สังคมสูงวัย.. ใครแบกรับ? คุยกับ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร

ในอีก 15 ปีข้างหน้า 1 ใน 3 ของประชากรไทยจะเป็นผู้สูงวัย, วัยแรงงาน 2 คน จะต้องทำงานเพื่อดูแลผู้สูงวัย 1 คน, และค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาลผู้สูงวัย จะเท่ากับการสร้างรถไฟฟ้า 10 สายทุกปี

เราพูดกันบ่อยๆ จนตระหนักแล้วว่าประเทศไทยเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่จริงๆ แล้วสังคมสูงวัยเป็นเรื่องของใครกันแน่? เราจะได้รับผลกระทบอย่างไรกันบ้าง?

The MATTER ชวน ‘ดร.กิริฎา เภาพิจิตร‘ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส และผู้อำนวยการวิจัยด้านการวิจัยและคำปรึกษาระหว่างประเทศของ TDRI มาพูดคุยถึงเรื่องสังคมสูงวัย การให้ผู้สูงวัยทำงานเป็นเรื่องผิดไหม และอนาคตของสังคมเราจะเป็นอย่างไรในประเทศที่ ‘แก่ก่อนรวย’

ตอนนี้สถานการณ์โครงสร้างอายุของประชากรของไทยเป็นยังไงบ้าง

จริงๆ ตอนนี้โลกเราทั้งใบกำลังแก่ลง จำนวนคนที่อายุมากกว่า 65 ปีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่เด็กเกิดใหม่น้อยลง ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่อยู่ในทวีปอเมริกาและยุโรป ส่วนประเทศในเอเชียคือญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ แล้วก็ไทย แต่จะสังเกตว่าส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่ฐานะค่อนข้างดี หมายถึงว่าเขา ‘รวยก่อนแล้วค่อยแก่’ แต่ประเทศไทยแตกต่างไปจากประเทศอื่นก็คือ ‘เราแก่ก่อนรวย’ ความท้าทายมันจะมีมากกว่าประเทศที่รวยแล้วค่อยแก่ เราต้องทำงานกันหนักขึ้น ถ้าเราอยากจะมีรายได้ของประเทศในสัดส่วนเท่าเดิม เพราะว่าเราแก่แล้ว แต่เรายังไม่รวย

คำว่า ‘สังคมสูงวัย’ ถ้าเราวัดง่ายๆ คือดูจากอัตราการพึ่งพา นั่นหมายถึงอัตราส่วนของคนสูงวัยต่อวัยแรงงาน อยู่ที่ประมาณ 4 : 1 ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยมีสัดส่วนแบบนี้แล้ว และในอนาคตสัดส่วนก็จะยิ่งลดลง ตอนนี้เรามีผู้สูงวัย (อายุมากกว่า 60 ปี) ประมาณ 10 ล้านคน แต่ในอีก 15 ปีข้างหน้า จะมีผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคน และ 1 ใน 3 ของประชากรไทยจะเป็นผู้สูงวัย ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ในขณะเดียวกัน คนวัยทำงานกลับลดลง ตอนนี้เรามีประชากรในวัยทำงานอยู่ประมาณ 45 ล้านคน อีก 15 ปีข้างหน้าจะลดลงเหลือ 40 ล้านคน ดังนั้นในอนาคตอีก 15 ปีข้างหน้า สัดส่วนจะกลายเป็นวัยแรงงาน 2 คน ต่อผู้สูงวัย 1 คน แล้วสัดส่วนก็จะลดลงเรื่อยๆ ดังนั้นคนที่ทำงานก็ต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อที่จะซัพพอร์ตทั้งตัวเอง ครอบครัว แล้วก็ผู้สูงวัยด้วย

 

สังคมสูงวัยถือว่าเป็นวิกฤตไหม แล้วเราจะได้รับผลกระทบอะไรกันบ้าง

คงไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่มันจะส่งผลกระทบเราทุกคน และมันจะยิ่งแย่หากว่าเราไม่มีการเตรียมการ ถ้าทุกคนที่อายุ 60 ปีนั่งเฉยๆ รอให้คนวัยแรงงานทำงานมาเลี้ยงดู มันก็ส่งผลกระทบต่อทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของทั้งคนทำงานและผู้สูงวัย

ถ้าถามว่าสังคมสูงวัยเป็นเรื่องของใคร เป็นเรื่องของผู้สูงวัยหรือรัฐหรือเปล่า คำตอบคือมันเป็นเรื่องของเราทุกคน ถึงแม้คุณจะไม่อยากทำงานเพื่อซัพพอร์ตคนอื่น แค่จะทำงานเพื่อซัพพอร์ตตัวเอง แต่ถ้าเราอยู่ในสังคมสูงวัย แปลว่าความต้องการสินค้าและบริการในอนาคตมันก็น้อยลง ผู้สูงวัยจะไม่บริโภคมากเท่ากับคนที่อยู่ในวัยทำงาน โอกาสที่คุณจะขายของก็น้อยลงไปด้วย ถ้าคุณต้องไปเข้าโรงพยาบาลรัฐ รัฐจะต้องเอาเงินมารักษาพยาบาลผู้สูงวัยมากๆ ก็อาจจะมีเงินไม่พอมารักษาพยาบาลทุกคนหรือว่าคุณอยากจะเอาลูกไปเข้าโรงเรียนรัฐ ก็ถูกตัดงบ เพราะต้องเอาเงินไปรักษาพยาบาลผู้สูงวัย โรงเรียนคุณภาพก็แย่ลง

ในวันนี้ ภาครัฐก็แบกรับค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขประมาณ 5 แสนล้านบาทต่อปี แต่ในอนาคตถ้าเรายังใช้ชีวิตกันแบบนี้ ไม่ดูแลสุขภาพ ในอีก 15 ปีข้างหน้า ตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็น 3 เท่า ก็คือ 1.5 ล้านล้านบาทต่อปี ถ้าให้เทียบก็คือเท่ากับสร้างรถไฟฟ้า 10 สายทุกๆ ปี ถามว่าภาครัฐจะเอาเงินจำนวนมหาศาลนี้มาจากไหน ทางหนึ่งก็คือต้องไปตัดงบประมาณมาจากส่วนอื่นอย่างการศึกษา การคมนาคม หรือการพัฒนาเมืองเพื่อมาเสริมตรงนี้

 

เมื่อเราก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย เป็นไปได้ไหมที่บทบาทของผู้สูงวัยในสังคมจะเปลี่ยนไปด้วย อย่างเช่นในเรื่องของการออกมาทำงานแทนที่จะให้ลูกหลานเลี้ยงดู

วันนี้อายุเกษียณของคนไทยคือ 60 ปี เพราะเมื่อก่อนอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 63 ปี แต่ตอนนี้อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยคือ 75 ปี และในอีก 15-20 ปีข้างหน้า ด้วยวิทยาการและความก้าวหน้าทางการแพทย์ เราจะอยู่กันถึง 85-90 ปี เพราะฉะนั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องเกษียณตอน 60 แล้ว ถ้าเราดูแลสุขภาพเราดี อายุ 60 กว่าเราจะยังแข็งแรงกันอยู่ ทั้งสมองทั้งร่างกาย แล้วถ้าเราบริหารความรู้ต่อเนื่องไปด้วย เราก็จะมีความรู้มากเพียงพอที่จะทำงาน

ตอนนี้หลายองค์กรอย่างเช่น Se-Ed หรือ Big C ก็มีนโยบายจ้างงานผู้สูงวัยให้ทำงานแล้ว เพราะงานบางอย่าง ถ้าได้ความสุขุมและประสบการณ์ในการแก้ปัญหาของผู้สูงวัยมาช่วยก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน แต่ที่ยังมีน้อยอยู่ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นค่านิยมของสังคมเราด้วย เพราะถ้าเราเดินเข้าไปในร้าน แล้วเห็นคุณป้าคุณตาคุณยายทำงาน เราจะรู้สึกว่า โห ทำไมต้องให้มาทำงาน

จริงๆ ถ้าเราดูประเทศอย่างสิงคโปร์ที่มีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลเขาก็พยายามจูงใจให้จ้างงานคนวัยเกษียณต่อ พอเราไปสิงคโปร์ก็เลยจะเห็นผู้สูงวัยมาทำงานในที่ต่างๆ เต็มไปหมด ซึ่งคนสิงคโปร์เองก็มองว่าไม่เห็นจะเป็นเรื่องแปลกอะไรที่ผู้สูงวัยจะทำงานหาเลี้ยงตัวเอง แถมตัวผู้สูงวัยเองก็รู้สึกว่าไม่เหงา รู้สึกมีคุณค่าไม่เป็นภาระลูกหลานด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่เราอาจจะต้องเปลี่ยนค่านิยม ว่าการที่เราอายุเกิน 60 แล้วทำงานนี่ไม่ได้ผิดอะไร จริงๆ เป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ มีงานศึกษาหลายชิ้นเลยว่าผู้สูงวัยที่ได้ออกไปทำงานพบปะผู้คน จะมีสุขภาพจิตกว่าผู้สูงวัยที่อยู่บ้านเฉยๆ แล้วสมัยนี้งานส่วนใหญ่ก็ทำด้วยคอมพิวเตอร์ ด้วยเครื่องจักรเครื่องยนต์ ไม่ต้องใช้แรงงานคนแล้ว ก็น่าจะมีโอกาสให้ผู้สูงวัยได้ทำงานมากขึ้น

คิดถึงตัวเราเองด้วย ว่าถ้าถึงวันนั้น วันที่เราอายุ 60 กว่า แล้วยังอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ ไม่อยากเป็นภาระครอบครัว แต่กลับถูกสังคมมองว่าไม่ควรทำ ก็คงรู้สึกเสียใจและเสียดาย

พูดถึงเรื่องการขาดแคลนแรงงาน การคาดการณ์ที่ว่าหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาทำงานแทนคนน่าจะเข้ามามีบทบาทกับสังคมสูงวัยในไทยไหม

ระบบอัตโนมัติจะช่วยซัพพอร์ตสังคมสูงวัยได้ดีมาก เพราะงานที่หุ่นยนต์มาทำแทนส่วนใหญ่จะเป็นงานที่ต้องใช้แรงงาน ที่หลายคนบอกว่ามันจะมาแย่งงาน ทำให้คนตกงานนี่ไม่น่าจะเป็นแบบนั้น แต่มันจะมาช่วยทุ่นแรงและทำให้ทำงานง่ายขึ้นมากกว่า อย่างกรณีหมอรักษาโรค ระบบอัตโนมัติหรือปัญญาประดิษฐ์ก็จะช่วยลดเวลาให้หมอในการตรวจวิเคราะห์โรค มีหุ่นยนต์มาช่วยตรวจช่วยสแกนก็จะทำให้หมอวินิจฉัยได้เร็วขึ้น ทำการรักษาได้เร็วขึ้น และมีเวลาไปรักษาคนไข้คนอื่นได้มากขึ้น

แต่ไม่คิดว่าจะแทนได้ทั้งหมดหรอก เพราะยังไงมนุษย์เราก็ยังชื่นชอบสิ่งที่เรียกว่า ‘human touch’ ยังชอบให้มนุษย์ด้วยกันดูแล ยังอยากได้หมอที่เป็นคนคอยรักษา ยังอยากได้ครูที่เป็นคนคอยอบรมสั่งสอน ซึ่งเรื่องเหล่านี้หุ่นยนต์ทดแทนไม่ได้

แต่ในแง่แรงงาน ถ้าไม่ใช่หุ่นยนต์ ก็เป็นไปได้ว่าเราอาจจะต้องมองหาและเปิดรับแรงงานในประเทศอื่นๆ มาทำงานในประเทศเรา อย่างสิงคโปร์ สหรัฐฯ หรือแคนาดา ก็เปิดให้ต่างชาติเข้าไปทำงานได้ เพราะนั่นก็เป็นวิธีที่ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศสังคมสูงวัยยังเติบโตได้

 

ตอนนี้สถานการณ์การเปิดรับแรงงานจากต่างชาติของประเทศไทยเป็นยังไงบ้าง

ยังมีการกีดกันอยู่บ้าง อาจจะเพราะความกลัวบางอย่าง ความกลัวว่าเราเก่งสู้เขาไม่ได้ เราถึงไม่อยากให้เขาเข้ามา จริงๆ คนไทยก็เก่งและได้ทำงานในองค์กรระดับโลกก็เยอะ แต่ถ้ากลัวว่าเราเก่งสู้เขาไม่ได้ ก็ควรเน้นการพัฒนาตัวเองมากกว่าที่จะไปกีดกัน เพราะยังไงวันหนึ่งเราก็ต้องอาศัยเขาเมื่อเราเข้าสู่สังคมสูงวัย แรงงานเราไม่พออยู่แล้ว ถ้าเปิดเร็ว เราก็ได้คนเก่งๆ มาช่วยพัฒนาประเทศได้เร็ว

 

สรุปแล้วเราต้องเตรียมตัวกันยังไงบ้างเพื่อการมีชีวิตอยู่ในสังคมสูงวัย

ถ้าสรุปก็คือมี 3 ประเด็น ที่ทั้งคนที่กำลังจะเติบโตเป็นวัยแรงงานและคนที่กำลังจะเป็นผู้สูงวัยควรจะพัฒนา หนึ่งก็คือการบริหารความรู้ วัยแรงงานต้องพัฒนาทักษะตัวเองให้ทำงานได้ดีขึ้น สร้างรายได้ให้มากขึ้น เพราะเรากำลังจะมีจำนวนลดลง ส่วนคนที่กำลังจะเป็นผู้สูงวัยก็ต้องฝึกทักษะที่ยังใช้ประโยชน์ได้ เพื่อให้เรายังทำงานได้แม้อายุเกิน 60 ปีแล้ว สองคือเรื่องการดูแลสุขภาพ ส่วนนื้คือทั้งบุคคลและองค์กร ไม่ว่าจะภาครัฐและเอกชนก็ควรมีบทบาทในการดูแล รวมถึงให้การสนับสนุนในนโยบายส่งเสริมสุขภาพต่างๆ อย่างที่สามคือการวางแผนการเงิน เพื่อให้เรามีเงินที่จะดูแลตัวเองและผู้สูงวัยได้เพียงพอในอนาคต แต่จะแค่เอาเงินฝากธนาคารคงไม่พอ เราต้องหาวิธีลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสอนกันตั้งแต่เด็กได้ก็จะดี

 

ทักษะอะไรอีกบ้างที่คิดว่าจำเป็นต้องพัฒนาเพื่อการอยู่รอดในสังคมสูงวัย

จริงๆ แล้วเราคงต้องทบทวนเรื่องทักษะกันทุกๆ 5 ปี เพราะโลกมันเปลี่ยนเร็วมาก แต่ที่แน่ๆ อย่างหนึ่งคือเรื่องของเทคโนโลยีและทักษะเกี่ยวกับด้านดิจิทัลต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้แน่นอน

ตอนนี้ภาครัฐและสังคมของเราเตรียมตัวกับสังคมสูงวัยได้ดีแค่ไหน 

ตอนนี้ภาครัฐจะเน้นการดูแลกลุ่มผู้สูงวัยมากกว่าการเตรียมการสำหรับอนาคต เช่น อสม. ออกไปดูแลสุขภาพ หรือการให้เบี้ยเลี้ยงผู้สูงวัย แต่เมื่อประชากรผู้สูงวัยเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รัฐก็จะไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในการดูแลได้ไหว จริงๆ แล้วอาจจะต้องทำควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้สูงวัย หรือการสร้างหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อฝึกทักษะที่จะทำให้ผู้สูงวัยทำงานได้

 

มีโอกาสไหมที่ประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมอีกครั้ง

จากประสบการณ์ของหลายๆ ประเทศแล้ว ยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ บางประเทศอาจจะออกนโยบายสนับสนุนหรือจูงใจให้คนมีลูกเพื่อเพิ่มประชากร แต่ไม่ค่อยได้ผล เพราะการที่คนจะตัดสินใจมีลูกไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องเงินหรือสิทธิประโยชน์ทางสังคมอย่างเดียว อย่างตอนนี้อัตราการเจริญพันธุ์ของไทยคือ ผู้หญิงไทย 1 คน มีบุตร 1.4 คน ซึ่งถือว่าน้อย ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างในสังคม ดังนั้นการจะให้คนมีลูกเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างทางประชากรจึงเป็นเรื่องยาก

มีอีกวิธีคือเหมือนที่อเมริกาใช้ คือการอิมพอร์ตคนวัยทำงานให้เข้าไปอาศัยในประเทศ เราจึงเห็นคนจีนคนอินเดียเยอะที่นั่น แล้วเวลาไปถามเขา เขาก็จะบอกว่า “I’m American.” เพราะเขาเข้าไปอาศัยและเติบโตในฐานะประชากรของประเทศ นั่นอาจจะช่วยชะลอให้เราแก่ช้าลงกันได้บ้าง

 

มองอนาคตว่าเป็นอย่างไรบ้างในสังคมสูงวัย

ในอนาคตอีก 15-20 ปี คนเราคงไม่เกษียณอายุ 60 แล้ว คงทำงานมากกว่านั้น นานกว่านั้น แล้วเราก็จะใช้เทคโนโลยีช่วยทำงานมากขึ้นแน่นอน สินค้าและบริการที่เราจะผลิตก็จะมีเปลี่ยนแปลงรูปแบบไป คงมีสินค้าสำหรับดูแลและอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงวัยเกิดขึ้นมาอีกหลายอย่าง เช่น บริการรถรับส่งสำหรับผู้สูงวัย เพราะขับรถเองไม่สะดวกแล้ว ความต้องการในตลาดก็จะเปลี่ยนแปลงไป เราอาจจะต้องหาตลาดต่างประเทศเพื่อส่งออกสินค้าบางอย่าง เพราะคนในประเทศเราอาจจะไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้นแล้ว ทำให้เราต้องทบทวนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศเราใหม่ รวมถึงเรื่องการสื่อสารคมนาคมด้วย ถนนหนทางก็อาจจะต้องปรับ เพื่อให้เหมาะกับผู้สูงวัยมากขึ้น การดีไซน์เมืองในอนาคตที่จะเป็นสมาร์ทซิตี้ ก็จะต้องคิดถึงเรื่องนี้ด้วย

 

Photos by Adidet Chaiwattanakul
Share This!
  • 966
  • 2
  •  
  •  
  •  
  •  
    968
    Shares
No Comments Yet

Comments are closed