วันนี้ (14 สิงหาคม 2569) ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. 2569 เกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ การวางมาตรฐาน และการดูแลผลกระทบเรื่องไฟฟ้าและน้ำที่อาจเกิดขึ้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ภายในประกาศฉบับนี้ระบุว่า ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ เป็นโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมและธุรกิจแห่งอนาคต แต่ก็ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมากในการประกอบกิจการ ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในกิจกรรมอื่นๆ ของประเทศก็เพิ่มสูงขึ้นโดยต่อเนื่อง และประเทศมีข้อจำกัดในการเพิ่มปริมาณการผลิตไฟฟ้าและการเข้าถึงไฟฟ้าของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล
โครงการดังกล่าวจึงอาจกระทบต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า ค่าไฟฟ้า และการเข้าถึงไฟฟ้าของประชาชน ทั้งอาจกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศโดยรวม ทั้งยังก่อให้เกิดความร้อนสูง หากไม่มีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดก็จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอัคคีภัยทั้งต่อสถานประกอบการ ผู้อยู่อาศัย และชุมชนใกล้เคียง
ประกอบกับเป็นกิจการที่ต้องใช้ทรัพยากรน้ำปริมาณมากในการทำความเย็น จึงอาจกระทบต่อปริมาณน้ำประปาและน้ำดิบสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภคของประชาชน การประกอบเกษตรกรรม อุตสาหกรรมอื่น และสิ่งแวดล้อม
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีนโยบายเกี่ยวกับการประกอบกิจการนี้ให้ชัดเจน เพื่อให้การประกอบกิจการนี้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประชาชนและประเทศชาติ ให้มีการจัดสรรการใช้พลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ทุกภาคส่วน มีการรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของชาติ และการป้องกันปัญหาอัคคีภัยหรือมลพิษต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
ภายในระเบียบได้กำหนดคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ตำแหน่งต่างๆ และข้อกำหนดการประชุมคณะกรรมการ โดยมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
- เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติ อนุญาต ออกบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการต่าง ๆ ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจ ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักร ต่อคณะรัฐมนตรี
- ศึกษาวิเคราะห์ และติดตามประเมินผลกระทบของการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี
- แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือทำการใด ๆ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
- ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
ทั้งนี้ นโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการปฏิบัติ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม และมุ่งให้มีการใช้พลังงานสะอาด การรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด ประสิทธิผลในการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ การผังเมือง การรักษาความปลอดภัยสาธารณะ
โดยเฉพาะจากอัคคีภัย การรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ การป้องกันและเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่โดยปกติสุขของประชาชนและชุมชน และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศด้วย
ประกาศดังกล่าวลงวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ลงชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
ปี 2567–2569 มีดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้วกว่า 7.5 แสนล้านบาท
ก่อนหน้านี้ 10 สิงหาคม 2569 ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับกลไกการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ระบุว่า ในช่วงปี 2567–2569 มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพประเทศไทย
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ศึกษาเพื่อยกระดับการคัดกรองการลงทุนดังกล่าวเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยสูงสุด ทั้งในด้านความพร้อมพลังงานและน้ำ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การลงทุนเติบโตควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม
เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ข้อมูลจาก นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ในปี 2568 มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้า เซ็นเตอร์ รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ โดยเป็นการลงทุนขนาดใหญ่จากผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ
โดยที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ จังหวัดระยอง ร้อยละ 33, จังหวัดชลบุรี ร้อยละ 32, จังหวัดสมุทรปราการ ร้อยละ 12 และมีบางส่วนกระจายตัวอยู่ในจังหวัดปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลว่าหากประเทศไทยจะมีการลงทุนเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง จะมีการจัดการในเรื่องของทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า รวมถึงการจัดการมลพิษที่ดีพอหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบัน การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ต้องผ่านการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เนื่องจากเป็นการขออนุญาตทำอาคารชุดและไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.โรงงาน