ทำไมเราถึงเกลียด ‘วันจันทร์’

ในขณะที่คุณกำลังตระเวนกินอาหารร้านเด็ดรอบเมืองอย่างสำราญใจ จู่ๆก็มีเพื่อนปากพล่อยพูดถึง ‘วันจันทร์’ ขึ้นมา

บรรยากาศอันรื่นรมย์กลับกลายเป็นความหดหู่และหมดอาลัยตายอยาก ราวละครเวทีเปลี่ยนฉากกะทันหัน

“ใครพูดคำนั้นมาอีก ฉันจะตบปากแก!”

วันจันทร์เป็นของแสลงสำหรับแรงงานอย่างพวกเรา มันเหมือนคำต้องสาปที่ไม่ควรพูดพล่อยๆ และพวกเราก็ยอมรับว่าเกลียดวันจันทร์ Monday แบบเข้าไส้ แต่มานึกดูดีๆ ทำไมเราถึงเกลียดมันล่ะ ปรากฏการณ์ทางสังคมที่ดูเหมือนปกติกลับมีที่มาไม่ธรรมดา น่าเอามาเล่าให้ชาว The MATTER ฟังไม่น้อย

garfield_mondays
‘การ์ฟิลด์’ เป็นตัวการ์ตูนแรกๆ ที่แสดงท่าทีรังเกียจวันจันทร์อย่างเปิดเผย

 

ใครๆ ก็เกลียดวันจันทร์

Tell me why? I don’t like Mondays.

Tell me why? I don’t like Mondays.

วง Boomtown Rats เพลง I Don’t Like Mondays

วันจันทร์ไม่ได้เลวร้าย และสัปดาห์แห่งการทำงานกลับเป็นนวัตกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น รากฐานของการประดิษฐ์สัปดาห์หนึ่งมีเจ็ดวันสามารถย้อนไปไกลกว่า 4,000 ปีที่แล้วในอาณาจักรบาบิโลเนีย (Babylonia Kingdoms) โดยอิงกับดาวเคราะห์ 7 ดวงในระบบสุริยะ ทำให้เลข 7 มีพลังอำนาจที่จะทำให้มนุษย์ใช้มันเพื่อเป็นหมุดหมายในการจัดระเบียบชีวิต

CLM_14456_71r_detail

แนวคิดนี้ถูกส่งผ่านไปในอาณาจักรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จากอียิปต์ กรีก และโรมัน แต่ชาวยิวกลับมีนิยามของสัปดาห์แหวกแนวไปจากชาติอื่นๆ ซึ่งน่าจะมีเหตุผลที่พวกเขาถูกเนรเทศให้ออกจากอาณาจักรบาบิโลเนียในช่วงก่อนศตวรรษที่ 6 ก็เลยไม่ยอมรับแนวคิดนี้

อย่างไรก็ตาม  1 สัปดาห์มี 7 วัน ฝังรากลึกในปฏิทินชาวตะวันตกมานานกว่า 250 ปีก่อนกำเนิดของพระเยซู

Capture22แต่คำว่า ‘Weekend’ หรือ วันสุดสัปดาห์ พึ่งปรากฏในครั้งแรกในปี 1879 เมื่อนิตยสารภาษาอังกฤษชื่อ Notes and Queries ใช้คำนี้เป็นที่แรกในบทความเกิดเป็นคำติดปาก ถือเป็นคำอุบัติใหม่จนใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

David_Teniers_(II)_-_Twelfth-night_(The_King_Drinks)_-_WGA22083

ในช่วงศตวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษที่เป็นแรงงานส่วนใหญ่ได้รับวันหยุดพักผ่อนเพียงวันเดียว คือวันอาทิตย์ พวกเขาจึงถล่มตัวเองอย่างหนักด้วยเหล้ายาปลาปิ้งและร่วมกิจกรรมรื่นเริงกันจนสะบักสะบอม จนเกิดปรากฏการณ์ ‘Saint Monday’ ซึ่งเหล่าคนงานนิยมหยุดวันจันทร์ต่อ เพื่อพักฟื้นจากอาการเมามาย ทำให้เจ้าของโรงงานเห็นเค้าลางส่อแววเจ๊ง จึงหาทางหว่านล้อมไม่ให้คนงานหยุดแบบหนียกโรงงาน (แต่ก็ไม่อยากจ่ายเงินเพิ่มหรอกนะ) เลยอนุโลมให้คนงานทำงานวันเสาร์เพียงครึ่งวัน และเพื่อให้เข้างานวันจันทร์ตามเดิม แต่ก็ใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีอยู่เหมือนกัน กว่าวันเสาร์จะหยุดเต็มวันได้

baf2398879f30530cc007178e9b39889

ในปี 1908 โรงโม่คอตตอนใน New England ของสหรัฐอเมริกา เป็นที่แรกริเริ่มนโยบายทำงาน 5 วันหยุด 2 วัน สืบเนื่องจากคนงานชาวยิวต้องไปประกอบพิธีทางศาสนาซับบาธ (Sabbath) ในวันเสาร์ ทำให้ต้องมาทำงานแทนในวันอาทิตย์ แรงงานชาวคริสต์ส่วนใหญ่จึงไม่พอใจ ดังนั้นเพื่อยุติข้อพิพาท โรงงานจึงให้ชาวยิวหยุด 2 วันไปเลยไม่ให้ชาวคริสต์เสียเปรียบ หลังจากนั้นโรงงานอื่นๆ ก็ยืมไอเดียไปใช้บ้าง จนเข้าสู่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหายนะตลาดหุ้นสหรัฐ ปี ค.ศ. 1929 (The Great Depression) นโยบายหยุด 2 วัน จึงถูกใช้อย่างเป็นทางการเพื่อสอดรับกับการปัญหาการว่างงาน ลดภาระบริษัทที่ต้องแบกรับต้นทุนและความไม่มั่นคงของเศรษฐกิจ

100 ปีผ่านไป โรงโม่บดแบบเดิมๆถูกแทนด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่า แต่แนวคิดวันหยุดเสาร์อาทิตย์ยังถูกรักษาไว้จนเป็นรากฐานขององค์กรในยุคปัจจุบัน ในปี 1965 สภาวุฒิสมาชิกสหรัฐเคยคาดการณ์ไว้ว่า คนอเมริกันสามารถทำงานได้ 14 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เป็นอย่างน้อย กลายเป็นการกำหนดบรรทัดฐานการทำงานจากโลกตะวันตกไปโดยปริยาย

d5ac63b8dafd83afef033101a126e499

หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งคือ พวกเราต้องทำงาน 5 วัน แต่หยุด 2 วัน เพราะความล้าสมัยของเทคโนโลยีและความเสถียรภาพของเศรษฐกิจนั้นเอง แม้ปัจจุบันจะมีงานวิจัยศึกษาศักยภาพคนทำงานและองค์กรก็ล้วนเห็นตรงกันว่า การลดวันทำงานให้น้อยลงทำให้พนักงานมีประสิทธิภาพดีกว่า สุขภาพร่างกายดีขึ้น การทำงาน 5 วันรวดมีแต่ทำให้ Productivity หดหาย

งานวิจัยจาก American Journal of Epidemiology พบว่าคนทำงาน 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีการตระหนักรู้ถดถอยลงเมื่อเทียบกับคนที่ทำงานเพียง 40 ชั่วโมง และการทำงานต่อเนื่องส่งผลให้เกิดการหมดไฟ (Burned Out) เร็วกว่าเวลาอันควร

 

ข้อเท็จจริงของ Blue Monday

blues_monday

ความเกลียดชังวันจันทร์ทำให้เราเชื่อว่า วันจันทร์ที่ 3 ของมกราคมในทุกปี เป็นวันที่ซึมเศร้าที่สุด และเหตุฆ่าตัวตายมักไปกระจุกตัวในวันนี้ จนกลายเป็นทฤษฎีและสมการสุดป๊อบชื่อว่า ‘Blue Monday’ ตั้งชื่อให้กับวันที่น่าสมเพชที่สุดในเดือนมกราคม แนวคิดนี้ถูกตีพิมพ์ในปี 2005 โดยบริษัท Sky Travel จนออกเป็นสมการที่คำนวนจากพฤติกรรมการใช้เวลาในช่วงวันหยุดและสภาพอากาศที่เกิดขึ้นประจำทุกปี เพื่ออธิบายว่าทำไมวันจันทร์ที่ 3 ของมกราคมทำให้คนซึมเศร้ามากที่สุดและไม่มีกะจิตกะใจทำงาน

Capture

Tt = เวลาในการเดินทาง; D = ความล่าช้า; C = เวลาที่ใช้ในกิจกรรมวันหยุด; R =เวลาที่ใช้พักผ่อน; ZZ =เวลาที่ใช้นอน; St = เวลาที่ใช้ไปกับความเครียด ; P =เวลาที่ใช้ในการเก็บข้าวของ ; Pr =เวลาที่ใช้ไปกับการเตรียมงาน

ซึ่งแม้จะดูวิชาการขนาดนี้ แต่กลายเป็นว่า สมการนี้ปลอมจ้า และไม่มีความเชื่อมโยงกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์เลย นักประสาทวิทยา Dean Burnett จากมหาวิทยาลัย Cardiff ก็ออกมาโจมตีสมการนี้ และจัดว่า Blue Monday เป็นเพียงวิทยาศาสตร์ลวงโลก (Pseudoscience) ที่เอาไว้เล่าสนุกๆ ในกลุ่มเพื่อน

แล้วอะไรล่ะคือข้อเท็จจริงที่จับต้องได้?

 

โทษการนอนเพิ่ม

นาฬิกาที่แม่นยำที่สุด คือนาฬิกาที่ฝังอยู่ในของร่างกายคุณเอง มันเที่ยงตรงเสมอ หากมีการเดินสะดุด ร่างกายคุณพร้อมจะฟ้องทันที คนปกตินอนไม่พออยู่แล้วในระหว่างสัปดาห์อันหนักหน่วง ทำให้คุณต้องไปนอนบวกเพิ่มเอาในวันหยุดเสาร์อาทิตย์อีกประมาณ 1-2 ชั่วโมง แม้เพียงสองวัน ร่างกายคุณก็จดจำได้แล้ว  กลายเป็นว่าการนอนเพิ่มกลับเป็นอุปสรรค ทำให้เช้าวันจันทร์คุณจึงตื่นยากกว่า

 

สัญชาตญาณฝูง

การรู้สึกเกลียดวันจันทร์อาจย้อนไปตั้งแต่ธรรมชาติของบรรพบุรุษเราที่ยังอาศัยอยู่ในถ้ำ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ผูกพันกับสถานะในเผ่า (Tribe) ครอบครัวและสภาพแวดล้อมในบ้านที่คุ้นเคยทำให้คุณอาลัยอาวรณ์ แม้จะเพียง 2 วัน คุณก็อยากขดตัวนอนเฉยๆ นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมแนะนำให้คุณตกแต่งโต๊ะทำงานให้มีสิ่งของที่คุ้นเคยอยู่บ้าง การซุบซิบนินทากับเพื่อนร่วมงานทำให้คุณสื่อสารได้ราบรื่น หรือการมีหนุ่มสาวตรงสเป็คทำงานอยู่ที่เดียวกัน อาจทำให้คุณกระตือรือร้นเพื่อพบหน้าเขามากกว่าเดิม

happysad

การเปลี่ยนแปลงกะทันหัน

จริงๆแล้วทุกๆวันของการทำงานก็บัดซบคล้ายกัน จะอังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ อะไรเลวทรามก็เกิดขึ้นได้เสมอ แต่เมื่อถามว่าพวกเราจดจำเหตุการณ์วันไหนมากที่สุด วันจันทร์จึงเป็นจำเลยทุกครั้ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างกะทันหัน (Emotional shift) จากความสุขรื่นรมย์กับกิจกรรมที่ชอบ ต้องลงมือทำงานที่บรรยากาศต่างกันฟ้ากับเหว

รู้สึกแย่กับตัวเอง

ในช่วงวันหยุดพวกเรามักเปย์ตัวเองอย่างหนัก กินบุฟเฟ่ต์ล้างผลาญ ดื่มหนัก สูบบุหรี่จัดมากกว่าปกติ ซึ่งล้วนมีอิทธิพลต่อร่างกาย มีงานวิจัยพบว่า ผู้หญิงทุกอายุและทุกเชื้อชาติ รู้สึกตัวเองดึงดูดน้อยลงในวันจันทร์ ร่างกายเรารับมือหนักจากพฤติกรรม พอเรารู้สึกแย่การโทษวันจันทร์ไปเลย ทำให้คุณสบายใจกว่า

นักวิทยาศาสตร์พบว่าผู้คนมักน้ำหนักขึ้นและความดันสูงในช่วงต้นสัปดาห์ และสถิติการตายด้วยโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองแตกมักสูงที่สุดในวันจันทร์เช่นกัน

แต่ในขณะเดียวกัน ผู้คนก็ยังนิยมใช้วันจันทร์เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่นะ หากคุณจะใช้เพื่อเปลี่ยนตัวเองไปในทางที่ดีก็เป็นจุดสตาร์ทที่ไม่เลว

hate_mondaysเกลียดงานที่ทำ

ผลสำรวจของ Gallup พบว่าชาวอเมริกันกว่า 70 % เกลียดงานที่ทำอยู่ จากเหตุผลนานานัปการ ตั้งแต่การอยู่ใต้บังคับบัญชาจากบอสยอดแย่ ไม่ปลื้มเพื่อนร่วมงาน หรือบริษัทไม่มีทรัพยากรเพียงพอ งานที่ค้าง การต้องกลับไปเผชิญภาวะเดิมๆ คือยาขมที่รักษายังไงก็ไม่หาย การสัมภาษณ์งานกว่า 37% จึงเลี่ยงมาทำในวันอังคารแทน

 

ในเมื่อวันจันทร์ถูกประดิษฐ์โดยฝีมือมนุษย์ อารมณ์เซ็งวันจันทร์ก็มีต้นตอที่คุณเองก็สามารถจัดการได้

หากความซวยจะบังเกิด มันคงไม่เลือกวันจันทร์เพียงวันเดียวหรอก

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

www.telegraph.co.uk/news/newstopics/howaboutthat/8658968/Monday-mornings-so-depressing-you-wont-crack-a-smile-until-11.16am.html

www.nytimes.com/2012/10/14/opinion/sunday/blue-mondays-arent-really-blue-so-why-do-we-think-they-are.html?_r=1

www.nydailynews.com/news/national/70-u-s-workers-hate-job-poll-article-1.1381297

Share This!
  • 658
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    658
    Shares
No Comments Yet

Comments are closed