ทำไมวงการวิทยาศาสตร์จึงไม่เอา Brexit?

อังกฤษที่ออกจาก EU อาจทำให้ความก้าวหน้าทางวิทยาการ ‘ถอยหลังครั้งมหึมา’

ในวันที่ EU ไม่มีอังกฤษ ถือเป็นเหตุการณ์ช็อกความรู้สึกคนในทุกๆ วงการ ไม่เว้นแม้แต่ แวดวงวิทยาศาสตร์และงานวิจัยที่สั่นสะเทือนไม่แพ้กัน ทำให้เหล่านักวิจัยตาใสๆ เริ่มใจตุ้มๆต่อมๆ ว่างานวิจัยตัวเองจะอยู่ดีมีสุข หรือโดนตัดท่อน้ำเลี้ยง และท้ายสุดอาจไม่สัมฤทธิ์ผลตามที่คาดหวังไว้ หากอังกฤษจะออกจาก EU แบบอึ้งๆ งงๆ

 

นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษส่วนใหญ่กำลังปวดหัวกับสิ่งที่กำลังตามมา เพราะประเด็นสำคัญอย่างยิ่งยวด คือ ทุนวิจัยของพวกเขาส่วนหนึ่งมาจาก EU น่ะสิ! แล้วงานวิจัยที่สร้างความเปลี่ยนแปลงก็ต้องการความร่วมมือกันจากหลายชาติ ถ้าคิดบินเดี่ยวก็เสียวจะร่วงลงมาปีกหัก!

 

The MATTER ขออาสาพาไปสำรวจว่า

“ทำไมนักวิทยาศาสตร์ถึงไม่เอา Brexit”

 

nobrexit-01

ใครทำงานกับคุณ?

พื้นฐานความสำเร็จของงานวิจัย คือคำถามง่ายๆ ว่า “มีใครเก่งๆ ทำงานกับคุณบ้าง” เพราะ แวดวงวิทยาศาสตร์เติบโตจากการร่วมมือของหลายชาติ การที่อังกฤษออกจาก EU เหมือนเป็นการตัดขาดจากนักวิจัยรุ่นใหม่ๆ ที่กำลังใกล้จบปริญญาเอกจากฝรั่งเศส โปรตุเกส สเปน โรมาเนีย ซึ่งล้วนมาจากมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อด้านวิทยาศาสตร์และงานวิจัย หากชาวลอนดอนจะเป็นศูนย์กลางของ Tech Business อย่างที่ตั้งใจไว้ แต่หากขาดคนเก่งๆ จากทั่วยุโรปมาร่วมงานในองค์กรที่กำลังเติบโต (เป็นองค์กรขนาดเล็กถึงปานกลางที่ต้องการคนรุ่นใหม่) อาจจะทำให้อังกฤษโตช้ากว่าที่ควรจะเป็น

 

การโหวตออกจาก EU ของชาวอังกฤษมีผลพวงมาจาก ‘ความหวาดกลัวผู้ลี้ภัยและชาวต่างชาติ’ เมื่อ Brexit เสร็จสมบูรณ์ อังกฤษออกจาก EU เรียบร้อย (โดยอาจใช้เวลาอย่างมาก 2 ปี) นักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรปกว่า 27 ประเทศสมาชิกจะสูญเสียสิทธิในการทำงานและพำนักอาศัยในอังกฤษ แต่เป็นไปได้ว่าอังกฤษอาจจะออกแบบ Policy เพื่อให้นักวิจัยเก่งๆ อยู่ต่อได้โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

(Photo : opportunitydesk.com)
(Photo : opportunitydesk.com)

แต่สำหรับนักวิจัยชาวต่างชาติ อาจรู้สึกว่าคนอังกฤษไม่ได้มองพวกเขาเหมือนเดิมอีกแล้ว ทำให้อังกฤษอาจไม่ดึงดูดพอและไม่น่าต้อนรับเหมือนในอดีต คนเก่งๆ มักมีแนวโน้มที่จะถูกดึงตัวตลอดเวลา ถ้าอังกฤษมีลีลาที่ไม่น่าดึงดูด พวกเขาอาจไปประเทศอิ่นที่เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

nobrexit-02
นักวิจัยกระเป๋าฉีก

เป็นที่รู้กันว่า งานวิจัยในอังกฤษได้รับการสนับสนุนทุนจาก EU 10% นั่นเท่ากับว่า นักวิจัยต้องหัวหมุนกว่าเดิมในการเรียกระดมทุนมาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป แม้ประเด็นนี้จะยังไม่ฟันธง เพราะในเชิงกฎหมายแล้วนักวิจัยจะยังคงได้รับเงินสนับสนุนก้อนนี้อยู่ แต่ในบางมุมมอง เมื่อคุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ EU ก็เหมือนกับเพื่อนตัวดีมาขอบ้านคุณนอนเล่นๆ และกินข้าวฟรี การจะแบกหน้าไปขอเงินจาก EU อาจทำให้นักวิจัยตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อย หากจะไปขอระดมทุนจากประเทศสมาชิกในเมื่อคุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมันแล้ว

ยกตัวอย่าง House of Lords Select Committee of Science and Technology ระบุเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า อังกฤษได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก EU คิดเป็น 18.3% ที่ลงทุนไปกับโครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม (R&D) แบบเน้นๆ คิดเป็น 1 ใน 5 ของงบประมาณทั้งหมด คิดดูว่า EU เองก็จริงจังกับการค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดเวลา

(Photo : Rsc.org)
(Photo : Rsc.org)

นักวิจัยอังกฤษเองก็นิยมไปเสนอผลงานกับ EU เพื่อประกวดราคาโครงการวิจัย ซึ่งในกรณีทีผ่านมา อภิมหายักษ์โปรเจคยักษ์ระดับยุโรป ‘Horizon 2020’ ใช้เงินในการระดมทุนกว่า 80 พันล้านยูโร เพื่อวิจัยนวัตกรรมตั้งแต่ปี 2014 ถึง 2020 อาจประสบปัญหา และเป็นเรื่องยากที่อังกฤษจะเป็นส่วนหนึ่งของความยิ่งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์อีก

คงได้แต่นั่งอิจฉาประเทศเพื่อนๆ อดสนุกเลย
nobrexit-03

บอกลาโครงการใหญ่ๆ และคุณจะรั้งท้ายเสมอ

โครงการ Horizon 2020 ถูกตั้งต้นให้เป็นอภิมหาไอเดียของศูนย์กลาง ‘งานวิจัยเปลี่ยนโลก’ โดยเหล่าประเทศสมาชิก EU มันถูกวาดฝันว่าจะสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาการระดับก้าวกระโดด เป็นเจ้าแรกที่ปั่นงานวิจัยจากห้องทดลองเป็น Product ถึงมือผู้บริโภคอย่างแท้จริง เพื่อยืนยันว่ายุโรปคือ World class ของวิทยาศาสตร์นะจ๊ะ โดยใช้ทุนมหาศาลราว 80 พันล้านยูโร สนับสนุนโครงการวิจัยเป็นพันๆ ชิ้น เป็นเวลา 7 ปี (2014 – 2020 ตามชื่อ)

(Photo : Horizon 2020)
(Photo : Horizon 2020)

แต่เมื่ออังกฤษจะจากไป Horizon 2020 จึงเริ่มไม่ชัวร์ แม้ว่าอังกฤษจะใช้เวลาอีก 2 ปีในการออกจาก EU โดยสมบูรณ์ตามสนธิสัญญาลิสบอน ซึ่งล่าสุดทางการอังกฤษออกมายืนยันแล้วว่า พวกเขาจะสนับสนุนโครงการ Horizon ต่อจนถึงปี 2020 แม้อังกฤษจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ EU แล้ว กระนั้นเลยหลายฝ่ายเริ่มออกมาวิจารณ์แล้วว่า หากอังกฤษจะสนับสนุนต่อ ‘ต้องยอมจ่ายอย่างมหาศาล’ เพื่อสนับสนุนมหาวิทยาลัยและนักวิจัยให้ทำงานต่อ

แต่หลังจาก 2020 ล่ะ? หลังโครงการสิ้นสุดแล้ว อังกฤษจะเอาวิทยาศาสตร์ของตัวเองไปอยู่ตรงไหน?

 

nobrexit-04

ภารกิจสำรวจอวกาศที่ยังคั่งค้าง

แน่นอนมันได้รับผลกระทบ! โครงการอวกาศอันน่าตื่นตาจากฝั่งยุโรปล้วนมาจาก Europe’s space programs หรือ ESP ที่อังกฤษเป็นสมาชิกด้วย อย่างไรก็ตาม EU และอังกฤษต้องมีการจัดวาระหาข้อสรุปที่ทำให้โครงการอวกาศได้รับผลกระทบ ‘น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้’ เพราะตอนนี้คุณปฏิเสธอวกาศไม่ได้ Space Race ครั้งที่ 2 มันเริ่มไปแล้ว แต่ละชาติต้องการความก้าวหน้าทางวิศวกรรมอวกาศเพื่อเปิดพื้นที่ใหม่ๆ ให้กับวิทยาศาสตร์ แต่อธิบดีของ ESP นาย Johann-Dietrich Woerner ออกมาผ่อนคลายความวิตกว่า Brexit จะไม่กระทบกับภารกิจสำรวจอวกาศ อังกฤษยังมีส่วนในภารกิจ เฉกเช่น แคนาดา นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ ที่ไม่ได้อยู่ใน EU แต่มีส่วนร่วมกับ ESP ได้

 

แต่มันมีเรื่องยุ่งตรงที่ ระบบนำร่องกาลิเลโอ (Galileo’s PRS) เนี่ยล่ะ เพราะ กาลิเลโอเป็นระบบนำร่องสำหรับพลเรือนที่มีศักยภาพเทียบเท่าหรือดีกว่า GPS ของฝั่งอเมริกาประกอบด้วยดาวเทียม 30 ดวง ล้วนเป็นสิทธิการเข้าถึงของ EU (สหภาพยุโรป) ในจุดนี้ยังถกเถียงกันอยู่ว่า อังกฤษยังมีสิทธิในระบบกาลิเลโอนี้อยู่ไหม เพราะระบบนำร่องเป็นกระดูกสันหลังของการคมนาคม การขนส่งทุกเส้นทางที่คุณนึกออก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอังกฤษโดยตรง

 

(Photo:Esa.int)
(Photo:Esa.int)

ในแวดวงการศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ล้วนโหวตให้อังกฤษเลือกที่จะอยู่ต่อกับ EU เพราะโครงการวิจัยส่วนใหญ่ต้องการความต่อเนื่อง และอังกฤษจะได้ประโยชน์กว่าหากเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป ในมุมมองของตัว EU เองก็อาจจะเปลี่ยวเหงาหากไร้อังกฤษคอยร่วมยินดีเมื่อพวกเราสามารถสร้างนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกได้

 

อย่างไรก็ตาม Life will find the way อังกฤษจะต้องทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นไปสดๆร้อนๆ สหภาพยุโรปก็ต้องเปิดใจกันหน่อยและหาข้อตกลงร่วมกันที่ละมุนละม่อมที่สุด เพราะเมื่อ Brexit – Make British exit ล้วนมีคนต้องอดหักถ้วนหน้า

อ้างอิง

Britain’s Shaky Status as a Scientific Superpower

Britain’s quitting the EU, but will it be forced out of EU space programs

Researchers Reeling as the U.K. Votes to Leave the E.U.

Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed