หลายฝ่ายมองการพ่ายแพ้ของพรรคประชาชนในสนามการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. หนนี้ ‘สาหัส’ กว่าในรอบที่ผ่านมา
แม้อันดับคะแนนของแคนดิเดตผู้ว่าฯ อย่าง ‘ดร.โจ ชัยวัฒน์’ จะรั้งอันดับ 3 เหมือนกับ ‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ ที่เป็นแคนดิเดตของพรรคก้าวไกลเมื่อปี 2565 แต่คะแนนดิบที่ได้กลับลดลงกว่า 8 หมื่นเสียง สะท้อนถึงความไม่มั่นใจของโหวตเตอร์ เมื่อคู่เทียบยังเป็น ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ตัวเต็งในการเลือกตั้งครั้งนี้
แม้ชาวกทม. เคยโหวตแลนด์สไลด์ให้พรรคส้มจนได้ สส.กทม. มาครบทุกพื้นที่ แต่พอโจทย์เปลี่ยนเป็นสนามการเลือกตั้งท้องถิ่น การหวังใช้แต้มบุญเก่าอาจไม่พอ
แม้รอบนี้ พรรคประชาชนจะได้จำนวน สก. ไปมากที่สุดถึง 22 เขต (ได้เพิ่มจากรอบที่แล้วอยู่ 8 เขต) ซึ่งมุมหนึ่งอาจมองได้ว่า โหวตเตอร์จำนวนไม่น้อยยังซื้อแบรนด์ดิ้งสีส้มอยู่ แต่มือบริหารขอเลือกค่ายอื่นแทน
จะมีสักกี่เหตุผลที่ทำให้คนเลือกเดินจากไป เราชวนตั้งคำถามว่าแคมเปญการหาเสียงครั้งนี้ของพรรคส้ม กลายเป็นการปูทางสู่ความพ่ายแพ้จริงหรือไม่? The MATTER ชวนย้อนเส้นทาง(วิบาก)ของพรรคส้มตลอดการหาเลือกตั้งครั้งนี้
ประกาศไม่ใช้ป้ายหาเสียง
การที่ ดร.โจ-ชัยวัฒน์ และพรรคประชาชน เปิดตัวสโลแกนหาเสียง “กรุงเทพฯ ง่ายๆ” พร้อมประกาศว่าจะไม่ติดป้ายหาเสียงบนถนนและเสาไฟฟ้าเลยแม้แต่ป้ายเดียว ถือเป็นการสร้างจุดขายที่แตกต่างจากการเมืองแบบเดิม แต่ในทางปฏิบัติ กลับทำให้คนกรุงเทพฯ จำนวนไม่น้อยไม่รู้จักหน้าผู้สมัคร หรือแม้แต่จำหมายเลขไม่ได้ เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่นยังเป็นสนามที่การมองเห็นตัวผู้สมัครมีความสำคัญไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้แคนดิเดตผู้ว่าฯ จะไม่ติดป้ายเลย แต่ผู้สมัคร สก.ของพรรคประชาชนกลับยังติดป้ายหาเสียงตามปกติ ทำให้ริมถนนยังเต็มไปด้วยป้ายสีส้มเหมือนเดิม สุดท้าย คนไม่ได้รับรู้ว่า ‘ดร.โจไม่ใช้ป้าย’ แต่กลับเห็นเพียงว่า ‘พรรคยังติดป้ายอยู่’ จนบางคนอาจไม่ทันรู้ด้วยซ้ำว่าพรรคส่งแคนดิเดตชิงผู้ว่าฯ ด้วย
กรณีนี้ต่างจากชัชชาติ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ที่คนกรุงฯ รู้จักเป็นทุนเดิม ขณะเดียวกัน ทีมหาเสียงของชัชชาติยังใช้เครือข่ายศิลปินช่วยสร้างงานสื่อสาร ทั้งป้ายบนจอ LED และคอนเทนต์ออนไลน์ที่กลายเป็นไวรัล ทำให้ภาพลักษณ์ของชัชชาติยังเข้าถึงผู้คนได้ แม้จะไม่มีการใช้ป้ายหาเสียงเลยก็ตาม
เปิดตัวสุรพลเป็นที่ปรึกษา
การตัดสินใจของพรรคในการเปิดตัว ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้ามารับตำแหน่งประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. มาร่วมงาน ก็ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่แม้แต่คนที่เชียร์พรรคส้มจำนวนไม่น้อย ก็ตั้งคำถามกับแนวทางของพรรคในครั้งนี้ แม้ว่า พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กสำทับว่า “ชัยชนะทางการเมืองที่แท้จริง คือการเปลี่ยนคนที่เคยเห็นต่าง ให้มาเดินร่วมทางกับเรา”
ไม่รู้ว่าคนที่เคยเห็นต่าง ได้คล้อยตามพรรคประชาชนมากขึ้นจริงหรือไม่ แต่จากเสียงสะท้อนจากโหวตเตอร์ส่วนหนึ่งกลับไม่พอใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ของพรรค รวมถึงแนวร่วมเดิมจากฝ่าย NGO เช่น บารมี ชัยรัตน์ จากกลุ่มสมัชชาคนจน ได้ออกมาโพสต์ว่าจะไม่เลือกผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชนอย่างแน่นอน หลังจากที่พรรคมีความชัดเจนในการดึงตัว ศ.สุรพล มาร่วมทีม เช่นเดียวกันกับเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (ConforAll) ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางพรรคครั้งนี้
ส่วนหนึ่งที่พรรคส้มพยายามดึงผู้เชี่ยวชาญมาร่วมทีม เพราะต้องการช่วยลดข้อครหาที่ว่า ‘พรรคส้มมีแต่คนรุ่นใหม่ที่เก่งแต่พูด แต่บริหารงานไม่เป็น’ แต่จนถึงตอนนี้ หลายคนก็ยังไม่ทราบว่า หลังจากที่พรรคประกาศชื่อที่ปรึกษาฯ จนเป็นเหตุต้องวิ่งวุ่นแก้ต่างกับสังคมอยู่เนืองๆ สุดท้ายแล้ว ศ.สุรพล มีบทบาทในการหาเสียงรอบนี้อย่างไร หรือได้ช่วยทำให้พรรคดูมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นอย่างไรแน่?
Negative Campaign
มีความชุลมุนกันพอสมควรในช่วงการหาเสียงที่ผ่านมา เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่ากลุ่มไหนๆ ก็ต้องสู้กับแชมป์เก่าอย่างชัชชาติ ทำให้หลายฝ่ายพยายามนำข้อสังเกตในการทำงานของชัชชาติมาเปิดโปง จะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ดี แต่หนนี้ พรรคประชาชนก็เข้าไปร่วมวงด้วยในหลายจังหวะ
ก่อนหน้านี้มีกรณีที่ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม. ที่มีราคาแพงเกินจริง มีผลสรุปให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ 12 ราย เพียงแค่ตัดเงินเดือน 2% เป็นเวลา 1 เดือน หรือคิดเป็นเงินแค่คนละประมาณ 600 บาทเท่านั้น โดยพุ่งเป้าว่า ชัชชาติเซ็นเห็นชอบผลสอบที่ปรับแค่ 600 บาทนี้ไปได้อย่างไร?
ชัชชาติ และรองผู้ว่าฯ แถลงร่วมกันว่า ฝ่ายบริหารก็รับไม่ได้กับโทษปรับ 600 บาทนี้ และได้ตีกลับสำนวน สั่งให้คณะกรรมการข้าราชการกทม. ไปสอบสวนเพิ่มเพื่อลงโทษให้หนักขึ้นเรียบร้อยแล้ว พร้อมขอบคุณศุภณัฐ เพราะข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ กทม. นำไปอุดช่องโหว่ทุจริตในอนาคตได้ดีขึ้น
ทางแดนดิเดตอย่าง ดร.โจ เคยยอมรับว่า จากผลโพลที่ผ่านมาบอกชัดเจนว่า ชัชชาติ ยังคงได้รับความนิยมสูงและมีฐานเสียงที่เหนียวแน่น พรรคประชาชนจึงเลือกใช้แนวทางการสื่อสารว่ากรุงเทพฯ ไม่ได้แย่ และมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจริง แต่ยังสามารถดีกว่านี้ได้ ตนพยายามจะสร้างบรรยากาศการพูดคุยทางการเมืองที่ไม่ทำร้ายใคร เน้นนำเสนอนโยบายให้ประชาชนเลือก มากกว่าลดทอนฝ่ายอื่นๆ
มองคู่แข่งผิดคน
เสียงสะท้อนในโลกออนไลน์จำนวนไม่น้อยมองว่า ทีมยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชนอาจตั้งโจทย์การแข่งขันผิดตั้งแต่ต้น เพราะพยายามหาผู้สมัครที่เทียบชั้นชัชชาติ ทั้งที่ชัชชาติเป็นนักการเมืองที่มีผลงานและฐานเสียงเหนียวแน่น และยังเป็นผู้ว่าฯ สมัยที่แล้ว การหาคนที่มีต้นทุนทางการเมืองที่ใกล้เคียงกันจึงไม่ใช่โจทย์ง่ายสำหรับพรรค
ขณะที่ฐานเสียงอีกกลุ่มพร้อมจะเลือกผู้สมัครจากฟากอนุรักษ์นิยมอย่าง ‘มัลลิกา’ ซึ่งมีฐานผู้สนับสนุนที่ไม่ไว้วางใจทั้งชัชชาติและพรรคประชาชนอยู่ก่อนแล้ว การแข่งขันครั้งนี้จึงมีโจทย์ที่ผู้สมัครต้องแย่งความสนใจจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลายกลุ่มพร้อมกัน
ธรรมชาติของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็แตกต่างจากการเลือกตั้ง สส. อยู่ไม่น้อย แม้พรรคประชาชนจะกวาดคะแนนในกรุงเทพฯ ได้อย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา แต่คะแนนพรรคไม่ได้แปลว่าจะเปลี่ยนเป็นคะแนนผู้สมัครผู้ว่าฯ ได้ทั้งหมด เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่น คนส่วนใหญ่มักตัดสินใจจากตัวบุคคล ภาพลักษณ์ การทำหน้าที่ในพื้นที่ และความเชื่อมั่นในความสามารถของผู้สมัคร มากกว่าการเลือกจากแบรนด์พรรคเพียงอย่างเดียว
คนในพรรคเองก็ยอมรับว่า รอบนี้พรรคส้มขาด ‘หัวคะแนนธรรมชาติ’ ที่เคยช่วยขยายบทสนทนาในช่วงการเลือกตั้งปี 2566 เมื่อแรงส่งลดลง ภาระจึงตกอยู่กับตัวแคนดิเดตมากขึ้น ทั้งการสร้างการรับรู้ ทำให้คนจดจำ และอธิบายว่าตัวเองจะพากรุงเทพฯ ไปทางไหน ส่วนคำวิจารณ์ที่ว่า ดร.โจ-ชัยวัฒน์ ขาด ‘คาริสม่า’ อาจเป็นเรื่องที่วัดได้ยาก เพราะเป็นเรื่องปัจเจก แต่สิ่งที่พูดคุยกันได้มากกว่าคือวิธีการสื่อสารนโยบาย โดยเฉพาะบนเวทีดีเบตและการให้สัมภาษณ์
ท้ายที่สุด คู่แข่งสำคัญของพรรคประชาชนอาจเป็นทั้งชัชชาติหรือมัลลิกา ซึ่งไม่ช้าก็เร็วพรรคก็คงต้องหาวิธีการในการเอาชนะให้ได้ แต่อย่าลืมว่า พรรคยังมีคู่แข่งอีกคนหนึ่ง นั่นคือความคาดหวังที่พรรคสร้างไว้กับตัวเองและมวลชนตลอดหลายปีที่ผ่านมา
หลังประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคถูกคาดหวังว่าจะขยายฐานเสียงไปสู่แนวร่วมฝ่ายอื่นๆ จนนำไปสู่กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อให้นำมาซึ่งคะแนนเสียง แต่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามกลับมาว่า ยุทธศาสตร์ที่พรรคเลือกใช้นั้น สามารถตอบเจตจำนงทางการเมืองของพรรคประชาชนที่หวังจะสร้าง ‘การเมืองใหม่’ ได้จริงหรือไม่?
อ้างอิงจาก