หลังใช้เวลาพิจารณาสำนวนหลายเดือน ในที่สุดวันนี้ (14 กันยายน 2569) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมากให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และดำเนินคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 จำนวน 77 คน
ในจำนวนนี้เป็น สว. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน แต่ไม่มี สส. กรรมการบริหารพรรค หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแม้แต่คนเดียว
ผลที่ออกมาจึงทิ้งคำถามสำคัญเอาไว้ เพราะตลอดการสอบสวนที่ผ่านมา คดีนี้ไม่ได้มีเพียงข้อกล่าวหาเรื่องผู้สมัครจ่ายเงินหรือจูงใจให้คนอื่นเลือกตัวเอง แต่ยังมีข้อกล่าวหาว่า นักการเมืองเข้ามาช่วยเหลือผู้สมัครบางกลุ่มให้ได้รับเลือกเป็น สว. ด้วย
แล้วเหตุใดสุดท้ายคนกลุ่มแรกจึงถูกส่งศาล แต่นักการเมืองที่ถูกกล่าวหากลับไม่ถูกส่งศาลเลย?
คดีฮั้ว สว. เขาร้องกันเรื่องอะไร?
ต้องเริ่มจากระบบเลือก สว. ปี 2567 ก่อน เพราะครั้งนี้ประชาชนไม่ได้เป็นคนเลือก สว.โดยตรง แต่ผู้สมัครจาก 20 กลุ่มอาชีพจะเป็นคนเลือกกันเอง ไล่ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงประเทศ ก่อนเหลือผู้ได้รับเลือกกลุ่มละ 10 คน รวมเป็น สว. 200 คน อย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้
ระบบที่ผู้สมัครต้องผลัดกันเลือกและการลงคะแนนไขว้สุดพิสดาร อาจนำไปสู่การจัดกลุ่มและ ‘ฮั้ว’ ประโยชน์เพื่อลงคะแนนอย่างไม่โปร่งใส และก็มีการร้องเรียนว่าพบเห็นการจัดกลุ่มผู้สมัคร วางแผนการลงคะแนน ทำโพย หรือใช้เงินและผลประโยชน์เพื่อทำให้ผู้สมัครบางคนได้รับเลือกหรือไม่
พอเรื่องมาถึง กกต.ชุดใหญ่ ปรากฎว่า มีผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 คน ครอบคลุม 7 ข้อกล่าวหาและมีเอกสารประกอบมากกว่า 75,000 หน้า หากย่อยทั้ง 7 ข้อกล่าวหาให้เข้าใจง่าย จะเห็นว่ามีอยู่สองกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
กลุ่มแรกคือ ข้อกล่าวหาเรื่องกลุ่มการเมืองเข้ามาช่วยเหลือ เช่น การกล่าวหาว่ากรรมการบริหารพรรค สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปช่วยให้ผู้สมัครบางคนได้รับเลือกเป็น สว. และอีกด้านหนึ่งคือผู้สมัครยินยอมให้บุคคลเหล่านี้เข้ามาช่วยเหลือตัวเอง
ส่วนอีกกลุ่มเป็น พฤติการณ์ระหว่างผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือก สว.ด้วยกันเอง ตั้งแต่การแนะนำตัวผิดหลักเกณฑ์ การให้เงินหรือผลประโยชน์เพื่อจูงใจให้ลงคะแนน การจัดเลี้ยง ไปจนถึงการเรียกหรือรับผลประโยชน์แลกกับการเลือกผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง
ดังนั้น ทั้ง 427 คนไม่ได้ถูกกล่าวหาว่าทำเรื่องเดียวกัน และนี่กลายเป็นจุดยืนของ กกต. ในการอธิบายต่อสื่อมวลชนในวันนี้ว่าทำไมบางคนถูกส่งศาล ขณะที่บางคนถูกยกคำร้อง จนท้ายที่สุดจึงมีมติส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาทั้งสิ้น 77 คน จาก 427 คน
แล้ว 77 คนถูกส่งศาลเพราะอะไร?
ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ยกตัวอย่าง สว.รายหนึ่งเพื่ออธิบายวิธีคิดของ กกต.ว่า บุคคลดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าจูงใจผู้มีสิทธิเลือก สว. โดยให้เงินหรือทรัพย์สินเพื่อให้ลงคะแนนแก่ตัวเอง
เมื่อ กกต.นำคำร้อง คำชี้แจง และหลักฐานจากการไต่สวนมาดูประกอบกัน ณรงค์ระบุว่า ในกรณีนี้พบทั้งความเชื่อมโยงและเส้นทางการเงิน ไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้อง จึงเชื่อได้ว่ามีพฤติการณ์จูงใจให้ลงคะแนน และมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา พร้อมดำเนินคดีอาญา
ณรงค์บอกว่า กกต.ใช้หลักเดียวกันกับผู้ถูกร้องรายอื่น กล่าวคือ หากหลักฐานหลายส่วนเชื่อมกันจนมีน้ำหนักพอ ก็ส่งศาล แต่หากตรวจแล้วหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าบุคคลนั้นใช้เงินหรือวิธีอื่นจูงใจให้เกิดการลงคะแนน กกต.ก็ยกคำร้อง
และหลักการเดียวกันนี้เองที่ กกต.บอกว่าใช้กับกลุ่มนักการเมือง เพียงแต่ผลออกมาต่างกัน
ทำไมนักการเมืองและ สส. ที่ถูกกล่าวหาจึงไม่ถูกส่งศาลเลย?
นี่เป็นคำถามที่สื่อมวลชนหยิบยกมาตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้งหลังจบแถลงการณ์ เพราะข้อกล่าวหาส่วนหนึ่งกล่าวไปถึงบุคคลทางการเมืองว่าอาจมีส่วนช่วยเหลือผู้สมัครบางกลุ่มให้ได้รับเลือกเป็น สว.
ตามคำอธิบายของณรงค์ ข้อกล่าวหาส่วนนี้มีผู้ถูกร้องที่เป็นบุคคลทางการเมือง 21 คน และเชื่อมโยงกับผู้สมัครอีกประมาณ 140 คนที่ถูกกล่าวหาว่าได้รับหรือยินยอมรับความช่วยเหลือ
พยานสำคัญของข้อกล่าวหานี้คือ ‘พยานรหัส 16/26’ ซึ่งเป็นอดีต สส. ขอนแก่นของพรรคภูมิใจไทย เขาได้ให้ข้อมูลถึงเหตุการณ์หลายช่วง ตั้งแต่การวางแผนเกี่ยวกับการเลือก สว. การใช้โปรแกรมคำนวณสูตรการลงคะแนน การประชุมก่อนการเลือกระดับประเทศ การทำโพยใน จ.พระนครศรีอยุธยา ไปจนถึงการพบกันที่โรงแรมในกรุงเทพฯ หลังการเลือกเสร็จสิ้น
ณรงค์อธิบายว่า ตัวเขาเองเห็นปัญหาหลายอย่างในพยานปากนี้ เช่น พยานมาให้ถ้อยคำหลังเหตุการณ์ผ่านไปเกือบหนึ่งปี ขณะที่คำให้การของพยานหลักและพยานประกอบบางส่วนไม่สอดคล้องกัน และต่อมาพยาน 3 คนยังทำหนังสือกลับคำให้การ เป็นต้น
ณรงค์ย้ำว่า เขาไม่ได้เชื่อพยานเพราะพยานกลับคำ แต่เห็นว่าคำให้การของพยานกลุ่มนี้มีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือตั้งแต่แรก และเมื่อกลับคำในภายหลัง น้ำหนักของพยานก็ยิ่งลดลง
อีกด้านหนึ่ง เขาระบุว่าไม่พบหลักฐานอื่นที่หนักพอเข้ามารองรับข้อกล่าวหาบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นตัวโปรแกรมที่ถูกกล่าวหาว่าใช้คำนวณการลงคะแนน เอกสารหรือวัตถุพยาน รวมถึงไม่พบความผิดปกติของเส้นทางการเงินในกลุ่มนักการเมืองที่ถูกกล่าวหา
ส่วนข้อมูลการโทรศัพท์หาบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว. ณรงค์ยอมรับว่ามีข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์อยู่ในสำนวนจริง แต่การรู้ว่าใครโทรหาใครยังบอกไม่ได้ว่าพูดคุยเรื่องอะไร จึงไม่สามารถใช้ข้อมูลนี้เพียงอย่างเดียวพิสูจน์การร่วมกระทำผิดได้ เช่นเดียวกับข้อมูลเรื่องการพบกันหลังการเลือก สว. เขาเห็นว่า แม้มีพยานกล่าวถึงการพบกัน แต่หากไม่มีหลักฐานต่อไปว่าการพบกันนั้นเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอย่างไร ก็ยังไม่เพียงพอ
อย่างไรก็ตาม ณรงค์ระบุชัดว่า นี่เป็นเหตุผลในการวินิจฉัยของตัวเขาเอง และไม่สามารถตอบแทน กกต.คนอื่นได้ว่าแต่ละคนให้น้ำหนักหลักฐานด้วยเหตุผลเดียวกันหรือไม่ สิ่งที่ทราบแน่นอนคือ ผลการลงมติสุดท้ายของ กกต. เสียงข้างมากเห็นให้ยกคำร้องในข้อกล่าวหาส่วนนี้
“…กกต. มีมาตรฐานนะครับในการพิจารณาสำนวน ก็ชั่งน้ำหนักนะครับ ผมมาจากศาลนะครับ ก็จะชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน…” ณรงค์ ระบุโดยอิงประสบการณ์การทำงานในสายตุลาการมาก่อน
เมื่อข้อกล่าวหาว่า “นักการเมืองเป็นผู้ให้การช่วยเหลือ” ถูกตีตกไป ข้อกล่าวหาที่เชื่อมกันเป็นลูกโซ่ว่าผู้สมัคร “ยินยอมรับความช่วยเหลือจากนักการเมือง” ก็ไปต่อไม่ได้เช่นกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า สว. หรือผู้สมัคร สว. จะหลุดจากทุกข้อกล่าวหา เพราะบางคนยังถูกดำเนินการจากพฤติการณ์อื่นของตัวเอง เช่น การจูงใจหรือการให้ผลประโยชน์ และนี่คือเหตุผลที่ท้ายที่สุดยังมี สว.ปัจจุบัน 26 คนอยู่ในกลุ่ม 77 คนที่ถูกส่งศาล
แต่กกต.ไม่ใช่ศาล แล้วใช้อะไรตัดสินว่าใครควรถูกส่งศาล?
ระหว่างแถลงการณ์ กกต. เน้นย้ำบทบาทของตนเองในการ “ชั่งน้ำหนัก” อยู่บ่อยครั้ง ว่าพยานคนไหนน่าเชื่อถือ เส้นทางการเงินหรือข้อมูลโทรศัพท์บอกอะไรได้มากน้อยแค่ไหน นำไปสู่คำถามจากสื่อมวลชนว่าในเมื่อ กกต.ไม่ใช่ศาล ทำไมไม่ส่งชื่อและสำนวนของทั้ง 427 คนไปให้ศาลพิจารณาเอง
ณรงค์ยอมรับว่า กกต.ไม่ใช่ศาล แต่ให้เหตุผลว่า รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต. มีหน้าที่พิจารณาและกลั่นกรองพยานหลักฐานก่อน ไม่ใช่ ‘ไปรษณีย์’ รับเรื่องแล้วส่งต่อทุกกรณี
หาก กกต. เห็นว่าสำนวนของใครฟังไม่ขึ้นหรือไม่มีมูลชี้ชัดว่ามีการกระทำผิด แต่ยังทู่ซี้ส่งเรื่องขึ้นศาล ณรงค์ตั้งคำถามกลับว่า กกต.จะเขียนคำร้องอย่างไร จะนำพยานหลักฐานอะไรเข้าสืบ และผู้ที่ถูกยื่นคำร้องทั้งที่หลักฐานไม่ถึงจะได้รับผลกระทบอย่างไร
อย่างไรก็ตาม มติของ กกต.ครั้งนี้ยังไม่ใช่คำพิพากษาว่า 77 คนกระทำผิด เช่นเดียวกับการไม่ส่งผู้ถูกร้องที่เหลือไปศาลก็เป็นผลจากการกลั่นกรองในชั้น กกต. เท่านั้น ไม่ใช่คำพิพากษาของศาล
หลักจากนี้ กกต.ต้องจัดทำคำวินิจฉัยและคำร้องตามมติ ก่อนยื่นต่อศาลฎีกาตามกรอบเวลาที่กำหนด หากศาลรับคำร้อง กระบวนการพิจารณาของศาลจึงจะเริ่มต้นขึ้น และสำหรับ สว.ที่ถูกยื่นคำร้อง ผลทางกฎหมายต่อการปฏิบัติหน้าที่จะเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด นั่นแปลว่า ยังมีเรื่องให้เราต้องติดตามกันต่อไป
ยังมีอีกหลายคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบที่แน่ชัดจากการแถลงครั้งนี้ เช่น เหตุใดการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของแต่ละชุดจึงให้ผลแตกต่างกันอย่างมาก และหลักฐานที่เคยทำให้คณะสอบสวนฯ ชุดที่ 26 เห็นว่าควรดำเนินการกับคนจำนวน 229 คน ฝั่งกกต. ชุดใหญ่ให้น้ำหนักอย่างไร จึงเหลือผู้ถูกส่งศาล 77 คน โดยไม่มีกรรมการบริหารพรรค สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ในจำนวนนั้นเลย
#Recap #กกต #ฮั้วสว #สั่งฟ้องสว #TheMATTER