ปัจจุบัน แว่นตา AI รุ่นใหม่ๆ มีรูปร่างหน้าตาแทบไม่ต่างจากแว่นตาปกติ ด้วยขาแว่นที่บางและมีน้ำหนักเบาเพียง 50 กรัม ซึ่งหากมองด้วยตาเปล่าก็แทบแยกไม่ออก จนกลายเป็นจุดบอดสำหรับการโกงข้อสอบ ที่ยังไม่มีมาตรการการตรวจสอบมารองรับ
1 สิงหาคม 2026 กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศเกาหลีใต้ ส่งหนังสือแจ้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ สั่งให้บรรจุแว่นตา AI ไว้ในรายการ ‘สิ่งของต้องห้าม’ และกำชับให้เฝ้าระวังพฤติกรรมที่ผิดปกติของผู้เข้าสอบอย่างใกล้ชิด
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังมีการตรวจพบผู้เข้าสอบ 3 ราย สวมแว่นตา AI เข้าสอบใบอนุญาตวิศวกรไฟฟ้าและวิศวกรระบบป้องกันอัคคีภัยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนจะมีการตรวจพบผู้เข้าสอบอีก 2 รายที่ใช้แว่นตา AI ระหว่างการสอบ TOEIC เช่นกัน
แม้จะมีการโกงด้วยแว่นตาเหล่านี้อยู่หลายครั้ง แต่มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ยังไม่มีมาตรการป้องกันการทุจริตที่รัดกุมเพียงพอและไม่ทันการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี สำหรับการสอบวัดความถนัดทางวิชาการของเกาหลีหรือ CSAT และการคัดเลือกนักศึกษาผ่านการพิจารณาเรียงความในช่วงรับสมัครรอบแรก ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้
ผลทางกฎหมายเป็นอีกช่องโหว่ที่ทำให้การโกงนี้มีประสิทธิภาพ เมื่อการสอบระดับชาติอื่นๆ และการโกงข้อสอบในมหาวิทยาลัยไม่มีโทษทางอาญา ต่างจากการสอบ CSAT ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อวิธีการตอบสนองและมาตรการของมหาวิทยาลัยเหล่านี้
เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนมหา’ลัยตั้งมาตรการรองรับไม่ทัน
เจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซลอธิบายว่า เท่าที่เขาทราบ ยังไม่มีการหารือใดๆ เกี่ยวกับการรับมือกับการโกงข้อสอบโดยใช้แว่นตาอัจฉริยะในมหาวิทยาลัย
เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยเกาหลี มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา และมหาวิทยาลัยซองคยุนกวัน ที่ระบุว่า แม้พวกเขายังไม่มีแนวทางปฏิบัติแยกต่างหาก แต่พวกเขากำลังหารือเกี่ยวกับมาตรการที่เป็นไปได้
การประเมินชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติภายในมหาวิทยาลัยแล้ว ประสิทธิภาพในทางปฏิบัติก็ยังมีข้อจำกัดอย่างชัดเจน
ยกตัวอย่างกรณี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยชุงอาง ที่ออกกฎห้ามใช้แว่นตา AI ในห้องสอบเมื่อเดือนกันยายน 2025 โดยมีแนวทางการตรวจจับ เช่น การตรวจสอบว่าขาแว่นหนาผิดปกติหรือไม่ หรือการสังเกตพฤติกรรมที่มีการสัมผัสหรือขยับขาแว่นซ้ำๆ เนื่องจากแว่นตา AI ตอนนั้น จะมีขาแว่นหนากว่ากรอบพลาสติกทั่วไป และสามารถสั่งการได้ด้วยท่าทางมือที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ในเวลาเพียง 1 ปี เทคโนโลยีก็ได้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว วิธีการตรวจจับดังกล่าวจึงเริ่มนำมาใช้ได้ยากขึ้น อย่างแว่นตาของ Samsung ที่เปิดตัวเมื่อ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรุ่นสั่งการด้วยเสียงและไม่มีหน้าจอแสดงผล ขาแว่นมีลักษณะบางและมีน้ำหนักเพียง 50 กรัม ทำให้ยากที่จะแยกความแตกต่างจากแว่นตากรอบหนาทั่วไป
จำเป็นต้องมีมาตรการพิเศษที่สอดคล้องกับความรวดเร็วของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
พัค นัมกี ศาสตราจารย์กิตติคุณจากภาควิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยครุศาสตร์แห่งชาติกวางจู เสนอความเห็นว่า “เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้เราเข้าสู่ยุคที่แว่นตา AI แยกไม่ออกจากแว่นตาทั่วไป ท้ายที่สุดแล้วเราจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องนำเครื่องตรวจจับมาใช้” พร้อมเสริมว่า “เรายังต้องพิจารณาวิธีการอื่นๆ เช่น การบันทึกภาพระหว่างการสอบด้วย”
นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์กันว่าจะมีวิธีการโกงรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการพัฒนาอย่างรวดเร็วของอุปกรณ์ AI ต่างๆ
ปัจจุบันมีการวางจำหน่ายเครื่องคิดเลขที่มาพร้อมกับ Generative AI และกล้องในตัวที่ต่างประเทศแล้ว ขณะที่อุปกรณ์ AI ขนาดเล็กอย่าง ‘คอนแทคเลนส์อัจฉริยะ’ ก็กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการสอบและการประเมินผลครั้งใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป
มุน ฮยองนัม ประธานสมาคม Korea AI Education Association เน้นย้ำว่า ต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบการสอบเพื่อประเมินทักษะการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า AI สามารถนำมาใช้งานได้ เช่นเดียวกับการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีการคิดค้นเครื่องคิดเลข ซึ่งยุค AI ก็จำเป็นต้องมีนวัตกรรมด้านวิธีการประเมินผลเช่นกัน
มุนชี้ให้เห็นว่าวิธีการสอบแบบดั้งเดิม ซึ่งเน้นการเลือกคำตอบที่ถูกต้องจากตัวเลือกที่มีจำกัดและวัดผลความสำเร็จหรือความล้มเหลวด้วยการท่องจำนั้น ได้มาถึงขีดจำกัดแล้วเมื่อเผชิญกับยุค AI
ด้าน พัค นัมกี ชี้ว่าแนวทางปฏิบัติที่เพียงแค่สั่งห้ามการใช้ AI ท้ายที่สุดแล้วจะเปิดช่องให้ผู้คนสามารถโกงข้อสอบได้อยู่ดี นอกจากนี้ เขายังเสนอว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการประเมินผล โดยให้นักเรียนจัดทำและส่งงานที่แสดงขั้นตอนการแก้ปัญหาในทุกขั้นตอน พร้อมแนบบันทึกการค้นคว้าข้อมูล เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ใช้ความคิดของตนเอง แม้จะมีการใช้งาน AI ควบคู่ไปด้วยก็ตาม