ว่าด้วยความหมายของ ‘แอปเปิ้ล’

iPhone7 เปิดตัวแล้ว ว่าด้วยเรื่องเทคโนโลยีคงมีฟีเจอร์หรือหน้าตาให้สาวกแอปเปิลน้ำลายหก กระเป๋าตังค์สั่นกันไปตามๆ กัน เรื่องทางเทคนิคผลิตภัณฑ์อะไรก็ว่าไป แต่ The MATTER ขอเกาะกระแสไอโฟนและชวนมาดูว่า เจ้าแอปเปิลเนี่ยมันมีความสำคัญยังไง ทำไมมันถึงได้มีความหมายนักนะ

 

อ้อ นี่ไม่ได้หมายถึงแบรนด์นะ เราหมายถึงแอปเปิลที่เป็นผลไม้ ที่สุดท้ายกลายมาเป็นโลโก้เท่ๆ ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้แหละ

ในทางความหมาย เจ้าแอปเปิลมันเป็นผลไม้ที่เก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์เอามาปลูก เป็นต้นไม้ที่อยู่ในสารพัดตำนาน แอปเปิลเป็นผลไม้แห่งความรัก เหมือนที่เรามีคำกล่าวว่า You are the apple of my eye มาจนถึงคำขวัญสุขภาพ ว่า An apple a day keeps doctor away ตบท้ายด้วยข้อมูลสนุกๆ ว่าด้วยที่มาของโลโก้แอปเปิลแหว่งตามกระแสด้วย

 

The Curve of Apple

apple-01

ใครที่มีแอปเปิลใกล้ๆ มือ หรือจะลองหยิบผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลมาพลิกดูโลโก้ ดูแล้วรู้สึกมั้ยว่าเจ้าผลไม้ลูกกลมๆ นี่ มัน sexy? เพราะแอปเปิลไม่ได้เป็นแค่ผลไม้ที่กินเพื่อสุขภาพทั่วไป แต่ศิลปินมองเห็นว่าเจ้าแอปเปิลนี่มันคือตัวแทนของความ sexy ด้วยความเป็นศิลปินเนอะ เขาก็มองว่าในผิวที่เต่งตึงมันห่อหุ้มไว้ด้วยเนื้อที่หวานฉ่ำ แถมเจ้าทรวดทรงของแอปเปิลพอตัดครึ่งแล้วก็ชวนให้คิดถึงทรวดทรงที่กลมกลึงของหญิงสาว ซึ่งที่มาของความยั่วยวน หอมหวาน และต้องห้ามของผลไม้สีสดนี้ก็เกี่ยวข้องกับตำนานของมันที่จะเล่าให้ฟังต่อไป

 

History of Apple

apple-02

แอปเปิลเป็นหนึ่งในพืชผักที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เชื่อกันว่าเป็นต้นไม้ชนิดแรกๆ ที่มนุษย์เอามาเพาะปลูกเพื่อเก็บผล ในปัจจุบันแอปเปิลปลูกและแพร่ขยายไปทั้งยุโรป อเมริกาและเอเชีย มีหลักฐานว่าพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเป็นผู้นำเอาแอปเปิ้ลกลับมาจากคาซักสถา และเอากลับไปปลูกที่มาซิโดเนียร์ การแพร่กระจายของแอปเปิลไปสู่ทวีปอเมริกาเหนือเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 17 สมัยอาณานิคม และสวนแอปเปิลแห่งแรกในอเมริกาปลูกที่บอสตัน เป็นสวนของสาธุคุณ William Blaxton

 

Apple and love

apple-03

แอปเปิลในฐานะตัวแทนของความรักก็มีที่มาจากตำนานของกรีกอีกแล้ว คือกรีกเชื่อว่าแอปเปิลเป็นผลไม้ที่สมควรนำมาบูชาเทวีแห่งความรัก เพราะตำนานตอนหนึ่งมีเทวีแห่งความแตกแยกโผล่ขึ้นมากลางงานเลี้ยงแล้วโยนแอปเปิลทองคำให้นำไปตัดสินว่าเทวีคนไหนสวยสุด ซุสเลยเอาไปให้ปารีสตัดสิน สรุปว่าเทวีแห่งความรักติดสินบนปารีสด้วยหญิงสาวที่งามที่สุดคือนางเฮเลน กลายเป็นที่มามหากาพย์สงครามโทรจัน ดังนั้นแอปเปิลเลยเป็นเครื่องสังเวยให้กับเทวีอโฟรไดท์ ในประเพณีของกรีกโบราณเพลโตบันทึกไว้ว่าแอปเปิลเป็นเหมือนเครื่องบอกรักแทนใจ ถ้าชอบใครให้โยนแอปเปิลให้ การที่อีกฝ่ายรับก็เหมือนกับเป็นการรับรักนั้นๆ เอ้า เตรียมยัง ลองโยนดูเนาะ โยนเนอะ ไม่ใช่ปา

 

Forbidden Fruit of Heaven

apple-04

ด้วยตำนานแบบคริสต์นี่แหละที่ทำให้แอปเปิลกลายเป็นไอคอนที่มีนัยของความต้องห้าม ความปรารถนา เพราะว่าแน่ละเรารู้ว่าอาดัมกับอีฟถูกขับออกจากสวรรค์เพราะละเมิดข้อห้ามของพระเจ้า และไปปลิดเอาแอปเปิลในสวนสวรรค์มากิน จริงๆ แล้วพลังของแอปเปิลผลไม้ต้องห้ามนี้ก็คือ ‘ความรู้’ ความรู้ทั้งดีและชั่ว พออาดัมกับอีฟกินเข้าไปเลยเกิดความตระหนักรู้ว่า อ้าว กูเปลือยกายนี่ ควรละอายนี่หว่า (มีตำนานปลีกย่อยว่าเมล็ดของแอปเปิลไปติดอยู่ที่คอของอาดัม เราเลยเรียกลูกกระเดือกว่า Adam Apple) ผลของตำนานเรื่องนี้ แอปเปิลเลยกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความต้องห้าม ความปรารถนา การล่อลวง และเรื่องเพศ

จริงๆ แล้วก็เป็นที่ถกเถียงเหมือนกันว่าในพระคัมภีร์ทำไมถึงโยงผลไม้ต้องห้ามบนสวรรค์มาที่แอปเปิลบนโลก มีการสืบไปว่าในภาษาละตินคำว่า mālum แปลได้ว่าแอปเปิล หรือความชั่วร้ายก็ได้

 

Apple a Day, Keep Doctor Away

apple-05

วลีสำคัญทางสุขภาพวลีหนึ่งของโลก กินแอปเปิลลูกหนึ่ง สุขภาพก็ดี ที่มาของวลีที่ว่าปรากฏในปี 1866 ในสื่อสิ่งพิมพ์ที่ลงสุภาษิตว่า ‘กินแอปเปิลก่อนนอน แล้วก็จะไม่ต้องจ่ายเงินให้หมออีกต่อไป’ (Eat an apple on going to bed, and you’ll keep the doctor from earning his bread) 150 ปีต่อมาวลีนี้ก็ยังคงอยู่ แม้แอปเปิลอาจไม่ใช่ผลไม้วิเศษแต่ก็มีงานศึกษาว่าแอปเปิลประกอบไปด้วยสิ่งดีๆ มีกากใย วิตามินสูง แปลือกของมีนก็ยังช่วยขัดฟันด้วย

 

Apple co.

apple-06

ที่มาของเจ้าโลโก้แอปเปิลที่ถูกกัดก็สืบเนื่องมาจากการที่แอปเปิลเป็นไอคอนของการเป็นผลไม้แห่งความรู้และความปรารถนาต่างๆ การถูกกัดไปแล้วก็หมายถึงว่าได้ลิ้มรสความรู้และรับเอาความปรารถนา(ความอยากได้ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ) เข้าไปเรียบร้อย Ronald Wayne หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบอกว่า แอปเปิลยังโยงกับผลไม้ที่ทำให้ เซอร์ไอแซก นิวตัน ค้นพบแรงโน้มถ่วง ส่วนรอยกัด คำว่า bite ก็ล้อกับคำว่า byte ด้วย

 

 

 

Illustration by Namsai Supavong
Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed