เธอกดฉันปัก เธอกักฉันทอ : Craftivism เทรนด์การใช้งานฝีมือต่อกรอำนาจแบบเงียบๆ แต่เสียงดัง

ถ้าคุณไม่ชอบเสียงดังๆ แต่ก็อยากเปล่งเสียงดังๆ เมื่ออึดอัดขับข้องใจกับภาวะอันน่าหดหู่ของโลกและบ้านเมือง บางที การเป็น Craftivist ก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะ

 

หลายคนคงได้เห็นภาพทะเลคนสวมหมวกไหมพรมสีชมพู และความสนุกสนานของงานคราฟท์อื่นๆ อีกมากมายในขบวนอีเวนต์ Women’s March ที่กรุงวอชิงตันเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเป็นนโยบายและการบริหารงานอันหวือหวาสุดโต่งของทรัมป์นั่นเอง ที่ปลุกอเมริกันชนชาว Craftivismให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

ว่าไม่ได้นะคะ ครอสติชท์สีหวาน หรืองานปักสะดึง จึงไม่ใช่แค่งานอดิเรกในยามว่างอีกต่อไป เพราะมันคือ “การเปล่งเสียงของเราออกมาโดยไม่ต้องใช้เสียง” เพื่อตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของผู้มีอำนาจ ไปจนสำรวจประเด็นสำคัญต่างๆ ในสังคม รวมเรียกว่า Craftivism

Joshua Lott / Reuters

 

เมื่องานฝีมือและ Activist มาเจอกัน

คำว่า  Craftivism ถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี 2003 โดยนักเขียน นักถัก และนักทอ นาม Betsy Greer เธอจับเอาคำว่า craft งานฝีมือ และ activism นักกิจกรรม มาชนกัน กลายเป็น Craftivism อันหมายถึงแนวทางแสดงความเห็นผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ ทำให้เสียงของเรามีพลัง เพื่อตั้งคำถามต่อความอยุติธรรมได้ไม่สิ้นสุด

เมื่อปี 2014 เบสตี้เคยออกหนังสือชื่อ Craftivism : The Art and Craft of Activism ที่รวบรวมเอาเรื่องราวและผลงานของ Craftivist จากทั่วทุกมุมโลก อย่างสาวชาวอังกฤษที่ทำเวิร์คช็อปงานปักและงานควิลท์เป็นชุมชนบำบัด ไปจนคนทำหนังสือชาวอินโดนีเซียที่จัดตั้งศูนย์ DIY งานคราฟท์แบบทำเองก็ได้ง่ายจัง

จะเห็นว่า Craftivism นั้นไม่เพียงแบ่งบานในอเมริกา แต่ยังเติบโตและเป็นเทรนด์แบบเงียบๆ ในหลายๆ ที่ทั่วโลก

instagram.com/craftivists

 

ที่อังกฤษ Sarah Corbet ก่อตั้งเว็บไซต์ Craftivism Collecting แพลตฟอร์มที่ถักทอเอาผู้คนที่สนใจกิจกรรมแขนงนี้และคนที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลยแต่อยากลองทำดูเข้าไว้ด้วยกัน หัวใจหลักของชุมชนคือ เชื่อว่างานฝีมือคือเครื่องมืออันอ่อนโยนในการไฟต์กับอำนาจ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นขบถสายซอฟท์  สโลว์ แต่พร้อม explore ประเด็นร้อนๆ ของโลก โอ๊ย ชอบ!

ซาร่าเกิดในครอบครัวที่มีพ่อแม่เป็น activist เธอมักเข้าร่วมกิจกรรมกับที่บ้านเสมอๆ แต่เธอเป็น introvert

รูปแบบของการชุมนุมแบบนักกิจกรรมทั่วไปทำให้เธอเหนื่อยล้าเกินกว่าที่จะจอยต่อ และหนึ่งในสิ่งที่เธอไม่ชอบคือการไปครอบงำหรือสั่งสอนคนอื่นปาวๆ ว่าต้องทำแบบนั้น ต้องทำแบบนี้ เธอจึงตัดสินใจกระโดดขึ้นรถไฟไปพร้อมกับกล่องเข็มด้าย การเย็บปักทำให้เธอค่อยๆ สงบลง ความคิดแจ่มชัดขึ้น และรู้สึกมีพลัง ซาราห์ จึงวางผ้าเช็ดหน้าที่ปักข้อความถึงนักการเมืองท้องถิ่นผืนนั้นไว้แถวๆ บ้าน และงานชิ้นนั้นได้กลายเป็นที่พูดถึงทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์

“แบบนี้ฉันรู้สึกถึงความเคารพที่เรามีต่อกันมากกว่าการไปตะโกนข้อความต่างๆ ใส่เธอ แทนที่จะกลายเป็นศัตรูที่ เอ้อ ต่อสู้กัน เราได้กลายมาเป็นเพื่อนที่สามารถถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์กันได้แทนค่ะ”

อ่านมาถึงตรงนี้คุณคงสงสัย งานฝีมือ DIY ทำเองก็ได้ง่ายจังนี่เหรอ จะมาเรียกร้องหรือมีพลังต่อกรจากผู้มีอำนาจได้ขนาดนั้น

twitter.com/ShannonDowney

พลังของการใช้งานฝีมือไฟต์กับอำนาจ  

งานคราฟท์ถูกนำมาใช้ในการสำรวจและตั้งคำถามต่อหลายๆ ประเด็นในสังคม ตั้งแต่การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ ประเด็นสิ่งแวดล้อม การต่อต้านสงคราม การต่อต้านทุนนิยม ไปจนกระบวนการยุติธรรม และหลายๆ ครั้ง เจ้างานฝีมือพวกนี้นี่แหละที่เกิดอิมแพคกับคนในสังคมเป็นวงกว้าง

ตัดภาพกลับไปเมื่อสามสิบปีก่อนที่วอชิงตัน ดีซี ผืนผ้างานควิลท์ถูกนำมาปูเรียงกันสุดลูกหูลูกตา เต็มลาน National Mall และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ The AIDS Memorial Quilt อีเวนต์ที่เกิดจากกลุ่มคนแปลกหน้าเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง รวมตัวกันโดยมีเป้าหมายร่วมกันคือทำอนุสรณ์จากงานควิลท์ (quilt) เพื่อรำลึกถึงคนที่จากโลกไปเพราะเอดส์  (AIDS) และเพื่อสร้างความตระหนักแก่ผู้คนถึงความรุนแรงของมัน

columbian.com

หรืองานของ Carrie Reichardt ที่ตั้งคำถามกับการกักขังหน่วงเหนี่ยวไม่เป็นธรรม เธอก็ใช้งานเซเรมิกสีๆ มาแปะทำโมเสก (mosaic) บนผนังเป็นข้อความของ Fred Hampton นักปฏิวัติผิวสีชาวอเมริกันความว่า “You can kill a revolutionary but you can’t kill The revolution ” อีกหนึ่งงานที่เผ็ดร้อนและเป็นที่พูดถึงไม่แพ้กันก็คือ ‘Mad in England’ งานโมเสกรูปธงชาติอังกฤษและพระราชินีอลิซาเบธ ที่มีจุดมุ่งหมายในการโต้ตอบต่อลัทธิคลั่งชาติในอังกฤษ

Mark Baker / Courtesy of Arsenal Pulp Press

 

และงานของ Varvara Guljajeva และ Mar Canet ดูโอ Craftivist สายนิตติ้งชาวบาร์เซโลนา ที่ทำรถม็อคอัพเป็นชุดมาสคอตแล้วใส่เดินไปทั่วท้องถนน เพื่อให้คนขับรถตระหนักว่านอกจากรถแล้วยังมีคนเดินถนนที่ใช้เส้นทางร่วมกับคุณอยู่อีกนะ

 

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ คงพอจะเห็นภาพงานคราฟท์ซอฟท์ใส ที่สามารถกลายเป็นอาวุธสร้างสรรค์ทรงอานุภาพไม่ต่างจากงานเขียน กวี ตลก และละคร ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อต้านอำนาจ

ในยุคที่บ้านเมืองไม่สามารถพูดอะไรได้อย่างตรงไปตรงมา งานคราฟท์จึงไม่ใช่แค่ทักษะของหญิงสาวในจินตนาการขนบที่ต้องมีพร้อมก่อนออกเรือน หากแต่เป็นการต่อรองกับอำนาจ ในแบบเงียบๆ ที่ทรงพลังและเสียงดังที่สุด เช่นเดียวกับการต่อต้านอำนาจรัฐด้วยศิลปะแขนงอื่นๆ

 

 

Cover Illustration by Namsai Supavong
Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed