Power of 2 มนุษย์เริ่ม‘รักเดียวใจเดียว’ตั้งแต่เมื่อไหร่?

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแทบไม่เคยสนใจ ‘รักเดียวใจเดียว’ (Monogamy) มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว  มีเพียง 10% เท่านั้นที่ถือคู่ครองทำนองนี้ ส่วนอีก 90% ล้วนมากผัวมากเมีย (Polygamy) และมันก็เป็นธรรมชาติไปว่ามันไม่ได้

แม้ในบางสังคมมนุษย์ก็มองการมีแฟนหลายๆ คนเป็นเรื่องปกติ แต่ปฏิเสธไม่ได้ที่รักเดียวใจเดียวยังเป็นพื้นฐานที่สุด ซึ่งมนุษย์ใช้จัดการกับความสัมพันธ์ในเผ่าพันธุ์ แน่นอนมนุษย์จึงเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ‘ส่วนน้อย’ ที่ให้ค่าการมีแฟนทีละคน สวนทางกับเพื่อนร่วมสปีชีส์อื่นๆ อีก 90%

เราไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบนักในบันทึกเล่มโตๆ ของธรรมชาติ  เราผูกสัมพันธ์ พัฒนาเป็นความรัก และหย่าร้าง แต่เรายังสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ได้อีก วิทยาศาสตร์พยายามตั้งคำถามถึงจุดกำเนิดว่ามนุษย์รุ่นแรกๆ เริ่มสร้างความสัมพันธ์อย่างไร ขณะที่ไพรเมทกลุ่มอื่นๆ มีผัวมากเมียมากกันหมด

ทำไมพวกเขาถึงประสบความสำเร็จ และมอบ Concept แห่งคู่ครองสู่คุณในปัจจุบัน

 

หลักฐานจากฟอสซิล

ardi-skeleton

มีทฤษฎีที่ระบุว่า บรรพบุรุษคนแรกๆ ของมนุษย์ก็ ‘รักเดียวใจเดียว’ สายพันธุ์ต้นตำหรับที่มีอายุกว่า 4.4 ล้านปี ที่ชื่อว่า ‘อาร์ดี้’ (Ardi)   หล่อนมีชื่อยาวเหยียดว่า ‘อาร์ดิพิเธคัส เรมิดัส’ (Ardiphithecus ramidus) ที่แก่กว่า ‘ป้าลูซี่’ ที่เราคุ้นเคยอยู่หลายช่วงโกฏิปี เธอเป็นหลักฐานชัดเจนระหว่างทางแยกของกลุ่มลิงใหญ่ และมนุษย์เมื่อราว 7 ล้านปีก่อน

อาร์ดี้เป็นสาวรุ่นๆ ที่น่าจะมีพฤติกรรม เดินสองขา ถืออาหารไว้บนมือจำนวนมากๆ อย่างชาญฉลาด ก่อนหน้านี้กรณี ‘ผัวมากเมียมาก’ (Polygamy) เป็นปัจจัยพื้นที่ฐานที่โฮมินิดกลุ่มแรกๆ ใช้ในการเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน

Polygamy ส่วนใหญ่ในไพรเมทเป็นการแย่งชิงตำแหน่งจ่าฝูงของบรรดาหนุ่มๆ ที่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ต้องอาศัยความสามารถทางร่างกาย หากคุณจะทำให้ใครประทับใจก็ต้องช่วงชิงมาจากคนอื่น คุณต้องฟิตกว่า แข็งแรงกว่า

ardi_wide-a893879bd1d8aa1f655ef5221f002e4ece534083

แต่นักมานุษยวิทยาพบว่า อาร์ดี้และพวกๆ ของเธอ น่าจะมีสติปัญญาที่พัฒนาจนลดทอนการต่อสู้ในฝูงและความขัดแย้งลงจากการสร้างความสัมพันธ์ได้ เพื่อนชายกลุ่มแรกๆ จึงเอาเวลาไปหาอาหารให้สาวๆ ในฝูง เพื่อมัดใจพวกเธอ มากกว่าจะมาช่วงชิงตำแหน่งเจ้าของฮาเร็มรักด้วยกำลัง สาวๆ จึงเลือกหนุ่มที่ทุ่มเทด้านการจัดสรรทรัพยากร (แต่ก็ยังต้องแข็งแรงอยู่ดีและสู้เป็น) จากนั้นก็จับคู่และออกหากินด้วยกัน

หลักฐานเหล่านี้ปรากฏในรูปแบบของฟัน ‘อาร์ดิพิเธคัส เรมิดัส’ ที่แตกต่างจากไพรเมทอื่นๆ จากฟันที่แหลมคมใช้ในการต่อสู่ช่วงชิงการสืบพันธุ์ (อย่างในกอริลล่าและชิมแปนซี) ที่ค่อยๆ ลดบทบาทลง จนกลายเป็นฟันที่เรียบสม่ำเสมอ มนุษย์ทั้งชายหญิงมีขนาดฟันเท่าๆ กัน  รวมถึงอาร์ดี้และเพื่อนหนุ่มเธอด้วย

power-of-two-02
Panupong Raksanakorn

ขนาดร่างกายก็สำคัญ ร่างกายที่ใหญ่โตแตกต่างกันระหว่างเพศผู้และเพศเมีย ทำให้ตัวผู้ต้องต่อสู้กันถึงเลือดตกยางออก เพื่อที่จะเข้าถึงสาวๆ ในฝูง กอริลล่าเป็นตัวอย่างที่ดี ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียเกือบเท่าตัว ซึ่งมีความสัมพันธ์ Polygamy เชิง ‘ฮาเร็ม’ ที่ตัวผู้รายล้อมไปด้วยตัวเมียในฝูง

ในขณะที่ชะนี (Gibbon) เป็นสัตว์ที่ถือครองคู่แบบรักเดียวใจเดียว พวกมันมีขนาดตัวพอๆ กันทั้งหญิงชาย ซึ่งในกรณีมนุษย์มีขนาดร่างกายผู้ชายใหญ่ไม่เกิน 20% เมื่อเทียบกับผู้หญิง

การมีเมียมากเป็นภาระ คุณต้องมีร่างกายกำยำ แข็งแรง และต้องมีทรัพยากรเหลือเฝือ เพื่อพร้อมต่อสู่กับตัวผู้อื่นๆ ที่จะมาช่วงชิงแฟนๆ คุณไป

แต่หลักฐานหลายชิ้นปรากฏว่า บรรพบุรุษมนุษย์กลุ่มแรกๆ ไม่ต่อสู้กันแบบเข้มข้นแล้ว แต่ตัวผู้ต้องทำให้ตัวเมียพึงพอใจ และตัวเมียเองจึงตัดสินจากการเอาใจใส่ ที่ไม่ใช้การใช้กำลังเพื่อช่วงชิง

 

ทฤษฎีที่หนึ่ง ‘เรื่องของพื้นที่’

homo-sapiens-alimentacion-evolucion-shelanthropus-tchadensis-reconstruccion

เรื่องพื้นที่ของผู้หญิงก็น่าพูดถึง (Female-spacing) นักมานุษยวิทยามองว่า หลังจากบรรพบุรุษเพศหญิงเริ่มมีพื้นที่ต้องออกหากินเรื่อยๆ ในขณะที่อาหารมีอยู่อย่างจำกัดและกระจุกตัว การเรียกร้องความช่วยเหลือจากเพศเมียตัวอื่นๆ ก็ทำได้ยากจากพื้นที่อันห่างไกล  ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้เธอต้องการความช่วยเหลือจากเพศผู้แบบลงหลักปักฐานระยะยาว ทำให้ลดความเสี่ยงจากอันตรายของทั้ง 2 คน การมีอีกแรงคอยช่วยสนับสนุนให้พวกเขาเลี้ยงทายาทให้เติบโตโดยไม่เสียชีวิตไปก่อน

นักสัตววิทยา Dieter Lukas และ Tim Clutton-Brock จากมหาวิทยาลัย Cambridge ทำการสำรวจหลักฐานทางฟอสซิลของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 2,545 สปีชีส์ และพบว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโบราณมักออกหากินโดยลำพัง แยกตัวออกจากกัน  แต่มีไม่กี่สปีชีส์เท่านั้นที่มีพฤติกรรมรักเดียวใจเดียว สลับไปมาถึง 61 ครั้ง ในตลอดเวลาวิวัฒนาการของพวกมัน

Monogamy มักพบในกลุ่มสัตว์กินเนื้อ (Carnivores) และไพรเมท จึงสันนิษฐานได้ว่า พฤติกรรมรักเดียวใจเดียว น่าจะมาจากความต้องการของตัวเมีย ในการหาอาหารในอาณาเขตกว้างใหญ่ แต่แหล่งอาหารมีน้อยนิด

 

ทฤษฎีที่สอง ‘ปกป้องทายาท’

9784876

ลูกอ่อนๆ คือเป้าหมายของความรุนแรง เมื่อตัวผู้พยายามแย่งชิงอำนาจและความสัมพันธ์จากตัวเมีย ส่วนใหญ่พวกมันจะฆ่าลูกที่ติดมาด้วย  เพื่อให้ตัวเมียหยุดภาวะให้นม และพร้อมสำหรับสืบพันธุ์ใหม่อีกครั้ง  ดังนั้นเพื่อป้องกันการฆ่าทายาท เพศเมียมักเลือกเพศผู้ให้เป็นพันธมิตร เพื่อปกป้องเธอและช่วยเลี้ยงลูก

ในไพรเมทมีหลักฐานการฆ่าลูกเยอะมากนับเป็นสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสังหารทายาท มีสถิติว่าไพรเมทกว่า 50 สายพันธุ์ฆ่าลูกในฝูงที่ติดมา ลูกเจริญเติบโตช้า กว่าสมองจะพัฒนา กว่าร่างกายจะแข็งแรง ล้วนทำให้ตกเป็นเหยื่ออำมหิต

 

ทฤษฎีที่สาม ‘การเลี้ยงลูกมันเหนื่อย’

homo-erectus-640x480

ทฤษฎีนี้นำเสนอโดย นักมานุษยวิทยา Lee Gettler จาก มหาวิทยาลัย Notre Dame

หากใครกำลังเลี้ยงลูกก็คงต้องตอบตรงกันว่า “เหนื่อย” เด็ก 1 คน กว่าจะโตรู้เรื่องต้องการพลังงาน 13 ล้านแคลอรี่! ทำให้ภารกิจนี้เป็นงานยักษ์ ความเป็นพ่อเป็นแม่ ทำให้มนุษย์เริ่มสานสัมพันธ์แบบรักเดียวใจเดียว เพราะลูกต้องใช้เวลาในการเลี้ยงดู กว่าจะเติบโตต้องใช้พลังงานไม่น้อย เพื่อให้แม่เลี้ยงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หน้าที่หาอาหารจึงตกไปอยู่กับผู้พ่อที่ต้อง หาแคลอรี่มาให้เพศเมียที่กำลังตั้งครรภ์

 

การรักเดียวใจเดียว คือการร่วมมือ

power-of-two-01
Panupong Raksanakorn

เราให้ความสำคัญของทายาท และผู้หญิงในยุคบุกเบิกก็มีอำนาจแห่งการเลือก เราสานสัมพันธ์ระยะยาวเพื่อจุดมุ่งหมายในการฟันฝ่าอุปสรรค ในสังคมปัจจุบันเรายังให้ค่ากับความรักเดียวใจเดียว แต่มนุษย์เราก็ยังไม่ทิ้ง Polygamy (ซึ่งดั้งเดิมกว่า)

แต่ในปัจจุบัน  สังคมมนุษย์มีความหลายหลายที่สุดในกลุ่มไพรเมท พวกเรามีโครงข่ายสายใยอันซับซ้อนและมีความผูกพันทางสังคมที่แน่นแฟ้น ผู้ชายสามารถทำงานร่วมกันได้ดี และผู้หญิงก็ผูกพันกับเพศเดียวกันได้ ความหลากหลายทางความสัมพันธ์ทำให้สังคมมนุษย์เป็นปึกแผ่น (และฉิบหายวุ่นวายในเวลาเดียวกัน)

ดังนั้นการมีคู่เพียงคนเดียว (Monogamy) ผัวเดียวหลายเมีย (Polygamy) หรือเมียเดียวหลายผัว (Polyandry) ก็ล้วนเป็นเรื่องปกติในสังคมมนุษย์

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก
The Evolution of Social Monogamy in Mammals. D.Lukas and T.H. August 2013

 

 

Cover Illustration by Panupong Raksanakorn
Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed