7 สัญญาณว่าเรากำลังทำงานหนักเกินไป

หนุ่มสาวที่ทำงานหนักอย่างแท้จริงมักไม่เคยบ่น แต่อะไรคือสัญญาณจากภายในและรอบข้าง ว่าคุณกำลังเผาไหม้ตัวเองให้เป็นจุณอยู่

 

5 ทุ่มแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมยังนั่งทำงานอยู่อีกในขณะที่ใครๆ เขากลับหมดแล้ว ภายในออฟฟิศอันมืดมิด มีเพียงแสงจอมอนิเตอร์ส่องสว่างอยู่มุมเดียว และกาแฟแก้วโตๆ ทำหน้าที่เป็นเพื่อนคนเดียวที่พยายามถ่างเปลือกตาให้คุณอยู่จนจบค่ำคืน

ไม่แปลกที่เทคโนโลยีทำให้ชีวิตพวกเราง่ายขึ้นราวอีซี่โกยัดไมโครเวฟ คนยุคนี้จึงมีจังหวะเร็วกว่าปกติ คอมพิวเตอร์เครื่องจิ๋วพกไปไหนก็ได้ทำให้เราคิดเร็วกว่าเดิม อีเมล์และข้อความทันใจเชื่อมต่อคนทำงานด้วยกันตลอดเวลา และอินเทอร์เน็ตก็ทำให้ทุกคำถาม มีคำตอบ

ในมิติหนึ่งมันรีดเค้นประสิทธิภาพคุณออกมาได้อย่างเจิดจ้า แต่การถูกตอกตรึงกับกระแสธารงานร้อนระลอกแล้วระลอกเล่า ทำให้คุณบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจจนส่งผลเสียระยะยาวต่อบริษัท แม้พวกเขาจะปลื้มคุณมากในช่วงนี้ แต่หากคุณไม่ใช่นกฟีนิกซ์ที่เกิดใหม่ทุกครั้งจากเถ้าธุลี เมื่อถึงจุดที่คุณทนไม่ไหว ผลกระทบแบบ Domino Effect จะทำให้ทั้งขบวนเป๋ไปอย่างสิ้นเชิง

 

องค์การอนามัยโลก WHO คาดการณ์ว่า ตั้งแต่มีการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ มีคนในวัยทำงานทั่วโลกกว่าครึ่งมีรูปแบบพฤติกรรมทำงานหนักเกิน และน่าสนใจที่คนเหล่านี้มักไม่บ่นออกมา หรือเล่าปัญหาใดๆ ให้ใครฟัง ทำให้พวกเขาเองไม่รู้ตัวว่า กำลังมีความเสี่ยงต่ออาการป่วยเรื้อรังและคุณภาพชีวิตลดลง

แต่รูปแบบการทำงานเช่นนี้กำลังเป็นบรรทัดฐานของคนรุ่นใหม่ไปโดยปริยาย หลายคนพยายาม Fit in กับระบบโดยทำงานให้เกิน 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์จากการคาดหวังขององค์กร

เรากำลังถูกกดทับด้วยการติดต่อสื่อสารตลอดเวลา ที่เริ่มนอกเหนือเวลางานจนเป็นปรากฏการณ์  ที่แม้คุณจะไม่ได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในสำนักงาน แต่ความกดดันและวิตกกังวลก็คืบคลานไปหาได้อยู่ดี

ก่อนที่จะกระโจนลงไปในกองภูเขางานแบบข้ามคืน มาดูว่ามีสัญญาณอะไร 7 อย่างในชีวิตที่เริ่มเปลี่ยนไป

 

1. ความสัมพันธ์ของเธอกำลังดิ่งเหว

overworking_body-artboard-tm

คุณมีเวลาไม่มากนักสำหรับถกเถียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหมือนแต่ก่อน  บางครั้งคนรอบๆ ข้างดูเป็นอุปสรรคที่อยากสลัดทิ้ง เพียงคำไม่เข้าหูไม่กี่คำ ก็พร้อมทำให้ความสัมพันธ์พังพาบลงมา ความรักชักเหี่ยวแห้งใช่ไหมล่ะ และเริ่มตั้งคำถามว่า “มันยังสำคัญอยู่ไหมนะ? จำเป็นหรือที่ต้องกลับไป?” คุณมีข้อแม้เพื่ออยู่กับงาน และเตะปัญหาเข้าใต้พรม

ไม่แปลกที่เราเริ่มวิตกกับความสัมพันธ์ กับทั้งครอบครัว เพื่อนสนิท และคนรัก แต่แทนที่จะเดินเข้าหา คุณจำเป็นต้องผลักมันออกไป แล้วเชื่อว่าเวลาจะเยียวยาทุกอย่างได้ คิดว่าหลังเสร็จงานทุกอย่างจะกลับเป็นเหมือนเดิม แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้นหรอก

เพราะท่ามกลางมหาสมุทรทางอารมณ์ที่แปรปรวน  ไม่มีใครมาหยุดรอคุณท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

 

2. ดื่มเป็นลิตร สูบจัดเป็นซอง

overworking-02

ภายใต้ความกดดัน การหาวิธีผ่อนคลายที่รวดเร็วที่สุดคือการออกไปสูบบุหรี่สักม้วน แต่ในความเป็นจริงมันมักไม่จบแค่มวนเดียว บ่อยครั้งถึงกับหมดซอง จำนวนบุหรี่เริ่มเพิ่มขึ้นผันแปรตามจำนวนไฟแช็คที่คุณวางทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ เพื่อให้เอื้อมถึงได้สะดวก ปริมาณบุหรี่คือเครื่องชี้วัดอีกตัวเพื่อบ่งบอกว่าคุณอยู่ในภาวะวิตกกังวล และไม่มีทางเลือกมากนัก

มีความเชื่อมโยงชัดเจนกับพฤติกรรมการดื่มและความเครียด แต่หลายคนมองข้ามปัญหาว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถสร้างภาวะซึมเศร้าได้ จากการไปรบกวนระบบประสาทส่วนกลาง

องค์กร Mental Health Foundation ออกมาเตือนว่าการดื่มจัด รบกวนการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง แม้มันจะช่วยลดความเครียดในระยะสั้นๆ แต่ในระยะยาวมันนำไปสู่ความวิตกกังวลและซึมเศร้าที่จัดการยากกว่า นักดื่มไร้ความรับผิดชอบมักมีปัญหาสุขภาพจิต

กลุ่มคนที่ทำงานเกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีความเสี่ยงต่อการใช้แอลกอฮอล์บำบัดเครียดมากที่สุด เฉลี่ยผู้ชาย 21 แก้วต่อสัปดาห์ ในขณะผู้หญิง 14 แก้วต่อสัปดาห์

เอ้า! ชนแก้ว!

 

3. ป่วยกันยาวๆ

overworking-03

ร่างกายชักไม่ค่อยเป็นมิตรกับคุณแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันง่อยเปลี้ยเหมือนทีมท้ายตารางกำลังตกดิวิชั่น แม้โรคหวัดตามฤดูกาลก็อาจเล่นงานคุณจนเฉียดตายได้ โรคที่คุณไม่คาดคิดว่าจะเป็นอย่างริดสีดวงเริ่มทำให้ชีวิตช่วงเช้ายากขึ้น กล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ จากอิริยาบถและสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานานๆ ตามอาการสุดฮิตสมัยนิยม ‘ออฟฟิศซินโดรม’

ร่างกายเราเสมือนระบบนิเวศที่มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้น จุลชีพนับล้านทำงานเป็นจังหวะจะโคน แต่เมื่อถึงคราวสะดุดมันก็พร้อมจะพังครืนลงมา จึงไม่แปลกที่คุณจะคิดถึงการประกันสุขภาพที่ต้องยอมลงทุนสูงเสียหน่อย แต่การที่เอาใจร่างกายในขณะที่ยังกลับลำทัน ก็ดูเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าไม่แพ้กัน

 

4. เธอโกรธง่ายเหลือเกิน

overworking-04

หมู่นี้คุณอ่อนไหวมากขึ้นหรือเปล่า หรือจุดเดือดต่ำกว่าที่เคยเป็น หรือรู้สึกถูกคุกคามทางอารมณ์จากสิ่งเร้าเล็กๆ น้อยๆ มุกตลกคลายเครียดที่เคยเล่นหัวกันกลายเป็นความดูถูกเหยียดหยาม กระแสความคิดคนรอบตัวมีแต่จะทำให้คุณฟิวส์ขาด แต่กระนั้นสิ่งเหล่านั้นดูไม่หนักหนา เมื่อเทียบกับการที่คุณเริ่มมีพฤติกรรม คุกคามตัวเอง (Offence to Self)  เมื่อไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรือทำได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และลงโทษตัวเองจากความผิดพลาด เช่น ไม่นอน ไม่กิน จนกว่างานจะสมบูรณ์ที่สุด

หรือบางคนก็พร้อมถ่ายทอดความเกลียดชังไปสู่คนอื่นราวไฟลามน้ำมัน

 

5. ทำผิดเล็กๆ น้อยๆ แต่บ่อยครั้ง

overworking-05

ใครๆ ก็ทำพลาดกันทั้งนั้น แต่หากมันบ่อยไป แสดงว่าความเหนื่อยล้าทำให้คุณประเมินสภาพแวดล้อมอย่างบิดเบือน หรือไม่สามารถอ่านมันออกอย่างแจ่มชัด เช่น เริ่มรับคำสั่งมาแบบผิดๆ ถูกๆ ไม่กล้าซักถามความเห็น หรือไม่เข้าใจความรู้สึกของคนรอบข้างที่พยายามสื่อสาร (แน่นอนมีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า เมื่อคุณเหนื่อยล้าทำให้ทักษะการตีความรู้สึกระหว่างบุคคลเลวลง แม้การยิ้มเฉยๆ ก็อาจทำให้คุณคิดว่ากำลังโก่งคิ้วสงสัย หรือพยายามจับผิดคุณอยู่)

คุณเริ่มหลุดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในชิ้นงาน แม้คนรอบๆ ข้างก็สังเกตเห็น

การมองข้ามสัญญาณเล็กๆ ทำให้โครงสร้างใหญ่มีบาดแผล

 

6. ลืมจุดประสงค์ที่แท้จริง

overworking-06

ท้ายสุดคือลืมตั้งคำถามกับตัวเองว่า กำลังทำงานนี้ไปทำไม อะไรคือจุดประสงค์ที่แท้จริง และลืมไปแล้วว่าต้องแลกอะไรไปบ้าง

มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Illinois พบว่า คนที่ทำงานหักโหมเป็นเวลานาน สูญเสียทักษะการมองเห็นภาพรวม และมีประสิทธิภาพการทำงานแย่ลง ถูกดูดกลืนไปกับเนื้องานจนมองข้ามปัจจัยที่สนับสนุนความสำเร็จอื่นๆ งานที่ออกมามักต่างจากความคาดหวังในจุดเริ่มต้น เพราะเราขาดเวลามานั่งถามตัวเองว่าทำอะไรอยู่ และนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดอื่นๆ อีกด้วย

 

7. จะโทษใครดี บริษัทหรือตัวเอง?

overworking-07

ทำไมคุณถึงยอมเสียสละเวลาดินเนอร์วันหยุดกับคนรัก มีใครสั่งไว้เหรอ? หัวหน้าห้ามไว้หรือเปล่า? หรือคุณทำงานเพื่อให้ได้เงินมากๆ เข้าไว้ก่อน? หรือคุณรู้สึกมีค่ากว่า?

 

โทษบริษัท

วัฒนธรรมการทำงานแบบใหม่ทำให้คุณเชื่อมต่อกับสำนักงานอยู่ตลอดเวลา และเป็นไปได้ที่การลาพักร้อนจะถูกก่อกวนโดยหัวหน้างาน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยสื่อสารสนเทศออนไลน์แขนงใหม่ๆ ทั้งในอเมริกา เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น (รวมถึงไทย)

 

หรือโทษตัวเอง

ไม่มีใครมานั่งว่าตัวเองอยู่แล้ว แต่การทำงานยาวนานพิสูจน์แรงผลักดันบางอย่างในตัวคุณ คุณอาจจะคิดว่าได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากโปรเจกต์เข็นครกขึ้นภูเขา ทนเพื่อปั้มเงินให้ได้มากๆ หรือไม่อยากถูกทิ้งไว้รั้งท้ายในองค์กร แม้แต่ความรู้สึกผิดเล็กๆ เมื่อต้องกลับบ้านก่อนใครๆ ตอน 5 โมงเย็น

งานศึกษาหลายชิ้นวิเคราะห์ว่า งานที่คุณทำบางครั้งก็เปรียบเสมือนหลุมหลบภัยที่คุ้นเคย และคุณจะรู้สึกมั่นใจมากขึ้น หากขลุกอยู่กับงานมากกว่าสภาพแวดล้อมภายนอก

เราอยู่ในโลกแห่งการแข่งขันที่สูงและท้าทายขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน เราก็พร้อมเสียสละอะไรหลายๆอย่างเพื่อจุดหมายได้มากกว่าคนยุคก่อนๆ

คุณกำลังเหนื่อยกับการเดินตามฝัน แต่หากสัญญาณทั้ง 7 ที่กล่าวมา ทำให้ชีวิตเลวร้ายกว่าเดิมอาจถึงเวลาที่ต้องเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ทำอีกครั้ง

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

psychcentral.com

pubsonline.informs.org

news.illinois.edu

 

 

Illustration by Panupong Raksanakorn
Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed