เมื่อกัญชาขึ้นแท่น ‘ยาทางเลือก’ หรือวิกฤตเสพติดยาแก้ปวดกำลังมีความหวัง?

6 วันก่อนวิกฤต เมื่อ ‘พรินซ์ โรเจอร์ส เนลสัน’ (Prince Rogers Nelson) นักร้องขวัญใจชาวอเมริกันกำลังถูกหามส่งโรงพยาบาลในอาการร่อแร่ หลังจากใช้ยาเกินขนาด (Overdose) ซึ่งเป็นยาแก้ปวดยอดนิยมยี่ห้อ ‘เปอร์โคเซต’ (Percocet)

48832205.cached

หลังจากนั้นไม่กี่วัน พรินซ์ก็จบชีวิตอย่างช็อคโลกในวันที่ 21 เมษายน 2559 จากการเสพยาแก้ปวดเกินขนาน ‘เฟนทานิล’ (Fentanlye) ซึ่งครั้งหนึ่ง มันเคยได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ยาวิเศษ’ ที่มีฤทธิ์ระงับปวดดีกว่ามอร์ฟีนร้อยเท่า ได้ผลทันใจ และใช้บำบัดอาการเจ็บปวดผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายในหลายกรณี

ทั้ง เฟอร์โคเซต และ เฟนทานิล ไม่ใช่ยาพิสดารหายากที่ไหน แต่มันเป็นยาแก้ปวดยอดนิยมสกัดจากฝิ่นที่แพทย์มักจ่ายยาให้ชาวอเมริกันอย่างแพร่หลาย และขณะนี้คนอเมริกันกำลังเสพติดยาแก้ปวดงอมแงมจนกลายเป็นวิกฤตระดับประเทศไปแล้ว

พรินซ์ เป็นหนึ่งในชาวอเมริกัน 165,000 ราย ที่เสียชีวิตจากการเสพยาแก้ปวดเกินขนาน จากสถิติของ Department of Health and Human Services ที่เก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 1999 ถึง 2014
93042b1aaef11f310c877e49ad536574-617x429

 

คนอเมริกันติดยาแก้ปวดงอมแงม

ชาวอเมริกันเองกำลังเผชิญกับภาวะเครียดและอาการเจ็บปวดเรื้อรังบั่นทอนสุขภาพ พวกเขาจึงพยายามหาทางลดอาการด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่จึงหาทางออกโดยการซื้อยาแก้ปวดที่มีสารกลุ่มโอปิออยด์ (Opioid) สกัดจากฝิ่นมาใช้จนกลายเป็นความนิยมแบบปากต่อปาก ยิ่งใช้มากยิ่งติดมาก จนดูเหมือนเป็นยาวิเศษที่อยู่ถูกที่ถูกเวลาเหลือเกิน

ในประวัติศาสตร์การแพทย์ระบุให้สารกลุ่มโอปิออยด์เป็นยาแก้ปวด ช่วยทำให้ร่างกายสามารถทนต่ออาการปวดได้ดี มีผลข้างเคียงทำให้ประสาทผ่อนคลาย กดการหายใจ รู้สึกเคลิบเคลิ้ม (รวมถึงอาการท้องผูกตามมา) ซึ่งสารกลุ่มนี้มีแนวโน้มเสพติดสูง หน่วยงานของภาครัฐต้องใช้งบประมาณ 55 ล้านเหรียญต่อปีในการดูแลและบำบัดผู้เสพติดยาแก้ปวดจำนวนมาก อย่างน่าเสียดายโอกาส

ภาวะติดยาแก้ปวดไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แค่ปี 2014 เพียงปีเดียว มีการจ่ายยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ถึง 240 ล้านครั้ง หรือในอัตราส่วนประชากร 1คน ต่อยาแก้ปวด 1 กระปุกเลยทีเดียว

pilltray

 

กัญชาจะเปลี่ยนอะไรได้ไหม?

แนวคิดการนำกัญชา (Cannabis) มาใช้บำบัดความเจ็บปวดอยู่ในความสนใจของแพทย์มาราวๆ 15 ปีได้แล้ว และมันกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ Marcus Bachhuber นักวิจัยจาก Medical Center วิเคราะห์เชิงสถิติว่า รัฐที่อนุญาตให้ใช้กัญชาในทางการแพทย์อย่างถูกกฎหมาย มีผลต่ออัตราการตายจากเทคยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ มากขึ้นหรือลดลงอย่างไร

จากนั้นเมื่อเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 1999 ถึง 2010 ผลปรากฏว่า รัฐที่มีกัญชาถูกกฎหมายมีอัตราเสียชีวิตจากยาแก้ปวดโอปิออยด์ลดลงกว่า 25 เปอร์เซ็นต์อย่างมีนัยยะ

แม้งานวิจัยดังกล่าวไม่ได้แสดงให้เห็นคุณูปการของกัญชาอย่างเชิงประจักษ์นัก (เพราะกลุ่มผู้เสพยาแก้ปวดเกินขนาดบางราย ก็ยังใช้เฮโรอีนผิดกฎหมายอยู่ดีล่ะ) แต่มันก็ช่วยเปิดหูเปิดตานักวิทยาศาสตร์เห็นศักยภาพของกัญชาในมิติของการรักษาหรือทดแทนยาแก้ปวด เป็นไปได้ไหมที่กัญชาจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าและพิษน้อยกว่า?

5-differences-between-cannabis-concentrates-and-flower

เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาไม่นานนี้เอง วารสาร Journal of Pain ตีพิมพ์งานวิจัยของมหาวิทยาลัยมิชิแกน โดยสำรวจและติดตามพฤติกรรมของผู้คน 185 ที่ได้รับการจ่ายยาในรูปแบบของกัญชา พบว่าเกินกว่าครึ่งที่ไม่หวนกลับไปใช้ยาแก้ปวดโอปิออยด์อีกในการเยี่ยวยาอาการเจ็บปวดเรื้อรัง หรือในมิติของสัตว์ทดลองเองก็พบว่าสาร Cannabinoid ในกัญชามีการทำงานในการยับยั้งความเจ็บปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

 

การถกเถียงคือธรรมชาติของกัญชา มีการตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของการใช้กัญชาในระยะยาว (แม้ยังไม่เคยมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการ Overdose กัญชาก็ตาม) แต่นักวิทยาศาสตร์ต้องหาคำตอบให้ได้ หากแนะนำกัญชามาแทนที่ยาแก้ปวดจากสารสกัดของฝิ่น ซึ่งการอนุญาตใช้กัญชาอย่างเร่งด่วนก็เป็นเรื่องที่พลีพลามเกินไปหน่อย หากเรายังไม่รู้จากสารประกอบอื่นๆที่นอกเหนือจาก Cannabinoid ได้ดีพอ เพราะมีผู้ต้องสงสัยอีกเพียบที่เราไม่รู้จัก Side Effect ของมันดีพอ

 

“การทำให้กัญชาถูกกฎหมาย คือจุดเริ่มต้นของการทำความรู้จักกัญชาได้มากกว่าเดิม” Kevin Boehnke นักวิทยาศาสตร์ด้านสุขภาวะชุมชนจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน กล่าวสนับสนุนการผลักดันให้รัฐมีนโยบายเปิดกว้างให้เหล่านักวิจัยเข้าถึงกัญชาได้อิสระมากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งปกติถูกจำกัดให้ศึกษาเพียงสารตัวใดตัวหนึ่ง แต่การศึกษากัญชาทั้งต้นอาจเปิดมิติทางการแพทย์ที่กว้างกว่า

cannabis-leaves1

แต่อนาคตของกัญชาดูสดใสมากขึ้นเมื่อ DEA เองก็ปรับลดกัญชาออกจากสารเสพติดประเภทที่ 1 (Schedule 1) หลังจากงานทดลองทางวิทยาศาสตร์มีหลักฐานงานวิจัยรองรับ ล่าสุดรัฐโอไฮโอ ก็เพิ่งประกาศให้กัญชาถูกกฎหมายเป็นรัฐที่ 24 ของอเมริกาที่เปิดรับมิติใหม่ของกัญชา

แม้กัญชาจะยังไม่มาแทนยาแก้ปวดโอปิออยด์เร็วๆ นี้ แต่หลายเสียงยืนยันว่า กัญชาจะสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาดได้ และจะทำให้วงการแพทย์คึกคักอีกครั้ง

 

กัญชากำลังเป็นดาวเด่นแห่งวงการแพทย์ พอๆ กับการเป็นกระแสร้อนแรงของสังคม

การมองด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ๆ จะทำให้เราเข้าใจสารเสพติดคู่ประวัติศาสตร์นี้ในทิศทางไหน

เมื่อกัญชาเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด อาจถึงเวลาที่พวกเราควรทำความรู้จักมันให้มากขึ้นก็ได้

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

www.uphs.upenn.edu/news/News_Releases/2014/08/bachhuber/

 

 

Cover Illustration by Namsai Supavong
Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed