โลกในเรือนจำ: ฉากชีวิตอันหลากหลายใต้พันธนาการสถาน

สิ้นคำพิพากษาจากศาลยุติธรรม เมื่อผู้กระทำผิดถูกพาตัวไปคุมขัง หากไม่ใช่ผู้มีประสบการณ์ตรง โลกในเรือนจำคือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความลึกลับ แทบไม่มีใครล่วงรู้ว่าชีวิตของผู้คนจำนวนมากเป็นเช่นไร

เท่าที่จินตนาการได้ ชีวิตประจำวันคงยากลำบากและอดๆ อยากๆ ระหว่างนั้นคงมีกระบวนการมาบอกกล่าวความถูกต้อง สั่งสอนความดีงาม หรืออย่างน้อยที่สุด การถูกจำกัดอิสรภาพเป็นเวลานานคงทำให้ ‘คนเลว’ เปลี่ยนเป็น ‘คนดี’ ได้ในที่สุด แต่เมื่ออดีตนักโทษทำผิดซ้ำอีกครั้ง การกล่าวโทษไปยังความเลวของเขาหรือเธอ กลายเป็นคำตอบสำเร็จรูปที่ใช้การได้เสมอ ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จักโลกในนั้นเลย

 

ทางเดียวที่จะรู้จัก ‘โลกในเรือนจำ’ อย่างตรงไปตรงมา คือการสนทนากับผู้ผ่านประสบการณ์ตรง (อย่างที่รู้กัน คำตอบจากเจ้าหน้าที่รัฐได้กำจัดสิ่งแปลกปลอมไปแล้ว) เขา-อดีตผู้ต้องขังคดีการเมือง ที่ใช้ชีวิตอยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ และ เธอ-อดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติด ที่ใช้ชีวิตอยู่ทัณฑสถานหญิงกลาง (ทั้งสองคนถูกจำกัดอิสรภาพเป็นระยะเวลาใกล้เคียงกัน คือ สองปีกว่า) คือเจ้าของเรื่องเล่าข้างล่างนี้

ประสบการณ์ของ 2 คนจาก 2 เรือนจำมีทั้งความเหมือนและความต่าง แต่นั่นเป็นเพียงตัวอย่างขนาดย่อ เพื่อฉายภาพให้เห็นว่า เรือนจำไม่ใช่แค่การรวมตัวของคนนับร้อยนับพัน ล็อคประตูขังให้เข็ดหลาบ โบยตีด้วยความยากลำบาก แล้วจะเปลี่ยนให้กลายเป็นคนใหม่ได้อย่างง่ายดาย แต่ยังซุกซ่อนความไม่เท่าเทียมระหว่างเจ้าหน้าที่และนักโทษ คนรวยและคนจน หรือแม้แต่คนมาก่อนและคนมาทีหลัง ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ได้ต่างจากโลกภายนอกเลย

 

 

เล่าให้ฟังหน่อยว่าเรือนจำที่อยู่สภาพเป็นยังไง

เขา : เรือนจำพิเศษกรุงเทพแบ่งเป็น 8 แดน แดน 1 คือแดนแรกรับ ไม่ว่าคดีอะไร พอเข้ามาแล้วจะอยู่แดน 1 เป็นแดนที่นักโทษหนาแน่นน้อยและสะอาดที่สุด ทั้งแดนอยู่กัน 300 – 500 คน ส่วนแดนในอีก 7 แดน อยู่กัน 600-700 คน แต่ละแดนมีอาคารนอนหนึ่งหลัง สองชั้น แบ่งเป็นห้องๆ ขนาด 4 คูณ 12 เมตร ช่วงปล่อยอภัยโทษไปเยอะๆ เหลือห้องละประมาณ 20 กว่าคน หนาแน่นหน่อยก็ 30 กว่าคน หลังจากอยู่แดนแรกรับได้สองอาทิตย์ บางคนได้ประกันตัวเร็วกว่านั้น บางคนไม่ได้ประกันตัว หรือบางคนตัดสินเด็ดขาดแล้ว ก็จะจำแนกแดนทุกวันพฤหัส ยกเว้นว่าเป็นวันหยุดราชการหรือเจ้าหน้าที่มีธุระ ก็ขยับเป็นพุธหรือศุกร์ ถ้าช่วงวันหยุดยาว บางทีรวมเป็นสามอาทิตย์ก็มี โดยบางส่วนที่ได้อยู่แดน 1 ต่อไป ฉันอยู่แดน 1 ตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งออกมาเลย

เธอ : ทัณฑสถานหญิงกลางมีแดนแรกรับกับแดนนอก นักโทษจะอยู่แดนแรกรับจนกว่าคดีจะตัดสินเสร็จ ก็แล้วแต่ว่าจะนานแค่ไหน แล้วค่อยจำแนกไปแดนนอก คนเข้าเยอะมาก นอนแทบไม่ได้ อาบน้ำต้องแย่งกัน เป็นอะไรที่เห็นแก่ตัวกัน ของเราเป็นห้องใหญ่ๆ อยู่กันประมาณ 100 คน ต้องนอนเบียดกันพอสมควร ถ้าเป็นแดนนักโทษประหารหรือนักโทษตลอด (ติดคุกตลอดชีวิต) ก็จะหนาแน่นน้อยกว่า

 

วันแรกของทั้งสองคนเป็นยังไงบ้าง

เธอ : เราอยู่ศาลถึงช่วงเย็นๆ มาถึงทัณฑสถานหญิงกลางก็ดึกแล้ว กว่าจะกินข้าว อาบน้ำ เข้าขังก็สองสามทุ่ม โดนตรวจทุกอย่าง ดึงผม แก้ผ้าตรวจภายใน ผู้ต้องขังที่เป็นผู้ช่วยมาตรวจ กลัวว่าจะยัดอะไรเข้ามา ซักประวัติละเอียดมาก  แล้วไม่ให้เอาอะไรเข้าไปเลย วันแรกก็ใส่เสื้อผ้าของเรือนจำ พอเช้ามาก็ตรวจโรคประจำตัว อธิบายให้ฟังว่า ถ้าป่วยแล้วจะมาพบหมอได้ยังไง เขียนนัดก่อน พอเข้าไปอยู่ข้างใน ถ้าไม่ฉุกเฉินถึงขั้นจะตายจริงๆ เป็นอาทิตย์กว่าจะได้เจอหมอ

เขา : ผมออกจากศาลสองทุ่ม ตอนนั้นยังเป็นระเบียบเก่าอยู่ ทุกวันนี้หกโมงต้องออกแล้ว รถคันเดียวขึ้นมาทุกคดี ทยอยส่งให้ผู้หญิงลงก่อน ทัณฑสถานหญิงกลาง ต่อด้วยบำบัด (ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง) เรือนจำคลองเปรม แล้วมาเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

ผมมาถึงตอนสามทุ่มกว่า แก้ผ้าหมดเหมือนกัน ซักประวัติ วันนั้นมีหมอเลย แต่ไม่ถึงกับตรวจร่างกาย ให้ถอดเสื้อ ดูแผลเป็น บางคนมอเตอร์ไซค์ล้มแล้วมีรอยช้ำ ก็ถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อยืนยันว่ามีแผล เดี๋ยววันออกจะมาหาว่าถูกเจ้าหน้าที่ซ้อม แล้วก็ดูรอยสักด้วย

เธอ : ของเราก็มีถ่ายรูปไว้ รอยสักตรงไหน มีแผลยังไงบ้าง ถ้าเกิดเสียชีวิตขึ้นมา เขาระวังทุกอย่าง

เขา : ถ้าวันเข้าไปสักเท่านี้ ต้องไม่งอกเพิ่มด้วยนะ ไม่งั้นโดนอีก ในเรือนจำจะมีกองงานต่างๆ หนึ่งในนั้นคือเย็บรองเท้า เลยมีเข็มใหญ่ๆ แล้วใช้หมึกปั๊มตรายางมาสักกัน

เธอ : ของผู้หญิงเป็นเข็มเย็บผ้า แล้วใช้หมึกปากกา

เขา : สักออกมาไม่ได้เรื่องเลย เละเทะเหมือนเด็กๆ วาดรูป แทนที่จะเป็นมังกร เป็นตัวอะไรก็ไม่รู้

 

การสักมีความหมายยังไง ทำไมถึงไปสักกันในนั้น

เขา : บางคนชอบไง เข้าครั้งนึงต้องสัก อันนี้เข้าครั้งแรก อันนี้เข้าครั้งที่สอง แต่ส่วนใหญ่คนสักจะเป็นแดนในนะ แดน 1 ไม่ค่อยมีหรอก

 

ถ้าจับได้ว่าสักเพิ่มโดนทำโทษเลยเหรอ

เธอ : ฝึกวินัย ลอกท่อน้ำ ตักบ่อขี้

เขา : ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ถ้าจับได้ว่าสัก พักโทษไม่ได้เลยนะ บางทีห้ามออกไปเยี่ยมญาติด้วย

 

เป็นกฎที่ตายตัวเลยไหม เช่น ต้องสักกี่ครั้ง โดนอะไรบ้าง

เขา : ถ้าพูดกันตรงๆ แล้วแต่อารมณ์หัวหน้า (หัวเราะ)

เธอ : ใช่ แล้วแต่เจ้าหน้าที่เวร ถ้าคนไม่ดุก็ไม่ทำอะไร

เจ้าหน้าที่เรือนจำมาแจกแจงว่า ตั้งแต่เช้าถึงเย็นทำอะไรบ้าง ตอนไหน

เธอ –  เป็นนักโทษด้วยกันมาบอก นักโทษจะมีหน้าที่ มีแม่ห้อง หัวหน้ากองเลี้ยง หัวหน้าเรือนนอน เขาเป็นคนมาบอกนักโทษใหม่

เขา : เรือนจำพิเศษกรุงเทพจะเรียก ‘พี่เลี้ยง’ คือนักโทษที่อยู่นาน แล้วขยับมาเป็นผู้ช่วยหัวหน้า (เจ้าหน้าที่) พวกหัวหน้าขี้เกียจจะตาย วันๆ ไม่ทำอะไรหรอก ใช้นักโทษมาดูแลนักโทษอีกที

เธอ : ของทัณฑสถานหญิงกลาง ตื่นตีห้า นับยอด เก็บที่นอน เข้าห้องน้ำ ประมาณหกโมงก็ปล่อยทีละห้อง ทุกคนจะวิ่งหัวซุกหัวซุนไปอาบน้ำ คนแก่คนป่วยได้อาบก่อน นอกนั้นต้องรีบๆๆ แดนแรกรับจะมีฝักบัว นับ 1-30 หัวยังไม่ทันเปียกเลย แดนในจะตักน้ำ ต้องรีบๆๆ หันมาอีกทีจะหยิบสบู่ อ้าว หายแล้ว ไม่มีเวลามาโอ้เอ้ นักโทษเยอะมาก เป็นแบบนี้ทุกวัน หลังจากนั้น ถ้าส่งเสื้อผ้าซักกับเรือนจำ เสียเดือนละ 120 บาท ก็เอาผ้าไปกองไว้ที่จุด แต่ถ้าซักผ้าเอง ก็ต้องรอให้ทุกคนอาบน้ำเสร็จก่อน เหลือน้ำก้นๆ ขี้ฝุ่นๆ เราจ้างซักบ้าง แต่ถ้าญาติไม่เอาเงินมาให้ ก็ต้องซักเอง สักเจ็ดโมงก็กินข้าว พอแปดโมงก็ยืนตรง สวดมนต์ แล้วเข้าไปกองงานต่างๆ

เขา : คุณดูนะ ช่วงเวลาแค่นี้ ต้องอาบน้ำ ซักผ้า ทำทุกอย่างเลย

เธอ : ใช่ แล้วที่รีบทำกัน เพราะต้องมาต่อแถวกินข้าว มาช้าข้าวหมด หรือถ้าหมดเวลาก็ไม่ได้กินเลย

 

รสชาติอาหารเป็นยังไง

เธอ : ไม่อร่อย (ตอบทันที) กินไม่ได้เลย

เขา : ถ้าเทียบกับข้างนอก มันไม่อร่อยอยู่แล้ว

 

เข้ากองงานต้องทำอะไรบ้าง

เธอ : ช่วงแรกๆ ยังไม่มีงาน ก็นั่งเฉยๆ ตามใต้ตึก ห้ามเดินเพ่นพ่านนะ พอเรือนจำรับงานจากข้างนอกมา นักโทษก็ต้องทำงานเหล่านั้น ตัวเองอยู่กองปักเลื่อม นอกนั้นก็มีพวกเย็บจักร เบเกอรี่ แต่ไม่ใช่อยากเข้าอะไรก็ได้ เย็บจักรหรือเบเกอรี่ต้องโทษสูงๆ เพราะต้องใช้เวลาในการฝึก ต้องทำต่อเนื่อง ของเราโทษสองปีกว่าเลยปักเลื่อมได้อย่างเดียว อยากสบายก็จ้างนักโทษด้วยกันทำ พอครบเดือนก็มีเงินปันผล เดือนนึงพันกว่าบาท ทำตั้งแต่เช้ายันสี่ห้าทุ่ม

เขา : โห (เสียงดัง) เดือนละพันกว่าบาทเลยเหรอ ของที่นี่นะ เก่งสุดคือเดือนละ 60 บาท ไม่เคยเกินนั้นเลย แดน 1 พับกรวยกระดาษที่เอาไว้กินน้ำ วันละ 600-1,000 อัน เคยได้ยินว่าแดนในทำไม่ทันโดนเฆี่ยนด้วย เงินที่ได้นะ เดือนนึงไม่เกิน 60 บาทเท่านั้น (เน้นเสียง) ส่วนใหญ่จะอยู่ 20-40 บาท ทุกคนต้องทำ มีแค่คนแก่ คนป่วย คนพิการที่ไม่ต้องทำ เวลาได้เงินมาหนึ่งก้อนกับงานเท่านี้ สมมุติว่า 60,000 บาท หัวหน้าก็อ้างว่าต้องซื้อนู่นซื้อนี่ สุดท้ายเหลือไม่ถึงหมื่น เลยเหลือให้นักโทษไม่เท่าไรไง

เธอ : ของเรากองงานที่ดีสุดคือเย็บจักร ต้องโทษสูงอยู่นาน ต้องสอน จักรไม่ได้ทำง่ายๆ มีแต่คนแย่งไปทำ เพราะได้ปันผลดีนะ

เขา :  ของผู้ชายมีแต่ไม่อยากทำ ใช้งานอย่างกับนรกเลย

 

หลังจากทำงานภาคเช้าเสร็จแล้ว ทำอะไรต่อ

เธอ : สัก 11 โมงนับยอดอีกครั้ง แล้วมากินข้าวกลางวัน บ่ายโมงก็ทำงานต่อ กองงานจะเลิกบ่ายสองครึ่ง แล้วไปอาบน้ำ กินข้าวเย็นบ่ายสาม ขึ้นขังสี่โมงเย็น แต่ถ้าเย็บจักรจะเลิกสี่ห้าโมงเย็น ขึ้นขังทีหลังเลย แล้วไม่ได้กินอะไรอีกเลยจนเช้า ก่อนเข้าขังเจ้าหน้าที่จะตรวจตัว บางคนเอากระดาษทิชชู่หรือหนังสือสวดมนต์ขึ้นไปด้วย บางครั้งเราก็แอบเอาขนมติดขึ้นไป

เขา : ของผู้ชายจะแล้วแต่อารมณ์ ของผมเอาของกินไปบนห้องได้ บนนั้นบุหรี่สูบกันโขมงเลย

 

นอกจากที่เล่ามา มีกิจกรรมอื่นๆ ไหม เช่น อบรมธรรมะ หรือกิจกรรมจากข้างนอก

เธอ : มีค่ะ เจ้าหน้าที่จะนัดล่วงหน้า แล้วให้แม่ห้องมารับงาน วันนั้นวันนี้นะ หานักโทษมาร่วมกิจกรรมฟังเทศน์ ไม่มีใครอยากไปหรอก พอไม่มีก็ต้องบังคับ แม่ห้องเลือกเลย 10 คน 20 คน แต่บางครั้งก็มีคนอยากไป เพราะไม่อยากทำงาน (เป็นเวลาเดียวกับเข้ากองงาน) คนมาพูดมีทั้งพระและไม่ใช่พระ แต่กิจกรรมแนวนี้ไม่มีใครสนใจ ถ้าเป็นคอนเสิร์ตนะ เคยมีวงที่ร้องเพลงลูกอม วงอะไรนะ (เงียบนึก) วงวัชราวรี แล้วแจกของ หูย (เน้นเสียง) แย่งกันจนต้องคัดคนไป นักโทษบางส่วนแอบมุดราวดู ถึงขนาดโดนทำโทษเลย นอกนั้นก็มีรายการต่างๆ พาดารามาถ่าย

เขา : ของฉันไม่เคยมีดาราเป็นวิทยากร มีแต่ดารามาเป็นนักโทษว่ะ (หัวเราะ)

ตารางเวลาของเรือจำพิเศษกรุงเทพล่ะครับ

เขา : คล้ายๆ กัน ตื่นตีห้ากว่า เก็บที่นอน นักโทษใหม่มาเป็นเวรทำความสะอาด ไม่มีไม้กวาด เอาผ้าขี้ริ้วชุบน้ำมาถู ในห้องจะมีห้องน้ำเตี้ยๆ นั่งแล้วเห็นครึ่งตัว หนึ่งห้องนอนมีหนึ่งห้องน้ำ ห้องจะเล็กกว่าของผู้หญิง ทำความสะอาดห้องต้องเสร็จก่อนหกโมง หัวหน้าจะมาไล่เปิดทีละห้อง แล้วนับยอด พอครบก็ปล่อย นักโทษวิ่งลงมาแย่งกันอาบน้ำ เป็นบ่อน้ำยาวๆ ใส่กางเกงขาสั้น ช่วงเช้าไม่เข้มงวด บางคนแก้ผ้าเลย ของเรือนจำชายไม่มีบริการซักผ้า ต้องซักเอง ไม่ก็จ้างนักโทษด้วยกัน เราไม่มีเครื่องซักผ้าเหมือนเรือนจำหญิง ฉันเป็นหัวหน้าโรงเลี้ยงเลยต้องจ้างซัก ก็เอาเสื้อผ้าไปให้นักโทษที่รับจ้างซัก เดือนละ 400 บาท ซักแล้วบริการตาก พับให้อย่างดี ใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มด้วยนะ หอมเลย (หัวเราะ) ตอนนั้นฉันจ่ายเขาเป็นบุหรี่

ในเรือนจำชายสูบบุหรี่กันเห็นๆ ไม่ต้องแอบเลย คุณว่าตลกไหม ในนั้นไม้ขีดไฟเป็นของต้องห้ามนะ แต่นักโทษสูบบุหรี่กันได้ยังไง ไฟแช็คข้างนอกขายอันละ 10 บาท แต่ในนั้นขายอันละ 50-60 บาท กระติกน้ำใบใหญ่ๆ 3,000 บาท ใบใหญ่มากๆ 8,000 บาทยังมีเลย ในนั้นมีน้ำแข็งขาย พวกคนมีเงินก็จ้างเจ้าหน้าที่หิ้วเข้ามา ผ่านด่านเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าใช้เอง แต่รู้กันแหละ กว่าจะผ่านมากี่ประตูก็ต้องจ่ายรายทางมา

เธอ : กระจกบานละ 500-600 บาทนะ ลิปสติกก็แพง ดินสอเขียนคิ้วตู้ของเรือนจำจะไม่แพงมาก แต่เราเข้าไปซื้อไม่ถึงหรอก มันมีกลุ่มตลาดมืด ซื้อของร้านค้าเรือนจำแล้วมาบวกเพิ่ม เราติดไว้ก่อนได้ พอญาติมาค่อยจ่าย ช่วงแรกที่เข้าไปจะเป็นคูปอง ตอนหลังถึงเปลี่ยนมาเป็นสแกนนิ้ว ถ้าอยู่ในนั้นมีเงินจะสบาย

เขา : ใช่ ถูกต้อง คนดังๆ อยู่สบาย นายตำรวจใหญ่อยู่ในนั้นอย่างกับราชาเลย ถ้าคุณมีเงิน ในคุกไม่ได้ลำบากเลย แต่มันไปไหนไม่ได้ เป็นชีวิตที่น่าเบื่อ

 

หลังจากส่งผ้าซัก แล้วยังไงต่อ

เขา : ฉันเป็นหัวหน้าโรงเลี้ยง ต้องรีบอาบ แล้วไปดูแลโรงเลี้ยง ส่งเด็กไปเอากับข้าว หม้อใหญ่ๆ ยกใส่รถเข็นมา แล้วต้องจัดจาน ตักแกง ตักข้าว นักโทษนี่แหละตัก เราก็ดูแล พอเจ็ดโมงก็เคาะระฆัง เรียงแถวมาเลย อาหารก็พอกินได้นะ บางคนก็บอกว่ากินไม่ได้เลย แต่ฉันเป็นคนกินง่าย

เธอ : แต่ก่อนผงรสดีถูกกฎหมาย แต่ตอนหลังต้องนำเข้า ซองละ 400-500 บาทเลย

เขา : ฉันเป็นหัวหน้าโรงเลี้ยง ทุกอย่างต้องทำเสร็จก่อนแปดโมง คุณคิดดูละกัน คนตั้ง 400-500 คน โคตรเหนื่อยเลย แปดโมงก็เข้าแถว ร้องเพลงชาติ สวดมนต์ แล้วแยกย้ายไปตามกองงาน โรงเลี้ยงเริ่มทำตั้งแต่หกโมงแล้ว ช่วงนั้นนั้นก็หยุดพัก พอ 11 โมงคนตามกองงานต่างๆ ก็หยุดมากินข้าว นับยอดตอนเที่ยง แล้วเข้ากองงานต่อ ออกมาอีกทีบ่ายสองโมงกว่า อาบน้ำ แล้วกินข้าวเย็น หลังจากนั้นก็เรียกขึ้นห้อง

 

ของผู้ชายมีกองงานอะไรบ้าง

เขา : กองงานตัดผม กองงานประกอบปลั๊กไฟ กองงานกระดาษ ช่วงแรกพับกรวยใส่น้ำ ตอนหลังมาเป็นถุงกระดาษที่ใส่ยาในโรงพยาบาล กระดาษมาเยอะๆ กาวเป็นถังๆ พับๆ ป้ายๆ ไม่มีคิวซีอะไรหรอก เคยส่งงานไปแล้วโดนด่ากลับมาด้วย งานแต่ละที่งานไม่เหมือนกัน แล้วแต่เขาไปเหมางานอะไรมา อย่างแดน 2 จะเป็นกองงานเย็บรองเท้า มันแข็ง คนไม่เคยทำจะเจ็บมือมาก มาเป็นชิ้นๆ แล้วให้นักโทษเย็บ

เธอ : รับงานแบบนี้ ถ้าเอาเงินค่าจ้างให้นักโทษเยอะๆ ก็ดีนะ

เขา : หัวหน้าก็ดีแต่สั่ง วันๆ ไม่ทำอะไร ให้นักโทษคุมนักโทษ พอมีเรื่องชกต่อยแย่งกะเทย หรือกะเทยแย่งผู้ชาย หัวหน้าค่อยโผล่มา ไม่สอบสวนอะไรทั้งนั้น ฟาดทุกคน จบ ง่ายดี กองงานจะหยุดวันเสาร์อาทิตย์ วันหยุดราชการก็หยุด คนที่ไม่ทำงานก็ต้องไปจ้าง คนรับจ้างก็เป็นพวกเขมร ขยันฉิบหาย มาทำงานเก็บเงินอย่างเดียว มีคนนึงอยู่ก่อนฉัน คดีทำร้ายร่างกาย รับจ้างซักผ้า ต่อแถว อยู่จนเก็บเงินได้เป็นแสนส่งให้ที่บ้าน

เธอ : บางคนบอกเลยนะ จะพ้นโทษแล้ว ไม่อยากออกไป เพราะข้างในหาเงินได้มากกว่า

เขา : ข้างในมีการพนันด้วยนะ เล่นหวย แทงบอล ไม่มีทีวีดูผลบอล แต่ตอนเช้ารู้ผลตลอด แปลกไหม

 

มีกิจกรรมจากข้างนอกบ้างไหม

เขา : นานๆ ที ถ้าเป็นแดนในไม่ค่อยมีคนอยากไปหรอก เพราะมีงานต้องทำให้ได้ตามเป้า ยอดพับถ้วยทำไม่ครบ ถูกเอาไปรวมกับพรุ่งนี้นะ ทำไม่ได้ตามนั้นต้องโดนเฆี่ยน แต่ถ้านักโทษแดน 1 มักไปกัน ก็พวกเศรษฐีน่ะ แดน 1 ไม่มีเฆี่ยน ฉันเป็นหัวหน้าโรงเลี้ยงไม่ได้เงิน แต่ได้อาหาร ฉันค่อนข้างโชคดี มีคนฝากเงินให้ตลอด

ในเรือนจำมีกระบวนการบำบัด ฟื้นฟู เปลี่ยนแปลงนักโทษให้เป็นคนใหม่บ้างไหม

เขา : มีเท่าที่เล่านี่แหละ เอามาขังไปอย่างนั้นแหละ

เธอ : เอาเงินภาษีมาขังคนเยอะแบบนี้ไว้ อาหาร ใช้น้ำ ใช้ไฟ เราว่าเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า

เขา : จริงๆ ก็มีอบรมบ้าง แต่นานๆ ครั้ง

เธอ : แต่ไม่มีใครฟังหรอก แล้ววิทยากรก็ไม่ได้ตั้งใจ คุณต้องฟังนะ ฟังแล้วต้องเข้าใจแล้วปฏิบัติ เช่น เสริมสร้างอาชีพ จะได้ไม่ต้องทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ก็พวกเย็บผ้า ทำขนม ทำเทียนหอม ทำดอกไม้ปลอม สบู่

 

ฝึกอาชีพกับกองงานเป็นอันเดียวกันไหม

เธอ : คนละอย่าง นานๆ จะมีสอนทำสบู่เข้ามา ใครอยากทำบ้าง นักโทษเท่านี้คน แต่หลักๆ ก็เย็บที่ต้องทำตลอด

เขา : กองงานต้องทำทุกวัน ส่วนฝึกอาชีพโดยวิทยากรข้างนอก นานๆ จะมาสักครั้ง แล้วทำเป็นพิธี เพราะได้งบจากกรมราชทัณฑ์ เขาก็ฝึกๆ ไป

 

ความถี่แค่ไหน

เขา : ไม่แน่ แล้วแต่ช่วง ของผู้ชายมีเรียนภาษาอังกฤษ ตัดผม คอมพิวเตอร์ คุณเชื่อไหม เรียนคอมพิวเตอร์ แต่ไม่มีคอมพิวเตอร์ให้นะ

เธอ : ของผู้หญิงมีคอมพิวเตอร์ไม่ถึงสิบตัว

เขา : มีให้ดูด้วยเหรอ ของที่นี่ไม่มีเลย (เน้นเสียง) ฉันอยู่สองปีกว่ายังไม่เคยเห็นคอมพิวเตอร์เลย แจกชีท อ่านๆๆ แล้วก็ให้ใบเซอร์ติฟิเคท จบ ทั้งที่ไม่ได้แตะคอมพิวเตอร์แม้แต่นิดเดียว สอนตัดผมก็ไม่มีปัตตาเลี่ยนให้ แจกชีท ขึ้นกระดาน ทรงนี้ตัดแบบนี้นะ จบ ทฤษฎีล้วนๆ ได้ใบเซอร์ติฟิเคทแล้ว กรรไกรเป็นสิ่งต้องห้ามในนั้นด้วย แล้วก็มีวิชาเกษตรทฤษฎีใหม่ ภาษาจีนกลาง ของเรือนจำหญิงเป็นวิทยากรข้างนอกใช่ไหม ของผู้ชายนะ นักโทษด้วยกันสอน ภาษาอังกฤษก็ไปเอานักโทษฝรั่งมาสอน ภาษาจีนก็เอานักโทษจีนมาสอน ตอนที่ฉันอยู่ คนสอนชื่อ อาเฉิน เป็นมาเฟียไต้หวัน พูดไทยได้เลยมาสอนจีนกลาง ตอนภาษาอังกฤษคือตาโรเบิร์ต ตัดผมก็เอานักโทษที่เคยทำร้านทำผมมาสอน จบ ไม่รู้เรื่องอะไรกันเลย เรียนห้าวัน อย่างมากสองอาทิตย์ แล้วได้ประกาศนียบัตร 150 ชั่วโมง ทั้งที่เรียนไม่ถึง 15 ชั่วโมงเลย

เธอ : แย่กว่าของผู้หญิงอีก ไม่แปลกใจที่นักโทษออกมาแล้วปฏิบัติตัวเหมือนเดิม ก็เอานักโทษมาสอนกันเอง

 

เคยเห็นสโลแกน ‘คืนคนดีสู่สังคม’ แต่ที่เล่าไม่มีกระบวนการสอนคนเลย

เขา : ก็มีฝึกอาชีพบ้าบอคอแตกนี่ไง ตอนแรกๆ พวกอบรมจะไม่บังคับ ตอนหลังมีเรื่องปรับชั้น นักโทษยังไม่ตัดสิน จะยังไม่มีชั้น ถ้าตัดสินแล้วจะได้ ‘ชั้นกลาง’ อยู่ไป 180 วันจะปรับเป็น ‘ชั้นดี’ ต่อมาเป็น ‘ชั้นดีมาก’ แล้วก็ ‘ชั้นดีเยี่ยม’ ตอนหลังบังคับให้ไปอบรมพวกนี้ ได้ใบมาถึงจะปรับชั้นได้ จากชั้นกลางเป็นชั้นดีไม่ต้องใช้ใบ แต่ชั้นดีเป็นชั้นดีมากต้องได้ 1 ใบ คือผ่านหนึ่งหลักสูตรมา

เธอ : ใช่ๆ เป็นการแลกเปลี่ยน ใครจะผ่านชั้นต้องมีใบนั้น พอไม่มีชั้นก็ไม่ได้อภัย ไม่ได้พักโทษ

ในเรือนจำมีผู้มีอิทธิพลบ้างไหม

เขา : ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพจะเรียก ‘สมเด็จ’ พวกรวยๆ หรือนายตำรวจใหญ่ๆ จ้างนักโทษเป็นคนใช้ส่วนตัว ในนั้นยิ่งกว่าชนชั้นอีก รวยก็อยู่อย่างราชา วันๆ ไม่ทำอะไร นั่งจิบกาแฟ เป็นกาแฟนำเข้าด้วย ขวดละแพงๆ อย่าว่าแต่กับข้าวโรงเลี้ยงเลย กับข้าวร้านค้าก็ไม่กิน ต้องสั่งจากข้างนอกมา หูฉลามเยาวราช กุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ๆ ปลาเผาตัวใหญ่ๆ เอาของหรูๆ มานั่งกินที่โรงเลี้ยง ที่พูดคือเฉพาะแดน 1 แดนในจะอดตายกัน เคยมีนักโทษแดน 2 ยกพวกตีกัน เรื่องอะไรรู้ไหม แย่งปลาทู ข้ามไปไม่กี่เมตรนักโทษไม่มีจะกิน ถ้าเป็นแดนใน พวกมาเฟียจะมาคุยกับหัวหน้าโรงเลี้ยง แล้วตักเนื้อๆ ในกับข้าวไปกินก่อน เหลือแต่น้ำๆ ไว้ให้คนที่เหลือ

 

ที่เล่ามาเหมือนนักโทษดูแลกันเอง แบบนี้สิ่งที่หัวหน้า (เจ้าหน้าที่) ต้องทำคืออะไร

เขา : เดินไปเดินมา มีเรื่องก็โผล่มาสักที

เธอ : แล้วก็ประมูลร้านค้า เอาสินค้ามาขายนักโทษ หารายได้จากตรงนี้ ยังเคยคิดนะ เราน่าจะไปเป็นผู้คุม

เขา : ชีวิตไม่ก้าวหน้านะ อยู่ในห้องขังแบบนั้นไปเรื่อยๆ

เคยมีหัวหน้าบอกว่า “พวกคุณติดแล้วยังได้ออก แต่ฉันอยู่ตรงนี้มายี่สิบกว่าปีแล้ว”

 

เคยเจอคำพูดไม่ดีจากเจ้าหน้าที่บ้างไหม

เธอ : ก็มึงกู พ่อมึง แม่มึง คนอื่นโดนตบหน้าเลย แค่เอาตุ้มหูมาใส่ เอาน็อต เอาตะปูมาใส่ บอกกันดีๆ ก็ได้ แต่หัวหน้าบางคนก็ดีนะ มันแล้วแต่คนไป

เขา : ฉันอยู่แดน 1 นักโทษเป็นพวกเศรษฐี หัวหน้าพูดดีจะตาย หัวหน้าบางคนแทบจะกราบเลย ปกติขึ้นห้องตอนสามสี่โมง ฉันเป็นหัวหน้าโรงเลี้ยง เลยต้องอยู่ถึงสองทุ่ม รอต้อนรับนักโทษที่มาจากเรือนจำ วันไหนมีนักโทษสำคัญหัวหน้าจะบอกให้รอต้อนรับ จัดอาหารกับข้าวให้ ตัวนักโทษยังไม่มา แต่ถุงเยี่ยมญาติมาแล้ว กับข้าวมารอแล้ว

เธอ : ในความหมายของเจ้าหน้าที่ พวกเขาไม่เห็นนักโทษทุกคนเท่าเทียมกัน

เขา : ที่แดน 1 ตอนอยู่ในห้องขัง ประมาณสี่ทุ่ม ลุงคนนึงจะไปเข้าห้องน้ำ อยู่ๆ ก็ชักๆๆๆ พวกในห้องก็ตะโกนเรียก “หัวหน้าๆ มีคนป่วย” นานมากกว่าจะขึ้นมา สุดท้ายลุงแกตายในห้องเลย เลือดออกจมูกออกปาก อยู่ข้างๆ เลย เป็นครั้งแรกที่เห็นคนตายต่อหน้า พอหัวหน้ากับหมอขึ้นมา “เป็นไง ตายแล้วเหรอ” เอาบัตรประชาชนวางบนศพ ถ่ายรูป แชะๆๆ แล้วก็ไป ฉันแล้วต้องนอนกับศพทั้งคืน ปกติตอนอยู่ข้างนอกลุงต้องกินยาประจำ แต่เรือนจำไม่ให้เอายาเข้ามา กลัวจะมีสารเสพติด ต้องตรวจก่อน ตรวจนานมาก กว่าจะผ่านมาได้ตั้งกี่วัน ตอนนั้นเข้ามาอาทิตย์เดียว ในนั้นยาเอาเข้ามายากมาก (เน้นเสียง) ยกเว้นนายตำรวจใหญ่คนนั้น ยามาถึงวันนั้นเลย

เธอ : ปกติแล้วถ้าไม่ฉุกเฉินจริงๆ เช่น คลอดลูก ประตูจะไม่เปิดเลย เขากลัวการก่อจลาจล ยาก็ต้องกินของเขา มีแค่ยาพารากับยาแก้แพ้

 

คนตายยังไม่ฉุกเฉินอีกเหรอ

เขา : ถ้ายังไม่ตายคือฉุกเฉิน แต่ตายไปแล้วก็ไม่ฉุกเฉินแล้วไง กว่าจะถึงหกโมงเช้า ฉันไม่ได้กลัวผี แต่ใครบ้างที่ชอบศพ สักพักเริ่มมีกลิ่น ยังไม่ถึงกับเหม็น แล้วไม่ใช่ว่าตอนเช้าเอาศพไปเลยนะ แปดโมงเช้าโทรไปแจ้ง สน. ว่ามีคนตายในเรือนจำ กว่าเจ้าหน้าที่จะเสด็จมาถึงคือสี่โมงเย็น วันนั้นนักโทษต้องขึ้นไปเช็ดน้ำหนองก่อนด้วย ขณะที่นายตำรวจใหญ่ที่เข้ามาแดน 1 เป็นโรคน้ำตาลในเลือดต่ำ เลยหน้ามืดเป็นลมบ่อยๆ ปกติห้องขังเปิดหกโมงเช้า วันนั้นตีห้ามาไขออกไปก่อนแล้ว วันเสาร์ด้วยนะ แต่พาไปโรงพยาบาลได้ คนในห้องงงกันหมด คนอื่นตายในห้อง รายนี้เป็นแค่นี้ เปิดประตูพาออกไปก่อนแล้ว

 

การติดคุกส่งผลต่อความคิดของคุณยังไงบ้าง

เธอ : ทำให้เราคิดได้หลายอย่างเลย จากที่ใช้ชีวิตประมาทอยู่ข้างนอก ใช้ชีวิตสิ้นเปลือง หายใจทิ้งไปวันๆ ข้างในมีความเห็นแก่ตัว เห็นคนที่ทำผิดจริงๆ ขายยา ขโมย แต่บางคนนิสัยดีนะ ที่ทำเพราะความจำเป็นบางอย่าง กับที่ไม่ผิดเลยก็มี เราชอบคุยกับคน เวลาจมกับความทุกข์ ทำไมๆๆ พอไปมองคนอื่น เรายังเล็กน้อย ออกมาก็เปลี่ยน ใช้ชีวิตไม่ประมาท เห็นคุณค่าของเวลา เห็นคุณค่าของเงินมากขึ้น อยู่ในคุกเวลาเร็วมากนะ อาบน้ำตั้งแต่บ่ายสองโมงครึ่ง สี่โมงขึ้นเรือนนอนแล้ว สามทุ่มบังคับให้นอนแล้ว แต่พอออกมา ตีสามยังขายของในออนไลน์อยู่เลย เวลาคนเรานะ แป๊บๆ ปี แป๊บๆ ปี เดี๋ยวก็ตายกันหมดแล้ว

ทั้งที่การฝึกอาชีพ วิทยากรข้างนอกมาอบรม ไม่ใช่สิ่งที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะหลายครั้งก็ทำเป็นพิธีเฉยๆ การเปลี่ยนแปลงเกิดจากอะไร

เธอ : เราเปิดใจที่จะมองความทุกข์ของคนอื่น คนที่ไม่เปลี่ยนแปลงอาจมองแต่ความทุกข์ของตัวเอง

 

อย่างคุณเป็นคดีทางการเมือง ช่วงเวลานั้นส่งผลต่อความคิดยังไงบ้าง ความคิดทางการเมืองเบาลงไหม

เขา : หนักกว่าเดิมอีก (หัวเราะ)

ก่อนหน้านี้เรามองคุกว่า ในนั้นมีแต่พวกเหี้ยๆ พวกเลวๆ พอไปอยู่จริงไม่ใช่อย่างนั้น พวกที่ไม่ดีจริงๆ ก็มี แต่ไม่ใช่ทุกคน

บางคนเข้ามาคดีเช็ค ปี 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เช็คเด้ง เขาไม่ได้เป็นคนเลวเลย แค่หมุนเงินไม่ทัน หรือวัยรุ่นขับรถชนคนตาย เท่าที่คุยกันก็ไม่ได้เป็นคนเลว แค่จังหวะนั้นซ่าส์ไปหน่อย หรือคดีแชร์ลูกโซ่ คนที่ติดคุกถูกจ้างมาเป็นวิทยากรนะ เจ้าของจริงๆ ไม่ได้ใส่ชื่ออะไรเลย เผอิญคนที่ถูกหลอกเงินจำหน้าวิทยากรได้ โดนไป 20 ปี หนักไหมล่ะ เคสนี้มีผู้เสียหาย 499 คน สืบพยานอย่างเดียวเกือบ 5 ปี ต้องใส่ตรวนออกไปแบบนั้น ตอนแรกเป็นตรวนเหล็กใหญ่ๆ หนักแต่ไม่ค่อยเจ็บ ตอนหลังเปลี่ยนเป็นกุญแจเท้า เบากว่าแต่เจ็บฉิบหาย ใส่ถุงเท้าก็ไม่ช่วยอะไรเท่าไร หรือมีเคสที่น้องทำทรัพย์สินของราชการเสียหาย มูลค่าแค่หมื่นกว่าบาท แต่มันหนักสำหรับข้าราชการไง พี่เลยรับผิดแทนน้อง คนไม่ได้รับความเป็นธรรมมีเยอะ บางคนทำเพราะจนจริงๆ หรือทำไปโดยไม่รู้เรื่อง เราได้เห็นโลกทัศน์อีกแบบ ชีวิตในเรือนจำเป็นแบบนี้เหรอ

เธอ : แล้วอย่าคิดว่า ไม่ได้ทำผิดแล้วจะติดคุกไม่ได้นะ หลายคนอยู่ดีๆ ก็ติดเฉยเลย มีไม่น้อยด้วย

เขา : คนไม่เคยเข้าไปก็เหมารวมไง พวกติดคุกคือคนเลวทั้งหมด มันไม่ใช่

 

คิดว่าตัวเองเป็นคนดีขึ้นไหม

เขา : ฉันว่าตัวเองก็ไม่ได้เลวนะ (ยิ้ม) ถ้าจะมีอะไรเปลี่ยน ฉันกลายเป็นเห็นใจคนอื่นมากขึ้น ก่อนหน้านั้นไม่ค่อยสุงสิงกับใคร มองโลกแบบคิดเองเออเอง พอไปอยู่ในนั้น คุยกับคนเยอะๆ เรามีมุมมองมากขึ้น โลกทัศน์ไม่แคบแบบเดิม

 

เจอแต่อะไรแย่ๆ แบบนี้ ทั้งสองคนคิดว่าคุกเปลี่ยนคนได้ไหม

ทั้งสองคน : เปลี่ยน (ตอบพร้อมกัน)

เธอ : แต่เปลี่ยนในทางที่ไม่ดีนะ ทั้งจิตใจ ร่างกาย และการดำเนินชีวิต ถ้าคนคิดว่า “ติดคุกเว้ย จะทำชีวิตให้ดีขึ้น” มันก็ดีไป แต่ถ้าติดคุกแล้วคิดว่า “ติดคุกแล้ว ไม่มีใครเอาว่ะ ออกมาก็ไม่มีใครให้โอกาส” คนแบบนี้ชีวิตก็เหมือนเดิม

เขา : แล้วแต่คน บางคนเปลี่ยนดีขึ้น บางคนเปลี่ยนแย่ลง อย่างฉันก็เห็นใจเพื่อนมนุษย์มากขึ้น แนวคิดทางการเมืองเด่นชัดขึ้นไปอีก

เธอ : อะไรที่มีโอกาสช่วยเหลือสังคม เรายินดีเลยนะ อย่างมาสัมภาษณ์ขอข้อมูล เราเป็นเสียงเล็กๆ ก็ทำ คนทั่วไปจะได้รู้เรื่องพวกนี้บ้าง หลายคนไม่รู้เรื่องพวกนี้ ไม่ใช่ทุกคนที่ติดคุก ไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาส

เขา : เดี๋ยวๆ อย่าใช้คำว่าโอกาส (หัวเราะ)

เธอ : ต้องขอบคุณคุกนะ ที่ให้เราเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แม้จะไม่เกี่ยวกับกระบวนการที่เขาทำเลยก็ตาม เราได้เจอเรื่องดีและไม่ดี เรื่องไม่ดีมาสอนให้เราเป็นคนดี เรื่องดีก็ทำให้เราไปดีขึ้น

เขา : ฉันไม่ขอบคุณใครหรอก โชคชะตามันมาแบบนี้แล้ว ตอนเด็กๆ เคยดูหมอ เขาบอกว่า “วัยกลางคนไม่ค่อยดีนะ” ตอนนั้นก็งงๆ ว่า อะไรวะไม่ค่อยดี กลายเป็นต้องมาติดคุก ไม่เคยคิด ไม่เคยฝันมาก่อนว่า ชีวิตถึงขั้นต้องอยู่ในคุก มันคงเป็นโชคชะตา

 

 

Photos by Adidet Chaiwattanakul
Illustration by Naruemon Yimchavee
Share This!
  • 491
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    491
    Shares
No Comments Yet

Comments are closed