ต่อจากนี้อาจมีการควบคุม AI ที่เข้มงวดมากขึ้นในสหรัฐฯ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่ารัฐบาลของเขากำลังพิจารณาที่จะควบคุมเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น
หลายคนคงเห็นข่าวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจาก AI agent หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถตัดสินใจหรือดำเนินงานต่างๆ ได้เองแบบอัตโนมัติของบริษัทนี้ สามารถเข้าถึงและเจาะระบบของบริษัทลูกค้า ระหว่างการทดสอบด้านความปลอดภัย หลังทำงานเกินขอบเขตที่กำหนดไว้
นั่นหมายความว่า AI agent ดังกล่าวได้ทำงานนอกเหนือจากที่ออกแบบและสั่งการไว้ โดยแม้ OpenAI จะไม่ได้ถูกแฮ็กโดยตรง แต่ก็มีบริษัทอื่นๆ ที่เป็นลูกค้าได้รับผลกระทบ รวมถึงบริษัท Modal Labs ในนิวยอร์ก และบริษัท Hugging Face ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่นักพัฒนาใช้จัดเก็บและทำงานร่วมกันบนโค้ดสำหรับโมเดล AI
เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตของ AI กำลังสร้างภัยคุกคามด้านความปลอดภัยที่ผู้เชี่ยวชาญต่างหวาดกลัวมานาน และแม้แต่นักพัฒนาชั้นนำก็อาจถูกจับได้โดยไม่ทันตั้งตัวจากข้อบกพร่องที่โมเดลของพวกเขาเอง
ในเวลาต่อมา แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ก็ได้พบกับวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ โดยเขากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า มีการหารือถึงเหตุการณ์ AI agent เจาะระบบ แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นหลักของการประชุมครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่ามีระบบอื่นๆ อีกหรือไม่ ที่ถูก AI agent ของบริษัทเจาะระบบไปแล้ว อัลต์แมนตอบผู้สื่อข่าวว่า “อาจจะมีก็ได้”
กรณีนี้จึงทำให้หลายคนติดตามว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับ OpenAI ต่อไป โดยเมื่อวานนี้ (29 กรกฎาคม) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็กล่าวว่า “เรากำลังพิจารณาเรื่อง AI เรากำลังพิจารณาเรื่องการควบคุม และเราก็กำลังทำให้แน่ใจว่าเราต้องเป็นคนนำ”
นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีสำคัญของรัฐบาลของทรัมป์ ที่ก่อนหน้านี้มีแนวทางที่ไม่เข้าไปแทรกแซงเทคโนโลยีมากนัก หลายคนจึงกำลังจับตามองว่า ต่อจากจะมีการควบคุม AI ที่เข้มงวดมากขึ้นในสหรัฐฯ หรือไม่