‘หมาป่าโลกันตร์’ กับตัวตนจริงของ Ghost ใน GoT

ทำความรู้จัก Direwolf ดึกดำบรรพ์ 101 (ไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาใดๆ ของภาพยนตร์)

พวกเราทุกคนล้วนมีอีกร่างหนึ่งใน ‘Game of Thrones’ ไม่ว่าคุณจะเป็นพวกรักสัจจะเหนือชีวิต พวกชอบแอบแทงข้างหลังตอนเผลอ พวกคอยเสี้ยมให้คนอื่นตีกัน พวกสร้างความพินาศ หรือพวกชอบหาเรื่องแก้ผ้าในทุกโอกาส (ใช่เหรอ!) ต้องยอมรับจริงๆว่า GoT คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนสันดานดิบของพวกเราได้ดี (อ่านเพิ่มได้ที่ ‘ความจริงของเซอร์ซี แลนนิสเตอร์ และการฟื้นคืนชีพของแบร์โทลต์ เบร็คชต์‘)

ไม่เว้นแม้กระทั่ง ‘หมา!’

ใช่แล้ว ในโลกอันดิบเถื่อนของอาณาจักร Westeros สายพันธุ์หมาป่าก็ยังต้องมีเค้าโครงมาจากสิ่งมีชีวิตจริงที่เคยตะลอนทั่วแผ่นดินอเมริกาเมื่อหลายพันปีก่อน พวกมันเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสายพันธุ์สุนัขป่าขนาดมหึมา ที่มักปรากฏอยู่ในนิยายแฟนตาซี (หรือเกมแนว RPG) ล้วนเคยมีตัวตนอยู่จริง ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตลึกลับในนิทานพื้นบ้านแต่อย่างใด

Ghost สุนัขป่าแสนรู้คู่ซี้ Jon Snow (Photo:HBO)
Ghost สุนัขป่าแสนรู้คู่ซี้ Jon Snow (Photo:HBO)

Direwolf’ (ไดร์วูล์ฟ) หรือในชื่อ ‘หมาป่าโลกันตร์’ ในฉบับแปลไทย ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง พวกมันก็มีชีวิตรันทดไม่ต่างจากวรรณกรรมเสียเท่าไหร่ (แต่เราจะไม่บอกว่าเกิดอะไรกับพวกมัน หากคุณตั้งใจจะดู GoT ก็สบายใจได้) ความกดดันของระบบนิเวศทางอาหารที่เปลี่ยนไป ทำให้วิวัฒนาการทางสายพันธุ์ของ Direwolf อยู่ได้ไม่ถึงปัจจุบัน

 

สายพันธุ์สุนัขที่ปรากฏในวรรณกรรมของ George R.R. Martin เป็นสายพันธุ์แปลกประหลาด พวกมันมีขนาดมหึมา ในตำนานลือกันว่ามีขนาดพอๆ กับ ‘ม้ารุ่นๆ’ เลยด้วยซ้ำ พวกมันเคยครอบครองพื้นที่ขนาดมหึมา ในยุคไพลสโตซีน(Pleistocene) ราว 2,588,000 – 11,700 ปีก่อนเคียงคู่กับ แมมมอธขนดก  (Woolly mammoth) และเสือเขี้ยวดาบ (Sabretooth Cat) บรรพบุรุษของมนุษย์ก็เคยเผชิญหน้ากับเหล่าสุนัขป่าโลกันตร์นี้มาก่อน (หรือถูกกิน)

 

แม้ Direwolf จะเป็นแค่น้ำจิ้มสร้างสีสันใน GoT ที่ไม่ได้มีการเล่าขานมากนัก แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เหล่านักบรรพชีวินดูสนอกสนใจกับพวกมันเป็นพิเศษ และตื่นเต้นทุกครั้งที่มีการค้นพบครั้งใหม่ๆ จากหลักฐานทางธรณีวิทยาและการขุดค้นซากฟอสซิล ทำให้พวกเขาสันนิษฐานถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของเหล่านักล่าในบรรพกาลได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เห็นรูปแบบทางสังคมที่ซับซ้อน และครั้งหนึ่งพวกมันเคยครองพื้นที่ทวีปอเมริกามาแล้ว

 

e0014726_4b6a082561bc8

ถ้าคุณมีโอกาสนั่งไทม์แมชชีนไปเดินแกร่วในยุคน้ำแข็งระหว่าง 125,000 และ 10,000 ปีก่อน ในขณะกำลังชื่นชมป่าเขาลำเนาไพร คุณอาจจะได้ยินเสียงหอนอันทุ้มลึกน่าสะพรึงจนหนาวไปถึงกระดูกในทุกๆ ที่ที่คุณไป พวกมันอาจกำลังรอจู่โจมเพื่อหมายปลิดชีพคุณให้เร็วที่สุด รอคอยจังหวะเพื่อเปลี่ยนคุณให้กลายเป็นมื้อค่ำชุดแฮปปี้มิล

โครงกระดูกของ Direwolf ถูกขุดพบทางตอนใต้ของ Alberta ประเทศ Canada จวบจนพื้นที่ความสูงกว่า 7,400 ฟุตเหนือน้ำทะเลในประเทศ Bolivia พวกมันกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ชายฝั่ง และซากสมบูรณ์จำนวนมากถูกขุดพบในบ่อน้ำมันหนืดชื่อดัง La Brea’s Tar Pit ในทางตอนใต้ของ California ทำให้นักบรรพชีวินได้อภิมหาฟอสซิลที่งดงามและสูญเสียน้อยมาก จนทำให้พิพิธภัณฑ์อื่นๆ ต้องอิจฉาจนตาเขียวเลยทีเดียว

459C00B0-CFC9-4280-B27C63C66DAD0EC9

อสูรกายหน้าขน Canis Dirus

‘หมาป่าโลกันตร์’ ของจริงไม่ใช่เพื่อนเล่นที่ดีของมนุษย์ เพราะมันไม่ได้น่ารักเหมือน Lady ของ ซานซ่า และไม่ได้เชื่อฟังทุกคำสั่งเหมือน Ghost ของ จอน สโนว์ สุนัขป่าสายพันธุ์ ‘Canis Dirus’ มีขนาดใหญ่มหึมากว่าที่ปรากฏในโทรทัศน์มาก น้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 130 ปอนด์ (หรือ 58 กิโลกรัม) ซึ่งเทียบกับหมาป่า Grey Wolf ในยุคปัจจุบันพวกมันมีน้ำหนักเพียง 88 ปอนด์เท่านั้น (44 กิโลกรัม) เรียกได้ว่า Canis Dirus เป็นโคตรหมาเฮฟวี่เวท ตัวใหญ่พอๆ กับม้า เมื่ออยู่ในช่วงเจริญพันธุ์เต็มที่

การจำแนกฟอสซิลระหว่าง Canis Dirus กับ Grey Wolf ยังคงยากลำบากหากจะเลือกดูแค่โครงกระดูก เพราะลักษณะทางกายภาพเมื่อดูเผินๆแทบไม่แตกต่างกันมากนัก เราจึงต้องชี้ชัดจากโครงสร้าง ‘ปาก’ ของมัน รูปแบบการเรียงฟันมีความแตกต่าง ฟันกรามซี่แรกของ Canis Dirus จะมีขนาดใหญ่กว่าหมาป่าเพื่ออำนาจในการบดเคี้ยวและฉีกทึ้งอาหารที่ทรงพลังกว่าญาติห่างๆ ของมัน

 

รูปแบบการล่าของพวกมันจะเน้นกลยุทธ์ทำงานเป็นกลุ่มที่เน้น ‘การไล่ต้อน’ นักบรรพชีวินหลายท่านพบหลักฐานนี้จากซาก Direwolf ที่ติดบ่อน้ำมันหนืดเป็นจำนวนมาก พวกมันน่าจะล่าสัตว์ขนาดใหญ่กว่าโดยการต้อนให้จนมุม แต่ Dire Wolf ไม่ได้จู่โจมโดยการตะปบแบบสัตว์นักล่ากลุ่มแมวใหญ่ พวกมันจึงเน้นพละกำลังขา วิ่งกวดและงับเหยื่อด้วยกรามที่แข็งแรง

บ่อน้ำมันหนืด La Brea’s Tar Pit คือขุมสมบัติแห่งวงการบรรพชีวิน น้ำมันรักษาโครงสร้างกระดูกของสัตว์ได้เป็นอย่างดี (Photo : Reviewjournal)
บ่อน้ำมันหนืด La Brea’s Tar Pit คือขุมสมบัติแห่งวงการบรรพชีวิน น้ำมันรักษาสภาพกระดูกของสัตว์ได้เป็นอย่างดี (Photo : Reviewjournal)

หลักฐานจาก La Brea’s Tar Pit ยังระบุให้เห็นด้วยว่า แม้พวกมันจะบาดเจ็บรุนแรงจนถึงขั้นพิการ แต่กระดูกมีร่องรอยของการเยียวยา แสดงว่าพวกมันไม่ได้ตายทันทีและไม่ได้อดอยาก จึงเป็นไปได้วา Direwolf น่าจะมีรูปแบบสังคมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลตัวที่บาดเจ็บ โดยการหาอาหารให้ และไม่ได้โดนรุมกินจากตัวอื่นในฝูง นั้นทำให้ Direwolf ไม่ได้เป็นสัตว์ที่ทารุณและหากินอย่างโดดเดียวตามที่เชื่อๆ กัน

 

จุดจบของสุนัขป่าโลกันตร์

น่าเสียดายที่ Direwolf ไม่ได้อยู่ต่อมาถึงปัจจุบัน หลายทฤษฏีเชื่อว่า แม้พวกมันจะมีพละกำลังมหึมา แต่กลับพ่ายแพ้ ในสงครามแย่งชิงอาหาร เพราะสัตว์ขนาดใหญ่ที่เคยเป็นอาหารลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ผนวกกับไหวพริบของมนุษย์ที่เป็นนักล่าหน้าใหม่เบียดเบียนแหล่งอาหารของพวกมัน  และขนาดตัวมหึมาของ Direwolf กลับกลายเป็นอุปสรรคเมื่อพวกมันต้องล่าสัตว์ที่เล็กกว่า ปราดเปรียวกว่า และกินทีก็ไม่อิ่ม ทำให้พวกมันค่อยๆ พ่ายแพ้จากการแข็งขันที่พละกำลังเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ

 

กะโหลก Canis Dirus จำนวนมากค้นพบในบ่อน้ำมันหมืด (Photo:
กะโหลก Canis Dirus จำนวนมากค้นพบในบ่อน้ำมันหมืด (Photo : Reviewjournal)

 

ธีออน เกรย์จอย เคยกล่าวว่า “ไม่มีใครเคยเห็นหมาป่าโลกันตร์นอกกำแพงอีกแล้วกว่า 200 ปี” ตอนที่เขาและ ร็อบ สตาร์ค พบลูกสุนัขในป่า 6 ตัวพร้อมๆ กัน ก่อนที่พวกมันจะถูกแบ่งเลี้ยงตามลักษณะนิสัยของสมาชิกตระกูลสตาร์ค ซึ่งหมาน้อยทุกตัวเป็นเสมือนสายใยของตระกูลที่ยังไม่รู้ว่า โลกอันโหดร้ายของ Westeros รอคอยพวกมันและเจ้านายทั้ง 6 อยู่

 

(Photo : HBO)
HBO

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

Anyonge, W., Baker, A. 2006. Craniofacial morphology and feeding behavior in Canis dirus, the extinct Pleistocene dire wolf. Journal of Zoology. doi: 10.1111/j.1469-7998.2006.00043.x

Anyonge, W., Roman, C. 2006. New body mass estimates for Canis dirus, the extinct Pleistocene wolf. Journal of Vertebrate Paleontology. doi: 10.1671/0272-4634(2006)26[209:NBMEFC]2.0.CO;2

Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed