เมื่อวาน (30 มิถุนายน 2569) ในการประชุมวุฒิสภา ได้มีการพิจารณา ‘ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ…’ ในวาระที่ 2 และ 3 และมีมติเห็นชอบร่างดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญของการอภิปรายในประเด็นที่ว่า “ควรนิรโทษกรรมให้กับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ในคดีตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่” ซึ่งผลสรุปคือ “ไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ในทุกกรณี รวมถึงเยาวชน”
วันนี้ เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนได้ออกแถลงการณ์ต่อประเด็นดังกล่าว เนื้อหาระบุว่า
ก่อนหน้านี้ เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนได้เคยเสนอร่าง ‘พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน พ.ศ…’ ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยให้รวมการนิรโทษกรรมคดีตามมาตรา 112 แต่สภาผู้แทนราษฎรมีมติ ‘ไม่รับหลักการ’ ของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนขอยืนยัน ดังนี้
คดีมาตรา 112 เป็น ‘คดีการเมือง’ และเป็นหนึ่งในใจกลางของความขัดแย้งทางการเมือง
ในห้วงเวลาเดียวกับที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข คือ ช่วงวันที่ 1 มกราคม 2548 (ก่อนเริ่มชุมนุมคนเสื้อเหลือง) – วันที่ 16 กรกฎาคม 2568 (วันที่สภามีมติรับหลักการร่างกฎหมายนี้) คดีมาตรา 112 เป็นคดีที่ถือว่าเป็นคดีการเมืองและเป็นหนึ่งในใจกลางความขัดแย้งทางการเมือง
เนื่องจาก เป็นมาตรากฎหมายที่ถูกใช้ทำลายบุคคลที่เห็นต่างทางการเมือง เป็นหนึ่งในประเภทคดีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติกำหนดให้ต้องถูกพิจารณาพิพากษาโดยศาลทหาร เป็นคดีที่เกิดจากการปราศรัยในที่ชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง และยังเป็นมาตราที่มีการบังคับใช้อย่างผันผวน
ขณะที่ โอกาสในการต่อสู้คดี การแสวงหาพยานหลักฐาน และการได้รับการสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวเข้าถึงได้ยากกว่าคดีปกติ ซึ่งเป็นการขัดต่อสิทธิมนุษยชนในสังคมประชาธิปไตย
การดำเนินคดีมาตรา 112 ขัดต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก
การดำเนินคดีมาตรา 112 ขัดต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งกลไกสิทธิมนุษยชนหลายภาคส่วนของสหประชาชาติมีความเห็นอย่างต่อเนื่องว่า การควบคุมตัวบุคคลในคดีดังกล่าวเป็นการควบคุมตัวโดยไม่ชอบ (Arbitrary Detention) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดำเนินคดีต่อเยาวชนที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ย่อมขัดกับความคุ้มครองเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Child Rights Convention)
หากพิจารณาตามเกณฑ์ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มีผู้ต้องขังทางการเมืองได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมเพียง 13 ราย จาก 61 ราย
ข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่า จากผู้ต้องขังคดีการเมือง 61 รายในปัจจุบัน จะมีผู้ต้องขังที่อาจได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมนี้เพียง 13 ราย ซึ่งผู้ต้องขังทางการเมืองในคดีมาตรา 112 จะยังอยู่ในเรือนจำต่อไป
นอกจากนั้น ยังมีคดีมาตรา 112 จำนวนมากที่ยังดำเนินอยู่ในกระบวนการพิจารณาชั้นต่างๆ ขณะที่ผู้ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมนั้นไม่ได้ถูกจองจำเสียด้วยซ้ำดังนั้น เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนจึงเห็นว่า การนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองอย่างเลือกปฏิบัติ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาครั้งนี้ จึงไม่ใช่การเยียวยาหรือแก้ไขความขัดแย้งของสังคม ในทางตรงกันข้ามการนิรโทษกรรมครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และความขัดแย้งของสังคมไทยที่ยิ่งหยั่งลึก ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะของสถาบันกษัตริย์ในใจของผู้คน
เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน จึงเรียกร้องให้รัฐสภาดำเนินการใดๆ เพื่อปล่อยตัวบุคคลที่ถูกดำเนินคดีที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ “มิใช่การใช้อำนาจของประชาชน เพื่อละทิ้งประชาชน”
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการผ่านร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังต้องส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรว่าจะเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขหรือยืนยันตามร่างเดิม หรือต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างสองสภาพิจารณาต่อ ก่อนที่จะส่งให้พระมหากษัตริย์ลงนามต่อไป