ดิ้นรนในความยิ่งใหญ่ : เรื่องถ้ำ และการตอกย้ำว่าธรรมชาติทำให้มนุษย์พัฒนาได้อย่างไร

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนเรื่อยมา เราพยายามจะเอาชนะธรรมชาติด้วยวิทยาการสมัยใหม่อันเกรียงไกรของเรา แต่ในขณะเดียวกันเราก็ยอมรับอำนาจและความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

 

ความขัดแย้งและการพึ่งพิงระหว่างเรากับธรรมชาติเป็นเรื่องราวสำคัญหนึ่งในประวัติศาสตร์ของพวกเราเสมอมา

เรื่องราวของมนุษย์ที่กลับไปเน้นย้ำว่า เราเองเป็นก็มนุษย์ตัวเล็กๆ ที่กำลังดิ้นรนอยู่ในข้อจำกัดของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ใหญ่กว่าตัวเรา ในถ้ำที่วิทยาการของเราใช้ได้อย่างจำกัด เรื่องราวการดิ้นรนคือการต่อสู้ภายใต้ข้อจำกัด ด้วยร่างกายและศักยภาพของร่างกาย และวิทยาการที่ใช้ได้อย่างไม่เต็มที่ เราต้องต่อสู้ด้วยองค์ความรู้เท่าที่เราจะใช้ได้

 

ข้อจำกัดที่เราถูกกำหนดโดยธรรมชาตินี้ ยิ่งทำให้การต่อสู้ดิ้นรนส่งผลต่อความรู้สึกเรามากขึ้น

 

ในแง่ความหมาย เรามักวาง culture ไว้เป็นคู่ตรงข้ามกับ nature เราสร้างเมืองใหญ่โต สร้างดินแดนที่เราเอาชนะเงื่อนไขของธรรมชาติได้อย่างชั่วคราว เราสร้างตึก สร้างถนน สร้างสภาวะแวดล้อมที่เราพอใจ และหลายครั้งที่ธรรมชาติก็กลับมาเขย่าตัวเราให้ตื่น – ตื่นจากความทระนงในความยิ่งใหญ่ของตัวเอง – บางครั้งแค่ฝนสักห่าก็เพียงพอที่จะทำให้เมืองศิวิไลซ์ของเรากลายเป็นอัมพาต ขนาดมหานครที่มีการจัดการดีเยี่ยมยังจมลงสู่ห้วงน้ำได้ ในหลายประเทศเองก็เจอกับภูเขาไฟปะทุ เป็นการชิงพื้นที่ของมนุษย์กลับคืนสู่ธรรมชาติ

ภาพเขียนสมัย Romantic แสดงภาพมนุษย์เผชิญหน้ากับธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่, ภาพจาก : sh.wikipedia.org

กลับไปสู่ถ้ำ พื้นที่ของการเริ่มต้นและจุดสุดท้ายของมนุษย์

ถ้ำถือเป็นจุดเริ่มต้นแรกๆ ในการสร้างอารยธรรมมนุษย์ ถ้ำในทางวัฒนธรรมนอกจากจะเป็นเหมือนเพิงพักแล้ว ยังถือกันว่าเป็นพื้นที่ลึกลับที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกใต้พิภพ ระหว่างโลกนี้และโลกหน้า ตรงนี้เองที่ทำให้ตลอดระยะเวลาการค้นหาน้องๆ หมูป่า เต็มไปด้วยการคัดง้างกันระหว่างเรื่องเล่าปรัมปราและคำอธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ของโลกสมัยใหม่

พื้นที่ถ้ำเป็นพื้นที่แห่งความลึกลับ ถือกันว่าถ้ำเป็นพื้นที่ที่เป็นทั้งจุดเริ่มต้นของและเป็นปลายทางชีวิต ในถ้ำมักถูกโยงเข้ากับพระแม่ธรณีทั้งในแง่การเป็นเสมือนครรภ์ (womb) และเป็นเรือนตาย (tomb) นอกจากลักษณะทางกายภาพของถ้ำที่เหมือนกับครรภ์มารดาแล้ว สมัยก่อนถ้าจะคลอดลูกก็คงต้องใช้ถ้ำในฐานะเพิงพักที่แข็งแรงมั่นคง มีอุณหภูมิคงที่ และไม่ค่อยมีสิ่งรบกวนใดๆ ในขณะที่เมื่อตายลง ถ้ำก็เป็นพื้นที่ที่ในหลายวัฒนธรรมใช้เป็นสุสาน

ในทางจิตวิทยา การเดินภายในถ้ำจึงเป็นเสมือนการกลับไปสู่ตัวเอง กลับไปสู่ภาวะฟักตัว (incubation) และสภาวะจำศีล มีเรื่องเล่าตำนานจำนวนไม่น้อยที่มีการเข้าไปสู่ถ้ำและค้นพบสภาวะพิเศษบางอย่างจากอยู่ท่ามกลางความมืดและการกลับไปอยู่กับตัวเอง

ภาพเขียน Pink Cave ของ Louisa Chase, ภาพจาก : The Metropolitan Museum of Art

ความปรารถนาที่จะพ่ายแพ้ต่อธรรมชาติ

เราดิ้นรนไปตามเงื่อนไขของธรรมชาติกันอยู่เสมอ ตั้งแต่การเข้าไปสร้างอารยธรรมในถ้ำเพื่อให้พ้นจากฟ้าฝน การคิดค้นวิทยาการทางการเกษตร การก่อสร้างบ้านเรือนไปจนถึงตึกสูงเสียดฟ้า การที่วันหนึ่งเราในฐานะมนุษย์ได้เห็นผู้คนกลุ่มหนึ่งพยายามดิ้นรนด้วยสภาวะแทบจะมีแต่ตัว ในพื้นที่ที่ธรรมชาติกำกับและจัดการเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นทั้งปริมาณน้ำหรืออากาศ ทั้งหมดมากำหนดความเป็นความตายของเราได้ทั้งนั้น ภาพการต่อสู้กับธรรมชาติในยุคก่อนหน้าจึงดูจะกลับมาให้เราเห็นอย่างเป็นรูปธรรม สมัยที่เรายังแทบจะใช้มือเปล่าเอาตัวรอดท่ามกลางฟ้าฝน

 

อาจจะด้วยจินตนาการร่วมของมนุษยชาตินี้เองที่ทำให้เราเอาใจช่วยและติดตามการดิ้นรนของมนุษย์ตัวเล็กๆ และการเอาตัวรอดจากธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่

 

ความสัมพันธ์ระหว่างเราและธรรมชาติจึงเต็มไปด้วยความซับซ้อน เราเองทั้งรัก แต่หลายครั้งเราก็ชิงชังและอยากจะเอาชนะธรรมชาติให้ได้ ธรรมชาติจึงเป็นทั้งผู้ให้ชีวิตและพร้อมกันก็เป็นผู้ทำลายที่คอยท้าทายเราอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้ว ในความขัดแย้งอันยาวนานของเราถือได้ว่าธรรมชาติก็เป็นเสมือนคู่ขัดแย้งที่ควรค่าให้อารยธรรมของเราได้เดินหน้าและเอาชีวิตรอดต่อไป

พลังของธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่ทั้งน่าเกรงขาม แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ผลักดันเราให้อยู่รอดและสู้ต่อไป นึกภาพว่ามนุษย์เราไม่มีอะไรให้เอาชนะ ไม่มีถ้ำที่ธรรมชาติกำหนดเงื่อนไขให้เราอย่างยิ่งยวด ไม่มีภัยธรรมชาติ ไปจนถึงความตายที่เป็นนิรันดร์ การดิ้นรนและสร้างอารยธรรมของเราจะมีความหมายที่ตรงไหน

ภาพจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ประเทศญี่ปุ่น, ภาพจาก : Daily Express

มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่อหังการ เราอยากจะวิวัฒน์ อยากจะเอาชนะ ในขณะเดียวกันเราก็ต้องการสิ่งที่เหนือกว่าเพื่อบอกว่าเราเล็กจ้อยแค่ไหน แต่ในความเล็กจ้อยนั้น เรื่องราวการดิ้นรนของเรา การไม่ยอมแพ้นั่นแหละที่ทำให้มนุษย์เราภาคภูมิใจ เราใช้สองมือและถังออกซิเจนเล็กๆ ว่ายฝ่าถ้ำและกระแสน้ำ เราไม่มีเรือใหญ่ ไม่มีวิทยาการอะไรในการเอาตัวรอดล้ำสมัยที่เอาเข้าไปใช้ได้ แต่ทั้งหมดก็คือสิ่งที่ทำให้การดิ้นรนของเรามีความหมาย

การดิ้นรนต่อธรรมชาติที่มนุษย์เราต่อสู้และรอดชีวิตได้มาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะในถ้ำลึก บนถนนที่ถูกพายุและห่าฝนกระหน่ำ หรือบ้านเรือนบนหมู่เกาะที่ภูเขาไฟกำลังฉีกพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ

 

จากประวัติศาสตร์อันยาวนานจนถึงหนังภัยพิบัติ เราต่างต่อสู้กับธรรมชาติ ความพ่ายแพ้และการเอาตัวรอดท่ามกลางความยิ่งใหญ่ จึงเป็นเรื่องราวที่เราต่างสำนึกและจินตนาการถึงอยู่เสมอ

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

The Book Of Symbols: Reflections on Archetypal Images

multimedia.scmp.com

edition.cnn.com

 

Illustration by Yanin Jomwong
Share This!
  • 801
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    801
    Shares
No Comments Yet

Comments are closed