1 พื้นที่ทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ประมาณ 53,416 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. ดำเนินการ เนื่องจากประชาชนได้รับสิทธิตามกฎหมายแล้ว
กลุ่มที่ 2 พื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคีตามมติคณะรัฐมนตรี ปี 2520 ประมาณ 8,328 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. บริหารจัดการ
กลุ่มที่ 3 พื้นที่โครงการเพื่อความมั่นคง (พมพ. และ คจก.) ตามมติคณะรัฐมนตรี ปี 2535 ประมาณ 87,500 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. ดำเนินการ โดยพื้นที่ที่ยังไม่ได้ออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ให้พิจารณาเป็น ส.ป.ก. แปลงรวมตามแนวทาง คทช.
กลุ่มที่ 4 พื้นที่ราษฎรนอกเขต ส.ป.ก.และนอกโครงการเพื่อความมั่นคง จำนวน 109,420 ไร่ ซึ่งคณะกรรมการเห็นควรให้ “คงสถานะเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน” และชะลอสิทธิการเพิกถอน เนื่องจากเป็นที่ดินที่ทับซ้อนจำนวนมาก ต่อจากนี้จะมีกระบวนการพิสูจน์สิทธิของประชาชน ที่ครอบครองที่ดินมาก่อนการประกาศอุทยานฯ ภายใน 6 เดือน
กลุ่มที่ 5 พื้นที่ราชพัสดุสนามฝึกซ้อมรบ เนื้อที่ประมาณ 6,621 ไร่ เห็นควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติให้สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ในราชการทหาร
รวมพื้นที่ที่ถูกเห็นควรให้มีการเพิกถอนประมาณ 1.5 แสนไร่ ในพื้นที่กลุ่มที่ 1, 2, 3 และ 5 ส่วนพื้นที่ในกลุ่มที่ 4 จะต้องรอการพิสูจน์สิทธิตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เพื่อพิสูจน์สิทธิของประชาชนที่ครอบครองมาก่อนการประกาศอุทยานฯ โดยมีการสำรวจไว้แล้วประมาณ 5,200 ราย และจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ทั้งนี้ มีการยืนยันว่าจะไม่รอนสิทธิของประชาชนรายอื่นที่ประสงค์ขอพิสูจน์สิทธิ
นอกจากการเพิกถอนที่ดินแล้ว เขตอุทยานแห่งชาติทับลานยังมีการเตรียมขยายพื้นที่ประมาณ 86,966 ไร่ โดยให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับกรมป่าไม้ สำรวจความเหมาะสมในพื้นที่ขยายเพิ่ม
ไทม์ไลน์พื้นที่ทับซ้อนในพื้นที่ทับลาน
เมื่อเห็นจำนวนพื้นที่อุทยานที่จะถูกเพิกถอนกว่า 1.5 แสนไร่ คงทำให้ใครหลายคนอาจรู้สึกว่านี่เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ของป่าที่จะถูกเฉือนออกไป เมื่อมีการบอกว่านี่คือ ‘พื้นที่ของชุมชน’ ก็อาจทำให้เกิดความคิดว่าชาวบ้านเป็นผู้บุกรุกป่าได้
แต่หากย้อนดูไทม์ไลน์ของพื้นที่จะเห็นว่าปัญหาการทับซ้อนของพื้นที่นี้ ไม่ได้เกิดจากชาวบ้านเข้ามาบุกรุกป่า แต่เกิดจากการ ‘ขีดเส้นแผนที่ทับซ้อนกัน’ ของหน่วยงานรัฐในอดีต ดังนี้
📍พ.ศ. 2506 คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 ให้รักษาพื้นที่ป่านครราชสีมา-ปักธงชัย-โชคชัย เป็นพื้นที่ป่าไม้ จึงได้กำหนดให้ ป่าภูเขาหลวง ป่าวังน้ำเขียว ป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่ ป่าเขาสะโตน ป่าคร เป็น “ป่าไม้ถาวร”
📍พ.ศ. 2509-2516 มีการประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 176 (พ.ศ. 2509), ฉบับที่ 239 (พ.ศ. 2510), ฉบับที่ 505 (พ.ศ. 2515) และฉบับที่ 576 (พ.ศ. 2516) ตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ให้ป่าครบุรี ป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่ ป่าเขาสะโตน ป่าวังน้ำเขียว ป่าเขาภูหลวง เป็นป่าสงวนแห่งชาติ
📍พ.ศ. 2518 มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่กิ่งอำเภอนาดี อำเภอกบินทร์บุรี และอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นการประกาศทับป่าสงวนแห่งชาติป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่ และป่าเขาสะโตน
‘เขตปฏิรูปที่ดิน’ คือ พื้นที่ที่รัฐบาลประกาศกำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยมีสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ดูแล มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้หรือไม่มีที่ดินทำกินได้ใช้ประโยชน์
📍ในช่วงเวลาดังกล่าว เขตอำเภอเสิงสางและครบุรี จังหวัดนครราชสีมา กลายเป็นพื้นที่ภายใต้อิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และมีการต่อสู้รบกันทำให้รัฐบาลต้องอพยพประชาชนมาอยู่ในพื้นที่ที่รัฐจัดให้ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของป่าสงวนแห่งชาติป่าครบุรี
ต่อมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2519 และวันที่ 28 มิถุนายน 2520 อนุมัติให้ ส.ป.ก.ประสานกรมป่าไม้เพื่อขอดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่มีสภาพเสื่อมโทรม จำนวน 29 ป่า
โดยรัฐได้อพยพราษฎรที่อยู่อาศัยอย่างกระจัดกระจายในพื้นที่ป่า มาอยู่รวมกันโดยจัดสรรพื้นที่ให้อยู่อาศัยทำกิน และจัดตั้งเป็นหมู่บ้านใช้ชื่อว่า “บ้านไทยสามัคคี” โดยเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวมีราษฎรอยู่อาศัยทำกินมาเป็นเวลากว่า 40 ปี
📍พ.ศ. 2524 กรมป่าไม้ประกาศตั้ง ‘อุทยานแห่งชาติทับลาน’ ขึ้นมา แต่เส้นแนวเขตอุทยานฯ ที่ขีดขึ้นกลับทับซ้อนกับพื้นที่ ส.ป.ก. รวมถึงหมู่บ้านไทยสามัคคี และหน่วยงานอื่น ที่เคยจัดสรรให้ชาวบ้านอยู่ไปก่อนแล้ว
ทั้งนี้ ผู้แทนจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ให้ข้อมูลว่ากรมป่าไม้ในขณะนั้น ไม่ได้ทำการสำรวจพื้นที่จริงก่อนการประกาศกำหนดเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน แต่เป็นการนำพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 3 ป่า ซึ่งได้มีการสำรวจรังแนวเขตป่าในพื้นที่จริง มาประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ
📍พ.ศ. 2525-2533 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2525 อนุมัติให้กองทัพภาคที่ 2 ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคงในพื้นที่ (พมพ.) โดยบางพื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าครบุรี และอุทยานแห่งชาติทับลาน (รอยต่อ อ.เสิงสาง และ อ.ครบุรี
ต่อมาในปี พ.ศ. 2533 กองทัพภาคที่ 2 เสนอให้กรมป่าไม้พิจารณาปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งกรมป่าไม้ได้พิจารณาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2534 และมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน
จากนั้น มติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 10 และ 17 มีนาคม 2535 ได้มีการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ทรัพยากรและที่ดินป่าไม้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เป็น 3 เขต ได้แก่ เขตพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ (Zone C), เขตพื้นที่ป่าเพื่อเศรษฐกิจ (Zone E) และเขตพื้นที่ป่าที่เหมาะต่อการเกษตร (Zone A) ซึ่งการกำหนดเขตพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ (Zone C) ทับซ้อนกับที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของราษฎรในพื้นที่ที่มีการร้องเรียนบางส่วน
📍พ.ศ. 2537 มีคำสั่งกรมป่าไม้ 1145/2537 ให้เจ้าหน้าที่รังวัดแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน หรือที่เรียกว่า “แนวเขตสำรวจเพื่อกำหนดเป็นเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน พ.ศ. 2537” เพื่อปรับปรุงแนวเขตอุทยานฯ ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง โดยมีมติคณะรัฐมนตรี 22 เมษายน 2540 เห็นชอบให้กรมป่าไม้เร่งรัดจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานตามที่ได้ดำเนินการกันพื้นที่ไปแล้ว
แต่การดำเนินการดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ กรมป่าไม้ก็ได้เสนอให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีต่อคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ส่งผลให้มีมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 เห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีในปี 2540 โดยยืนยันตามนโยบายของรัฐที่จะไม่นำพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและให้ดำเนินการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของราษฎร
📍จากนั้น รัฐบาลได้พยายามแก้ปัญหาแนวเขตทับซ้อน โดยในปี 2543 กรมป่าไม้ร่วมกับชาวบ้านและหน่วยงานท้องถิ่น ได้เดินสำรวจ รังวัด และฝังหลักเขตใหม่ร่วมกัน ตามสภาพความเป็นจริง เรียกว่า “แนวเขตปี 2543” เพื่อกันพื้นที่ชุมชนออกจากป่า โดยผลการดำเนินการสรุปได้ว่า แนวเขตใหม่มีการพื้นที่กันออก 273,310.02 ไร่ และมีพื้นที่ผนวกเพิ่ม 110,172.95 ไร่
แต่ผลการดำเนินการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานดังกล่าวยังไม่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ แนวเขตปี 2543 จึงไม่มีผลบังคับใช้ในทางกฎหมาย ทำให้ยังคงต้องยึดถือแนวเขตอุทยานแห่งชาติตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ พ.ศ. 2524
📍พ.ศ. 2545 มีการตั้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขึ้นมาใหม่ และมีนโยบายให้กลับไปยึดเส้นแนวเขตเดิมปี 2524 ซึ่งเป็นเส้นที่ทับซ้อน และนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านครั้งใหญ่ในปี 2554
ขณะเดียวกัน รัฐยังได้ผลักดันให้วังน้ำเขียวกลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ผ่านภาพลักษณ์พื้นที่ที่มีสภาพอากาศดี ธรรมชาติสวย เหมาะกับการพักผ่อน ที่ดินบริเวณนี้จึงเริ่มมีมูลค่า คนภายนอกหรือนายทุนที่เห็นโอกาสจึงเริ่มเข้ามาทำธุรกิจท่องเที่ยวอย่างรีสอร์ตหรือบ้านพักตากอากาศ
📍ในปี พ.ศ. 2566 รัฐบาลผลักดันโครงการ One Map เพื่อทำแผนที่ฉบับเดียวที่ทุกหน่วยงานยอมรับ โดยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 14 มีนาคม 2566 ให้ยึดแนวเขตที่สำรวจร่วมกันในปี 2543 เป็นหลัก
จากไทม์ไลน์นี้ ทำให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นว่า พื้นที่ที่ถูกปรับลดแนวเขต ประมาณ 1.5 แสนไร่ ไม่ใช่ป่าสมบูรณ์ และเป็นที่ดินของหมู่บ้าน ชุมชน และพื้นที่เกษตรกรรม ที่รัฐบาลในอดีตเป็นผู้จัดสรรที่ดินและนำชาวบ้านเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ก่อน โดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายความมั่นคงในช่วงที่มีการปราบปรามคอมมิวนิสต์ ก่อนจะมีการขีดเส้นอุทยานซ้อนทับกับพื้นที่ที่ถูกจัดสรรนี้ ทำให้เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนตามมากว่าหลายสิบปี
แม้ภายหลังพื้นที่ดังกล่าวจะถูกผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำให้เกิดการขายหรือเปลี่ยนมือเจ้าของที่ดินซึ่งนำพื้นที่ไปทำรีสอร์ตหรือบ้านพักตากอากาศ แต่ชาวบ้านดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่ก่อนและหลังนโยบายของรัฐก็ยังมีอยู่ ซึ่งคนทั้งสองกลุ่มไม่ควรถูกเหมารวมเป็นกลุ่มเดียวกัน และไม่ใช่เหตุผลที่จะกีดกันชาวบ้านเหล่านี้ออกจากพื้นที่ทำกินเดิม
เมื่อ ‘ป่า’ เป็น ‘บ้าน’ ของชุมชน
หลังเกิดกระแส #saveทับลาน ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจเพื่อสะท้อนแนวคิดที่ว่า “เมื่อการอนุรักษ์ถูกใช้เป็นข้ออ้างเหนือสิทธิชุมชน” โดยระบุเนื้อหา ดังนี้
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติของไทยตั้งอยู่บนฐานคิดที่รัฐเป็นผู้กำหนดขอบเขต กติกา และรูปแบบการใช้ประโยชน์จากส่วนกลาง ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ถูกมองเป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายมากกว่าผู้มีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของทรัพยากรที่ตนเองพึ่งพา
สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชุมชนจำนวนมากถูกทำให้หายไปจากแผนที่ทางกฎหมาย เมื่อแนวเขตป่าถูกลากผ่านทับพื้นที่ผู้คนอาศัยอยู่มาก่อน คนที่เคยดำรงวิถีชีวิตในที่ดินที่สืบทอดมา กลับถูกเปลี่ยนสถานะให้กลายเป็นผู้บุกรุกในเวลาชั่วข้ามคืน
การอนุรักษ์ที่ดำเนินไปบนฐานคิดเช่นนี้ ได้สร้างบาดแผลทางสังคมและความไม่เป็นธรรมต่อผู้คนที่อยู่กับป่ามาอย่างยาวนาน
สำหรับคนเมืองจำนวนมาก “ป่า” อาจหมายถึงพื้นที่อนุรักษ์ที่ต้องได้รับการปกป้องจากการทำลาย แต่สำหรับชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่า ป่าเป็นแหล่งอาหาร ป่าคือแหล่งน้ำ แหล่งสมุนไพร และเป็นที่ดินทำกินที่มีชีวิต มีวัฒนธรรม ความเชื่อ ผสานความสัมพันธ์ทางสังคมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
อีกด้านหนึ่งของความขัดแย้ง คือ ความเสี่ยงที่ทรัพยากรธรรมชาติจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสินค้า หากการเพิกถอนพื้นที่เกิดขึ้นโดยไม่มีมาตรการกำกับที่เข้มแข็ง พื้นที่ที่ควรได้รับการคืนสิทธิให้กับชาวบ้าน อาจกลับตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุน นายทุนที่ดิน รีสอร์ต ธุรกิจท่องเที่ยว หรือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
นั่นหมายความว่า ปัญหาทับลานไม่ใช่ทางเลือกระหว่าง “ป่าของรัฐ” กับ “ป่าของประชาชน” อย่างที่หลายฝ่ายพยายามนำเสนอ แต่เป็นการต่อสู้เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพยากรถูกผูกขาดโดยอำนาจใดอำนาจหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นอำนาจรัฐ หรืออำนาจทุน เพราะทั้งสองกรณีล้วนมีความเป็นไปได้ที่จะผลักประชาชนออกจากที่ดิน ในพื้นที่ดั้งเดิมของพวกเขา
ข้อเสนอของพีมูฟ คือ การอนุรักษ์กับสิทธิชุมชนไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน ในทางตรงกันข้าม ทั้งสองสิ่งสามารถเกื้อหนุนกันได้ รัฐต้องยอมรับให้ได้ว่าชุมชนที่อยู่กับป่ามาอย่างยาวนานมีสิทธิในการอยู่อาศัยและทำกิน และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากร
เช่นเดียวกัน การคุ้มครองป่าไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการขับไล่ผู้คนออกจากพื้นที่ แต่ควรเริ่มต้นจากการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน รัฐ และสังคม ในการกำหนดกติกาการใช้ประโยชน์และการดูแลทรัพยากรร่วมกัน ภายใต้แนวทางนี้ จำเป็นต้องแยกแยะอย่างชัดเจนระหว่างเกษตรกรรายย่อยที่มีฐานชีวิตอยู่กับพื้นที่จริง กับกลุ่มทุนหรือผู้ครอบครองรายใหญ่ที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์
กรณีทับลาน จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องแนวเขตอุทยานแห่งชาติ เพราะหากการอนุรักษ์ถูกใช้เป็นเหตุผลในการจำกัดสิทธิของประชาชนเพียงฝ่ายเดียว การอนุรักษ์นั้นย่อมขาดความชอบธรรมทางสังคม
อ้างอิงจาก