เมื่อวาน (16 กรกฎาคม 2569) ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีของอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรม ที่ถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีปราศรัยในการชุมนุม “ปาร์ตี้ริมเขา เป่าเค้กวันเกิด พลเรือเอกก๊าบ ๆ” ที่ลานหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ 23 พฤศจิกายยน 2563 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 2 ปี
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า คดีนี้มี พ.ต.ท.นรากร ปิ่นประยูร เป็นผู้กล่าวหาอานนท์ไว้ที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ เห็นว่าคำปราศรัยของอานนท์ที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ การโอนหุ้นบริษัทไทยพาณิชย์ ปูนซีเมนต์ รวมถึงการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากในครอบครองของรัฐ ซึ่งผู้กล่าวหาเห็นว่าเข้าข่ายตามมาตรา 112
อานนท์ต่อสู้ว่าคำปราศรัยนั้นเป็นข้อเท็จจริง สืบเนื่องจากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในช่วงรัฐบาล คสช. ปี 2560 และ 2561 การปราศรัยนี้เป็นไปด้วยเจตนาที่กังวลและห่วงใยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา และเป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนจำนานมากที่ทราบปัญหาดังกล่าว ซึ่งคำปราศรัยนี้เป็นการติชมโดยสุจริต และเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเป็นธรรม ควรได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย
27 มีนาคม 2568 ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาว่าอานนท์มีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 3 ปี เห็นว่าจำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี จากนั้น ฝ่ายจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา
16 กรกฎาคม 25569 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดำเนินการผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยอานนท์ไม่ได้ถูกนำตัวมาที่จังหวัดเชียงใหม่
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไล่เรียงคำเบิกความของพยานฝ่ายโจทก์ โดยให้ความสำคัญกับพยานปากผู้เชี่ยวชาญที่มาเบิกความ ได้แก่ สุนทร คำยอด จากภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ พันธุ์ทิพย์ นวานุช จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ท–เชียงใหม่ ซึ่งเบิกความสอดคล้องกันว่า อานนท์มีเจตนากล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย และมีข้อความที่เป็นการจาบจ้วงล่วงเกิน ดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้
ศาลพิจารณาในประเด็นอุทธรณ์ของอานนท์ ที่โต้แย้งเรื่องการนำมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตีความมาตรา 112 โดยเห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด แต่ละบทบัญญัติย่อมตีความให้สอดคล้องต้องกันได้ และมาตรา 6 มีสถานะเป็นอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญและเป็นเอกลักษณ์ของรัฐในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แม้รัฐธรรมนูญจะรองรับสิทธิของประชาชนไว้ แต่ก็ไม่ใช่สิทธิสมบูรณ์ “การใช้สิทธิเสรีภาพต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ”
ส่วนที่อุทธรณ์ว่าพยานโจทก์ไม่น่าเชื่อถือและมีอคติ คือ ศาลเห็นว่าทั้งสองมาจากสถาบันการศึกษาที่เป็นกลาง แม้ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นพยานของศาล แต่ก็เป็นพยานที่มีความรู้เฉพาะทาง ไม่ได้เป็นความเห็นลอย ๆ ไม่มีเหตุขัดแย้งกับจำเลย ความเห็นของพยานทั้งสองที่ตีความถ้อยคำ เป็นความหมายที่วิญญูชนทั่วไปเข้าใจได้
ส่วนการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่มีการตรวจสอบประเด็นทางกฎหมายตามที่จำเลยกล่าวถึง ศาลเห็นว่าพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเท่าที่ทำได้แล้ว โดยมีการสอบพยานสามปากตามที่ฝ่ายจำเลยร้องขอในชั้นสอบสวน เพื่อพิสูจน์เจตนา จึงเห็นว่าพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานตามหน้าที่แล้ว การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุก 2 ปี อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจำเลยเตรียมพิจารณาเรื่องการยื่นฎีกาต่อไป
คดีนี้นับเป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกของอานนท์ ที่มีคำพิพากษาในระดับชั้นอุทธรณ์ จากทั้งหมด 14 คดีที่เขาถูกกล่าวหา ในจำนวนนี้มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วจำนวน 11 คดี ทุกคดีอานนท์ต่อสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ ขณะนี้เขาถูกศาลชั้นต้นพิพากษาโทษจำคุกรวมกันทุกคดีเป็น 31 ปี 9 เดือนเศษ
และอานนท์ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2566 โดยไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ปัจจุบันเขาถูกขังมาแล้ว 2 ปี 9 เดือนเศษ