สังคมแห่งการให้ กำลังทำพระไทย ‘อ้วน’

ระเบิดเวลาที่เตรียมสั่นคลอนพุทธศาสนา ไม่ใช่ภัยมืดอะไรที่ไหน แต่เป็นแคลอรี่ปริมาณมหาศาลที่เหล่าญาติโยมถวายด้วยความหวังดี

เมื่อพระสงฆ์ไทยอ้วนเกินพิกัดกว่า 48% จากพระทั้งหมดในประเทศ จึงเสี่ยง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดและมะเร็ง

หรือถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนมุมมองการให้แบบยกเครื่องใหม่เสียที?

1442813343380
Blogspot.com

 

 

สังคมแห่งการให้ ทานบารมีเพียบ

monk-02

ใครๆ ก็ว่าสังคมไทย คือสังคมแห่งการให้ แต่ก็ใช่ว่าเราจะให้โดยไม่หวังอะไรตอบแทนเลย (มีความแอบหวังอยู่ลึกๆ)

การทำบุญด้วยอาหารหรือการ ‘ทำบุญตักบาตร’  เป็นวิธีที่นิยมปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ชาวพุทธถือกันว่าเป็นการสร้างบุญ แผ่ส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับ โดยเชื่อกันว่าอาหารที่ถวายไปนั้นจะส่งถึงญาติผู้ล่วงลับ หรือ Level Up ผลบุญให้แก่ตนเองในอนาคต

เพราะแบบนี้ใครๆ ก็เลยต้องถวายของดีๆ เลิศๆ ให้พระสงฆ์ฉันสินะ จะไปน้อยหน้าได้อย่างไร!

แต่กลายเป็นว่า เราเชื่อพลังแห่งการให้ โดยไม่เคยหยุดถาม ‘สิ่งที่ให้’ มาหลายพันปี จนรูปกาลปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว และพระสงฆ์ไทยกำลังตกที่นั่งลำบาก

 

ตักบาตร – ตัวบวม

monk-03

ไม่มีใครมีเวลาว่างเข้าครัวทำอาหารเพื่อถวายพระท่านกันแล้ว ความนิยมซื้ออาหารถุงปรุงสำเร็จ ดูรวดเร็วสอดรับกับยุคสมัยใยแก้วนำแสง และอาหารยอดนิยมคงหนีไม่พ้น แกงกะทิ ผัดผัก ของทอด มัสมั่น (อาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ)  และในส่วนของหวานมักเป็นขนมสายแข็งอย่าง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน ซึ่งล้วนเป็นอาหารแคลอรี่สูง

ที่สำคัญเมื่อเราซื้อจากร้านในตลาด เราแทบไม่รู้เลยว่าแม่ค้ามือหนักใส่อะไรไปในอาหารพระท่านบ้าง

  • แกงมัสมั่นไก่          1 ถ้วย     325 Kcal
  • แกงเผ็ดฟักทองหมู 1 ถ้วย     250 Kcal
  • แกงเขียวหวานไก่   1 ถ้วย     240 Kcal
  • ปีกไก่สอดไส้ทอด   1 ชิ้น       103 Kcal
  • ทองหยิบ 420  Kcal มีประมาณ   7 – 12  ดอก  ใช้วัตถุดิบไข่เป็ดและน้ำตาล
  • ทองหยอด 400 Kcal มีประมาณ 15 – 20  ลูก  ใช้วัตถุดิบไข่เป็ด  น้ำตาลทราย และแป้ง
  • ฝอยทอง 440 Kcal ใช้วัตถุดิบไข่แดงจาก ไข่ไก่ ไข่เป็ด  และน้ำตาลทรายเป็นหลัก
  • เม็ดขนุน 374 Kcal วัตถุดิบที่ใช้เป็นถั่วเหลือง กะทิ น้ำตาลทราย ชุบไข่แดงและต้มในน้ำเชื่อม

 

 

วงวารกิจวัตรสงฆ์

monk-04

เมื่อฆราวาสถวายอาหารเพล ตามหลักศาสนาแล้วพระสงฆ์เลือกฉันไม่ได้ จึงต้องฉันตามที่เราๆ ท่านๆ ถวาย แต่แท้จริงแล้ว พระสงฆ์เองก็ฉันของที่ท่านชอบซ้ำไปซ้ำมาทุกวัน จนได้สารอาหารที่ไม่หลากหลาย และเป็นการฉันเพลเพียงมื้อเดียว บั่นทอนสุขภาพ บีบให้สงฆ์ต้องฉันคราวละมากๆ ผิดสัดส่วนตามช่วงเวลา

น้ำปานะเป็นอีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม การสำรวจพบความถี่ในการฉันเครื่องดื่มประเภทต่างๆ เช่น น้ำชาเขียว น้ำผลไม้บรรจุกล่อง น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง และกาแฟสำเร็จรูป เมื่อพระสงฆ์ฉันเข้าไปในช่วงท้องว่าง น้ำตาลในเครื่องดื่มจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว

กิจกรรมสงฆ์ที่วนเวียนในลูปเดิมๆ ทำให้ไม่สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้ กลายเป็นกับดักที่ทำให้สงฆ์ไทยไม่มีทางเลือกมากนัก

 

 

วัฏสงสารแห่งความป่วยไข้

monk-05

แม้โรคภัยไข้เจ็บจะเป็นสัจธรรมอันเที่ยงแท้ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องให้มันเกิดเร็วอย่างไม่มีทางเลือกเสียหน่อย! พระสงฆ์ไทยกำลังกลายเป็นผู้ป่วย มีรายงานว่า พระสงฆ์เป็นโรคอ้วน 48% โรคเบาหวาน 10.4% โรคคอเลสเตอรอลสูง 42% และโรคความดันโลหิตสูงอีก 23%

พระสงฆ์ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงต่อการทำงานของไตผิดปกติถึง 8 เท่า หากมีภาวะอ้วนก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติถึง 2 เท่า และหากมีภาวะอ้วนลงพุง จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานถึง 2 เท่า แสดงให้เห็นว่าพระสงฆ์ในประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงอย่างน่าตกใจ

 

ฟิตบิท ฟิตบุญ

monk-06อาจถึงเวลาที่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ หากเรายังติดนิสัยการให้แบบเดิมๆ คงมีแต่บาปที่จะได้แทน โครงการ ‘สงฆ์ไทยไกลโรค’ โดย รศ.ดร.ภญ.จงจิตร อังคทะวานิช คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สสส. ทำการศึกษาปรากฏการณ์นี้อย่างต่อเนื่องครบทุกมิติ เพื่อให้พระสงฆ์ไทยเข้าใจหลักโภชนาการและการดูแลสุขภาพในขณะที่ยังครองสมณเพศ เพราะต่อให้เป็นพระก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะเมินเฉยต่อสุขภาพ

แล้วในมิติผู้ให้อย่างเราๆ ล่ะ เริ่มตรงไหนดี มี 6 ข้อหลักๆ ให้คุณยังทำบุญได้โดยไม่สร้างบาป

  1. ใส่บาตรด้วยข้าวขัดสีน้อย อย่างข้าวกล้องให้ท่านบ้าง ผสมกับข้าวขาวอย่างละครึ่งก็โอเค
  2. ผัก ผลไม้ อย่าให้ขาดในทุกครั้ง ยิ่งให้มาก ยิ่งดี
  3. แกงกะทิ และขนมหวาน เป็นไปได้อย่าใส่บาตรท่านเลย (เลี่ยงเป็นกะทิผสมนมจืดแทนเถอะ)
  4. อาหารเค็มจัด No
  5. อาหารทอด และใช้น้ำมัน ก็ No อีก
  6. เครื่องดื่ม น้ำหวาน ชาเขียว เป็นไปได้เลือกที่หวานน้อยๆ แคลอรี่ต่ำ

 

ท้ายที่สุด หน้าที่ของชาวพุทธในการสืบทอดศาสนาก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องตั้งป้อมป้องกันสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก แต่กลายเป็นการทำให้คนในศาสนาเองมีสุขภาพดี เข้าใจพลวัตรแห่งการเปลี่ยนแปลง เพราะคุณเองก็คงไม่อยากให้ไขมันส่วนเกินกลายเป็นของคู่กันกับศาสนาพุทธหรอกใช่ไหม

 

 

อ้างอิงจากข้อมูลจาก

โครงการขับเคลื่อน “สงฆ์ไทยไกลโรค” โดย รศ.ดร.ภญ.จงจิตร อังคทะวานิช คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 

 

 

Illustration by Namsai Supavong
Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed