หลายคนคงเคยได้ยินข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ตำรวจฮ่องกงบุกตรวจค้นร้านหนังสืออิสระ 2 แห่ง ในข้อหาขายหนังสือที่มี ‘เจตนาปลุกปั่น’ ซึ่งเข้าข่ายอาชญากรรมความมั่นคงแห่งชาติ และมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี
ในวันนั้น ทางการได้จับกุมชาย 2 คนและผู้หญิง 3 คน จากร้านหนังสืออิสระ Have a Nice Stay และร้าน Greenfield Book Store จนเกิดเป็นภาพไวรัลของผู้หญิงคนหนึ่ง ขณะถูกตำรวจใส่กุญแจมือและควบคุมตัวออกจากร้าน โดยเธอสวมเสื้อยืดที่มีข้อความสั้นๆ ว่า “ฉันเป็นพนักงานร้านหนังสือ”
นับตั้งแต่นั้นมา ข้อความบนเสื้อยืดดังกล่าวก็ได้แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดียของไต้หวัน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับชะตากรรมของบรรดาผู้ขายหนังสือในฮ่องกง
ยกตัวอย่าง บรรดาผู้ขายหนังสือ สมาชิกสภานิติบัญญัติ และนักกิจกรรมต่างแชร์แฮชแท็ก “ฉันเป็นพนักงานร้านหนังสือ” บนโซเชียลมีเดีย เพื่อแสดงการสนับสนุนฮ่องกง ขณะที่ ไล่ ชิงเต๋อ หรือประธานาธิบดีไต้หวันก็ได้แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “ความคิดและคำพูดไม่ควรถูกปิดกั้นด้วยแรงกดดันทางการเมือง”
ไม่เพียงเท่านั้น แฮชแท็กดังกล่าวยังได้สร้างคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นในฮ่องกง ที่ทำให้การเปิดกิจการร้านหนังสือ หรือเพียงแค่ทำงานในร้านหนังสือ กลายเป็นคดีความมั่นคงแห่งชาติได้? เพราะก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคมและมิถุนายน ก็มีกรณีที่คล้ายๆ กันเกิดขึ้นในฮ่องกง และนี่ถือเป็นการจับกุมที่เกี่ยวข้องกับร้านหนังสืออิสระครั้งที่ 3 แล้ว และมีผู้ถูกจับกุมรวม 11 คน
“หากคุณเป็นคนขายหนังสือ คุณมีหน้าที่รับผิดชอบที่จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าหนังสือที่คุณขายนั้นไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ” คริส ตัง เลขาธิการด้านความมั่นคงของฮ่องกงกล่าวกับผู้สื่อข่าว
เขาให้เหตุผลว่าผู้ขายหนังสือต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ โดยเปรียบเทียบกับพ่อค้าขายอาหารที่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า อาหารที่ตัวเองขายนั้น “ไม่มีสารพิษหรือผิดกฎหมาย”
ด้านตำรวจฮ่องกงก็มีแถลงการณ์ว่า บุคคลทั้ง 5 คนต้องสงสัยถูกสอบสวนแล้วพบว่า ได้จัดแสดงสื่อปลุกระดมและจำหน่ายสิ่งพิมพ์ปลุกระดมในสถานที่ดังกล่าว โดยสิ่งพิมพ์เหล่านั้นมีเนื้อหาที่ปลุกปั่นความเกลียดชังต่อรัฐบาล ศาล และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
แม้ตำรวจจะไม่ได้ระบุชื่อหนังสือ แต่สื่อหลายแห่งรายงานว่าอาจรวมถึงหนังสือ Let Only Red Flowers Bloom: Identity and Belonging in Xi Jinping’s China เขียนโดยเอมิลี่ เฟิง นักข่าวของ NPR ที่เคยทำให้หนังสือเล่มนี้ขายดีในไต้หวัน
สำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือเล่มนี้เคยกล่าวว่า ผู้อ่านหลายคนซื้อหนังสือเล่มนี้เพื่อ “แสดงออกถึงประชาธิปไตยและเสรีภาพ” เพราะ “พวกเขากำลังแสดงให้เห็นว่าพวกเขาจะไม่ยอมถูกปิดปากหรือถูกข่มขู่ด้วยการเซนเซอร์จากจีน”
นอกจากนี้ หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นในฮ่องกง หนังสือเล่มนี้ก็กลับมาขายดีอย่างมากในไต้หวัน จนสำนักพิมพ์ต้องสั่งพิมพ์ฉุกเฉินเพิ่มอีกกว่า 10,000 เล่มในสัปดาห์เดียว
ส่วน จาง ฮุ่ยจู เจ้าของร้านหนังสืออิสระในไทเป ก็เล่าว่าหนังสือของเล่มนั้นขายหมดเกลี้ยงแล้ว แม้ “ก่อนหน้านี้แทบไม่มีใครสนใจเลย” แต่ “หลังจากเหตุการณ์นั้น หนังสือก็ขายหมดทุกที่”
“เมื่อเสรีภาพบนชั้นหนังสือหายไป สิ่งที่สูญเสียไปไม่ใช่เพียงแค่หนังสือไม่กี่เล่ม แต่เป็นสังคมที่กล้าคิดอย่างมีวิจารณญาณและท้าทายอำนาจ ที่กำลังเข้าสู่ภาวะล่มสลาย ซึ่งชาวไต้หวันต้องเฝ้าระวังอยู่เสมอ” หยางจื้อเชียง นักเขียนของ Taipei Times ย้ำ
อ้างอิงจาก