ถอดรหัส ‘เหมียว’ เราเลี้ยงแมวมา 10,000 ปี แต่ทำไมไม่เข้าใจมันเลย?

มนุษย์เลี้ยงแมวมานาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราเข้าใจมันดีแล้ว ปริศนา ‘พฤติกรรมแมว’ ยังมีอยู่อีกเพียบ ที่วิทยาศาสตร์ยังแงะความลับนั้นไม่ออก

ธรรมชาติออกแบบแมวมาพร้อมกับความน่ารัก สันโดษ และขี้สงสัยจนน่าประหลาด แม้แมวบ้านที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงของมนุษย์ตลอดชีวิต ก็ยังต้องการเอกสิทธิ์และพื้นที่ส่วนตัวอยู่ไม่น้อย ราวกับว่า ‘มันไม่ต้องการมนุษย์เลย’ อ่าว! แล้วกัน

friday_titleImage

ความรักสันโดษและไม่เรียกร้องอะไรจากพวกเรามาก  ทำให้มนุษย์อดไม่ได้ที่จะเชื้อเชิญแมวให้มาเป็นสมาชิกภายในบ้าน

ปัจจุบันประชากรแมวมีจำนวนมากกว่าสุนัข ความนิยมแมวไม่เคยจางหายไปจากอารยธรรมมนุษย์  สายใยความผูกพันธุ์ระหว่างมนุษย์และแมวมีรากฐานยาวนานร่วม 10,000 ปี มีผลพิสูจน์ทาง DNA ที่เผยให้เห็นว่า ‘แมวบ้าน’ เริ่มแยกสายอย่างชัดเจนจาก ‘แมวป่า’ ก็ราว 10,000 ปีที่แล้วพอดิบพอดี ในพื้นที่แถบตะวันออกกลาง

(Photo:Felidaefund)
Photo : Felidaefund

ในปี 2014 งานวิจัยของ Michael J. Montague จากมหาวิทยาลัย Washington ใน St.Louis สามารถบ่งชี้กลุ่มยีนสำคัญที่มีส่วนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากแมวป่านักล่าสู่การเป็นแมวบ้านที่ขี้อ้อนได้สำเร็จ กลุ่มยีนเหล่านี้เชื่อมโยงกับการแสดงออกทางพฤติกรรม การเรียนรู้สภาพแวดล้อมใหม่ หวาดวิตกลดลงเมื่อต้องอยู่ในสังคมมนุษย์ อิทธิพลของยีนล้วนช่วยให้แมวปรับตัวเข้ากับมนุษย์ได้และยอมถอดเขี้ยวเล็บจนเป็นสมาชิกคนหนึ่งในบ้าน (ที่เห็นความสำคัญเราบ้างเป็นบางครั้ง)

 

กลุ่มยีนที่มีอิทธิพลในการควบคุมพฤติกรรมแมว
กลุ่มยีนที่มีอิทธิพลในการควบคุมพฤติกรรมแมว

 

รู้จักหมา ไม่รู้จักแมว

มนุษย์ศึกษาพฤติกรรมสุนัขค่อนข้างทะลุปรุโปร่ง ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมที่เปิดกว้างต่อประสบการณ์ใหม่ๆ และความกระตือรือร้นที่จะสร้างสัมพันธ์ของสุนัข ตรงข้ามกับแมวอย่างสิ้นเชิง พวกมันไม่ยอมเปิดใจให้ศึกษาได้ง่ายๆ การนำแมวมาศึกษาพฤติกรรมใช้เวลาและความอดทนสูง ทำให้รูปแบบพฤติกรรมและระดับสติปัญญาของแมวยังคงเป็นปริศนาสำหรับวิทยาศาสตร์

ทำไมเราต้องพยายามศึกษามันนักล่ะ?

การไขพฤติกรรมแมวได้ เท่ากับลดข้อพิพาทระหว่างมนุษย์และสัตว์เลี้ยง บางครั้งพฤติกรรมที่เป็นปรปักษ์ต่อกันจะนำมาซึ่งปัญหาการปรับตัวทางสังคมต่อสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ เกิดเป็นปัญหาเชิงสังคมและความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับสัตว์เลี้ยง

ในมิติของสุนัขนั้น พวกมันเป็นนักล่าและสัตว์กินซากโดยสัญชาตญาณ บรรพบุรุษสุนัขรุ่นแรกๆ เดินทางข้ามทวีปด้วยระบบฝูงและการออกล่าเป็นทีมเวิร์ค ทำให้สุนัขต้องกระตือรือร้นที่จะ ‘สื่อสาร’ ตลอดเวลา ซึ่งคุณสมบัติในการเอาชีวิตรอด

 

hillspet

 

แต่ความท้าทายในการศึกษาพฤติกรรมแมวล้วนมาจากธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ แมวกลับเป็นนักล่าที่สันโดษ พฤติกรรมนี้ส่งผ่านจากแมวป่าสู่แมวบ้าน แต่แมวก็พยายามปรับตัวนะ แต่เฉพาะเจาะจงกับผู้เลี้ยงเท่านั้น ซึ่งพฤติกรรมนี้ไม่ได้ส่งต่อไปให้กับแมวตัวอื่นๆ  กลายปัจจัยที่ทำให้งานวิจัยแมวเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะเกิดรูปแบบพฤติกรรมที่ไม่แน่นอน

Figure-2_big

 

มีงานศึกษาของ Adam Miklosi และทีมงานวิจัยพบว่า แมวสามารถเรียนรู้สัญญาณชี้นิ้วไปยังถาดอาหารได้ แต่ความตลกที่พบคือ ถาดอาหารต้องเดินไปได้อย่างสะดวก หากอยู่เกินเอื้อมจนต้องใช้ความพยายามมากไป มันก็จะไม่ทำ  ตรงข้ามกับสุนัขที่ยังกระตือรือร้นเพื่อจะไปถึงอาหาร โดยการอ้อนวอนให้มนุษย์ช่วย

“แมวพยายามจะแก้ปัญหาด้วยตัวมันเอง แต่ถ้ามันล้มเหลว มันก็แค่เดินหนีไปเฉยๆ” นักพฤติกรรมสัตว์ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ (Anthrozoology) อย่าง John Bradshaw จากมหาวิทยาลัย Bristol ในอังกฤษเขียนรายงานในการเฝ้ามองพฤติกรรมแมว เมื่อมันเผชิญหน้ากับปัญหา

 

ปัจจัยอีกอย่างที่นักวิจัยไม่ค่อยนิยมศึกษาแมว เพราะควบคุมมันลำบากในห้องทดลอง หากคุณนำแมวออกมาจากบ้านไปทดลองนอกสถานที่ พวกมันจะสติแตก เนื่องจากความไม่คุ้นชินสภาพแวดล้อมต่างถิ่น และมันจะแสดงพฤติกรรมอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้งานวิจัยแมวส่วนใหญ่มีขอบเขตเพียงเฝ้าติดตามพฤติกรรมแมวในบ้านของคนเลี้ยง แทนที่จะเป็นสภาพแวดล้อมที่ควบคุมปัจจัยสิ่งเร้าได้อย่างในห้องทดลอง

 

อะไรที่เรารู้แล้วจากแมวบ้าง

 

shutterstock_68744086-950x633

เสียงฟี้อย่างแมว (Purr)

นักวิจัยด้านพฤติกรรมสัตว์พบว่า แมวใช้เสียงฟี้ในหลายวัตถุประสงค์ เพื่อบ่งบอกสถานะความรู้สึกในช่วงเวลานั้นๆ เช่น กำลังมีความสุขหรือความเครียด เสียงฟี้ยังใช้แสดงออกในภาวะฉุกเฉิน อย่างการร้องขออาหาร หรือพยายามบอกว่าร่างกายได้รับบาดเจ็บ

 

maxresdefault

ร้องเหมียว (Meow)

โดยทั่วไปแมวจะไม่ร้อง “เหมียวๆ” กับแมวด้วยกัน พวกมันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้เพื่อใช้สื่อสารกับมนุษย์ เสียงร้องเหมียวสามารถบ่งบอกสถานะความสัมพันธ์กับเจ้าของ ซึ่งปกติคนเลี้ยงจะรู้ว่าแมวของเขาร้องเหมียวๆ เพราะต้องการอะไร แต่มักไม่รู้จากแมวตัวอื่น

 

cat-ears

หู (Ears)

หูที่ลู่ไปด้านหลังบ่งบอกถึงภาวะความเครียดและพร้อมต่อสู้ แต่หากหูลู่ไปด้านหน้าแสดงว่า เจ้าเหมียวกำลังสนใจอะไรอยู่

tabby-cat-tail
หาง (Tail)

หางที่เหยียดตรง แสดงถึงแมวมีความผูกพันธุ์กับผู้เลี้ยงและมันยอมให้คนเป็นใหญ่กว่าในบ้าน แต่หากหางชี้ขึ้นบนและพองฟู แสดงว่ามันกำลังฉุนเฉียว ไม่สบอารมณ์  หางที่คดกลับไปในหว่างขา หมายถึง แมวรู้สึกไม่ปลอดภัยและอยากจะเผ่นออกไปจากตรงนั้น

 

marking-territory

ถูหัวและก่ายบนสิ่งของ (Rubbing head)

แมวมีต่อมกลิ่นหลายจุด ที่บริเวณมุมปาก ระหว่างตา หู และใต้คาง พวกมันใช้ต่อมกลิ่นเพื่อบ่งบอกอาณาเขต นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ากลิ่นเป็นสัญญาณที่สื่อสารถึงความเสน่หาด้วย

 

pet photgraphy by Mark McQueen, phoDOGrapher

นอนหงาย เปิดพุง (Lying back)

แมวไม่นิยมเปิดเผยพุงหากไม่จำเป็น แต่หากมันนอนหงายด้วยท่านี้ แสดงว่าแมวกำลังผ่อนคลายสุดๆ และเชื่อใจคุณ

 

Why-do-cats-Knead-5-gap
ทำท่านวด (Kneading)

ลูกแมวจะทำท่านวดเพื่อกระตุ้นน้ำนมของแม่แมว แต่หากแมวโตกำลังพยายามนวดให้คุณ แสดงว่ามันมอบความเป็นใหญ่ให้ แสดงถึงความเป็นแม่ การนวดเป็นพฤติกรรมเชิงบวก แสดงออกถึงความผูกพันที่ดี

 

cat-grooming-another-cat

เลีย (Licking)

แมวที่มีขนาดใกล้เคียงกันจะเลียให้กันเอง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมและลดความขัดแย้งกันในอาณาจักร ซึ่งการแสดงออกด้วยความรักใคร่เป็นคุณสมบัติทางพฤติกรรมที่สำคัญของแมวที่ใช้สื่อสารกับแมวตัวอื่นๆ

 

แม้การศึกษาพฤติกรรมแมวนั้นยากและท้าทาย แต่เรายังมีพื้นที่ความรู้ที่ยังไม่ได้จากเจ้าเหมียวตัวดีอยู่อีกมาก รักน้องแมวมากๆ ดูแลกันดีๆ นะ

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

Comparative analysis of the domestic cat genome reveals genetic signatures underlying feline biology and domestication

A Comparative Study of the Use of Visual Communicative Signals in Interactions Between Dogs (Canis familiaris) and Humans and Cats (Felis catus) and Humans.

Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed