เราต่างเคยได้ยินว่า การลุกขึ้นมาขยับร่างกายสั้นๆ หลังนั่งทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมงจะส่งผลดีต่อสุขภาพ แต่ทุกวันนี้ มนุษย์ออฟฟิศจำนวนมากยังต้องนั่งแช่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง ซึ่งนอกจากจะนำมาสู่ปัญหาทางกายอย่างอาการปวดคอ บ่า ไหล่ และหลัง การไม่ขยับตัวเลยยังส่งผลกระทบต่ออารมณ์และสภาพจิตใจ ที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าสะสมอีกด้วย
ล่าสุด มีผลการศึกษาระบุว่า การลุกขึ้นเดินเป็นเวลา 5 นาทีทุกชั่วโมง อาจช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นและลดความเหนื่อยล้าสำหรับผู้ที่ต้องนั่งทำงานหรือใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันไปกับการนั่ง
งานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสาร ‘British Journal of Sports Medicine’ ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้เข้าร่วมจำนวน 11,484 คนในโครงการ “Body Electric Challenge” โครงการระยะเวลา 2 สัปดาห์ ที่มีเป้าหมายเพื่อลดพฤติกรรมการนั่งนิ่งๆ อยู่กับที่เป็นเวลานาน
การทดลองนี้ มอบหมายให้ผู้เข้าร่วมลุกขึ้นเดินเป็นเวลา 5 นาที ด้วยความเร็วที่รู้สึกสบาย และเป็นไปตามความถี่ที่แต่ละคนเลือก คือ 30 นาที, 60 นาที หรือ 120 นาที เป็นเวลาติดต่อกัน 14 วัน หลังจากใช้ชีวิตตามกิจวัตรปกติมาก่อนหน้านั้นเป็นเวลา 7 วัน
ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่จะได้รับแบบสอบถามทางอีเมลทุกวันในเวลา 20:00 น. ตลอดระยะเวลา 21 วัน เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของระดับความเหนื่อยล้า อารมณ์ และประสิทธิภาพการทำงาน
อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มจำนวน 1,200 คน ที่เป็นพนักงานประจำที่ถูกเลือกให้ทำแบบสอบถามทาง SMS วันละ 5 ครั้ง ในเวลา 09:00, 12:00, 15:00, 18:00 และ 21:00 น. เพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีจากการลุกขึ้นขยับร่างกาย
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ใช้เวลาสั้นๆ ไปกับการเดินระหว่างวัน รู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยน้อยลงและอารมณ์ดีขึ้น และการหยุดพักนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานแต่อย่างใด
แม้ว่าการลุกเดินทุกๆ 30 นาที จะช่วยปรับอารมณ์และระดับพลังงานได้ดีที่สุด แต่นักวิจัยพบว่าการลุกเดินทุกชั่วโมงเป็นจุดสมดุลที่ดีที่สุดระหว่างประสิทธิภาพและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติสำหรับคนส่วนใหญ่
ผลการศึกษานี้ช่วยเสริมองค์ความรู้จากการวิจัยที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับแนวทางลดผลกระทบจากการนั่งทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจของคนในยุคสมัยนี้
ทั้งนี้ งานวิจัยดังกล่าวยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ตัวชี้วัดทั้งหมดมาจากการประเมินโดยผู้เข้าร่วมเอง (subjective assessment) จึงอาจมีความคลาดเคลื่อน และผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นคนขาวและเพศหญิง และมีระยะเวลาการศึกษาที่ค่อนข้างสั้นคือ 21 วัน
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยได้สรุปการทดสอบนี้ว่า การหยุดพักการเคลื่อนไหวสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถนำไปสนับสนุนเป็นกลยุทธ์ด้านสาธารณสุข และให้ข้อมูลเชิงลึกใหม่เกี่ยวกับการกำหนดปริมาณและช่วงเวลาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสำหรับการนำไปใช้ใรชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถบูรณาการเข้ากับแนวทางปฏิบัติที่มีอยู่และทดสอบในการทดลองในอนาคตได้.
อ้างอิงจาก