Norse Mythology 7 ตำนานเทพเจ้าตอนเหนือของยุโรป

เครโทสพาราปีนไปป่วนแอสการ์ดใน God of War ช่วงกลางสัปดาห์ใน The Avengers: Infinity War ก็มี Thor เทพเจ้าสายฟ้าสุดล่ำ ดูเหมือนตำนานเทพนอร์ส (Norse mythology) กำลังถูกนำกลับมาเล่าใหม่อีกครั้ง

 

ตำนานนอร์สเป็นตำนานเทพเจ้าแถบตอนเหนือของทวีปยุโรป เป็นตำนานศาสนาของชนพื้นถิ่นดั้งเดิม พอถึงยุคที่ยุโรปเช้าสู่คริสต์ศาสนา ศาสนาเพแกนดังกล่าวก็หมดไป หลงเหลือแต่เรื่องเล่าตำนานที่ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแถบสแกนดิเนเวีย

หลักๆ แล้วตำนานเทพของนอร์สที่เรารู้จักคือเทพจากดินแดนแอสการ์ด นำโดย Odin ประมุขตาเดียวผู้ประทานอักษรรูน (ruin alphabet) ลงมาให้มนุษย์ (อักษรและภาษาที่เครโทส – เทพกรีกอ่านไม่ออก) และ Thor เทพสายผู้ถือค้อนสายฟ้า โอรสสุดป็อปที่ใครก็รู้จัก นอกจากนี้ตำนานนอร์สยังเป็นแหล่งที่นักเขียนและนักวาดนำมาสร้างสรรค์อยู่เรื่อยๆ เช่น Valkyries เทพธิดาสายบู๊ผู้ซึ่งตามตำนานทำหน้าที่นำพานักรบที่ตายในสนามรบกลับสู่ดินแดนอันเป็นนิรันดร์ มหากาพย์เช่น The Lord of the Rings ก็ถือว่าได้รับอิทธิพลอย่างเข้มข้นจากตำนานของแถบสแกนดิเนเวีย

ตำนานนอร์สถือเป็นอีกตำนานที่เก่าแก่แต่ถูกลืม ภาพของชาวนอร์ส – ไวกิ้ง มักถูกวาดให้เป็นคนป่าเถื่อนกระหายเลือด จนกระทั่งศตวรรษที่ 17 มีการแปล ‘Edda’ ออกเป็นภาษาละติน เจ้า Edda ที่ว่าเป็นชื่อที่นักวิชาการใช้เรียกงานเขียนจากยุคกลาง (ราวศตวรรษที่ 13) สองชิ้น คือ Prose Edda และ Poetic Edda (ชิ้นหลังนี้เก่าแก่กว่า) งานเขียนสองชิ้นนี้เขียนขึ้นที่ประเทศไอร์แลนด์ เล่าเรื่องตำนานปกรณัมพื้นถิ่นต่างๆ พวกเรื่องเล่าตำนานที่เรารู้จักทั้งหลายต่างได้รายละเอียดจากวรรณคดีสำคัญสองชิ้นนี้ การแปล Edda ออกเป็นภาษาละตินถือเป็นการสร้างภาพวัฒนธรรม ‘ไวกิ้ง’ ใหม่ จากเดิมที่ไร้วัฒนธรรม คราวนี้ชาวยุโรปกลับได้เห็นวิธีคิด วิถีปฏิบัติและทัศนคติที่ถือว่ามีอารยธรรมไม่แพ้อารยธรรมยุโรปอื่นๆ

 

 

Níu Heimar (nine homeworlds) and Yggdrasil

ตำนานไหนๆ ก็ต้องมีจักรวาล จักรวาลของนอร์สเรียกว่า Niu Heimar คำว่า heimr หมายถึงแดนอาศัย ดินแดนถิ่นเกิด ซึ่งดินแดนทั้ง 9 ก็จะเป็นดินแดนของแต่ละเผ่าพันธุ์ Asgard เป็นดินแดนของทวยเทพที่ปกครองโดยโอดิน Álfheimr/Ljósálfheimr เป็นดินแดนของเอล์ฟ (Light Elves) Niðavellir/Svartálfaheimr ดินแดนของคนแคระ (บางครั้งก็เรียกว่า Dark Elves) ส่วน Midgard คือโลกอันเป็นดินแดนที่เราอาศัยอยู่ Jötunheimr/Útgarðr เป็นดินแดนของยักษ์ Vanaheimr ดินแดนของพวก Vanir (ทวยเทพอีกกลุ่มหนึ่ง) Niflheim ดินแดนแห่งน้ำแข็งและความหนาวเหน็บ Muspelheim ดินแดนแห่งไฟและลาวา ดินแดนสุดท้ายคือ Hel ที่คล้ายกับนรก

ส่วน Yggdrasil – ต้นไม้ที่เราได้ยินชื่อบ่อยๆ ตามเกมต่างๆ เป็นต้นไม้แห่งชีวิตที่โอบอุ้มโลกทั้งเก้าใบไว้ เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้นี้มีกิ่งก้านชูขึ้นโอบอุ้มสรวงสวรรค์ รากของต้นไม้แยกออกเป็นหลายแขนง แทงออกไปสู่ดินแดนของมนุษย์ ยักษ์ และสวรรค์ ต้นไม้นี้ด้วยความที่เป็นเหมือนแกนจักรวาลเลยทำหน้าที่หลายอย่าง รากที่แทงไปถึงแอสการ์ดเป็นที่ๆ มีน้ำพุ Urd น้ำพุแห่งความเยาววัยที่เหล่าเทพดื่มกินเพื่อรักษาอายุขัยไว้ เทพีผู้ดูแลน้ำเป็นตัวแทนของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ดังนั้นต้นไม้นี้จึงเรียกว่าเป็นต้ำไม้แห่งโชคชะตา

 

Jötunn

ยักษ์ดูจะเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของตำนานนอร์ส จริงๆ ในภาษาอังกฤษเรียกรวมว่า Giant โดยรวมแล้วหมายถึงสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ ตามตำนานนอร์สบอกว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ทรงพลัง บ้างก็บอกว่ามีขนาดเท่ากับมนุษย์ บางตำนานก็อธิบายว่าไม่ได้หน้าตาเหมือนยักษ์ตัวโต แต่มีรูปลักษณ์สวยงามไปจนถึงน่ากลัว จริงๆ แล้วตำนานยักษ์คล้ายๆ ไททันของทางกรีก คือเป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกที่ถูกสร้างขึ้น และเทพสำคัญเช่น Odin ก็ถือว่าเป็นลูกหลานของ jötnar ในตำนานพื้นบ้านระยะหลังของสแกนดิเนเวียนจะเรียกว่าโทรลล์

 

Valhalla

คงด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่ต้องต่อสู้ทั้งความหนาวเหน็บและต้องเผชิญการสู้รบ วัฒนธรรมนอร์สให้ความสำคัญกับนักรบและการรบ การรบและตายในสนามรบจึงเป็นวิธีการสำคัญในการไปสู่ดินแดนอันนิรันดร์ Valhalla เป็นเสมือนสวรรค์หลังความตายของนักรบผู้กล้าหาญที่คัดเลือกโดย Odin โดยตามตำนานพูดถึงเหล่า Valkyries เทพธิดานักรบที่นำทางดวงวิญญาณผู้ตายไป Valhalla

 

Jörmungandr (Midgard Serpent)

ไม่ว่าตำนานโลกไหนก็มักจะมีเรื่องเล่าเรื่องโลก ว่าโลกนี้ตั้งอยู่บนสัตว์อะไรสักอย่าง บ้านเรามีปลาอานนท์ บางวัฒนธรรมเป็นเต่า ของนอร์สพูดถึง Jörmungandr งูยักษ์ตัวใหญ่ขนาดโอบรอบโลกใบนี้ หรือ Midgard ได้ ตามตำนานเชื่อว่าเจ้างูนี้จะงับหางตัวเองไว้ และหากมันคายหางเมื่อไหร่ถือเป็นสัญญาณของมหาสงคราม Ragnarök

 

Gjallarhorn

ในทุกตำนานมีการสร้างโลก มีจักรวาล และในที่สุดคือมีจุดสิ้นสุด ในตำนานนอร์ส จุดจบของโลกเป็นการทำสงครามครั้งใหญ่ที่เรียกว่า Ragnarök การรบพุ่งที่เทพเจ้าสำคัญล้มตายก่อนจะตามมาด้วยภัยพิบัติทั้งหลาย สุดท้ายหลงเหลือมนุษย์สองคนที่สร้างลูกหลายต่อไป … Gjallarhorn เป็นแตรที่เป่าแล้วได้ยินไปทั้ง 9 โลก เป็นแตรที่ใช้เป่าในศึกสุดท้ายของเหล่าทวยเทพ

 

Mímisbrunnr

ใน Prose Edda พูดถึงบ่อน้ำแห่งหนึ่งชื่อ Mímisbrunnr เป็นบ่อน้ำที่อยู่ใต้โลก หนึ่งในแขนงที่รากของต้นไม้แห่งชีวิตชอนไป บ่อน้ำนี้เป็นน้ำวิเศษที่มอบสติปัญญาให้กับผู้ดื่ม สติปัญญาหรือสรรพความรู้ทั้งหมดนี้ล้ำค่าถึงขนาดที่ Odin เทพบดีแห่งสรวงสวรรค์ยอมแลกดวงตาข้างหนึ่งกับน้ำวิเศษ

 

Huginn and Muninn

เป็นเทพเจ้าก็ต้องมีหูมีตา Odin มีกาสองตัวเกาะอยู่ที่ไหล่ กาทั้งสองนี้ชื่อ Huginn (memory) และ Muninn (mind) หน้าที่หลักของพวกมันคือ ทุกเช้า Odin จะปล่อยกาทั้งสองบินไปรอบโลก และก่อนอาหารเช้ามื้อ เจ้ากานี้จะบินกลับมา เกาะที่ไหล่ และกระซิบเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลก

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

historyonthenet.com

norse-mythology.org

norse-mythology.net

Share This!
  • 55
  • 5
  •  
  •  
  •  
  •  
    60
    Shares
No Comments Yet

Comments are closed