ว่าด้วย ‘ข่าวลือ’ เมื่อรับ ‘ข่าว’ แล้ว จะจัดการมันยังไงดี

ข่าวลือ เป็นอีกสิ่งที่เก่าแก่พอๆ กับประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ดูเหมือนว่ามนุษย์เราจะมีการเผยแพร่ข่าวสารแบบปากต่อปากหรือ ‘เล่าลือ’ เรื่องต่างๆ กันมาช้านานแล้ว

 

ปัญหาของคำว่าข่าวลือ หรือการเล่าลือก็คือ ข่าวสารที่ถูกลือมักมีแนวโน้มที่จะเป็นเรื่องไม่จริง แถมไม่จริงไม่พอยังมีแนวโน้มแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ยิ่งถูกลือถูกเล่าต่ออย่างออกรส เรื่องราวทั้งหลายยิ่งมีแนวโน้มที่บิดเบี้ยวขึ้นไปเรื่อยๆ

 

แล้วทำไมมนุษย์เราถึงชอบลือ ทำไมเราถึงชอบซุบซิบนินทา แล้วเราจะจัดการกับข่าวลือยังไงดี

ภาพเขียน The Gossips โดย Horace Bonham วาดขึ้นในปี 1885, explorepahistory.com
ภาพเขียน The Gossips โดย Horace Bonham วาดขึ้นในปี 1885, explorepahistory.com

ลือกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ

ลิลิตพระลอมีท่อนหนึ่งที่ใครๆ ก็รู้จัก “เสียงฤาเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย” จะว่าไปแล้วเรื่องราวโศกนาฏกรรมในลิลิตพระลอ หนึ่งในวรรณคดีที่เก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งของไทย เริ่มต้นด้วยการแพร่กระจายของเสียงเล่าลือถึงรูปโฉมของพระลอ

ในเทวตำนานของกรีกและโรมันมีเทวีที่ชื่อ Phame (กรีก) หรือ Fama (โรมัน) เป็นเทพธิดาที่เกี่ยวข้องกับข่าวลือ (rumor) ลักษณะของเทวีองค์นี้คือการทำให้สิ่งเล็กๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พฤติการณ์ของนางคือการพูดซ้ำในสิ่งที่ตนเองได้ยินได้ฟังมา (โดยที่ไม่ได้แยกแยะว่าจริงหรือเท็จ) และการพูดซ้ำในแต่ละครั้งก็จะดังขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจุดเริ่มของเรื่องราวเป็นเพียงเสียงกระซิบเบาๆ ก็ตาม

เวอร์จิล กวีโรมัน บรรยายภาพของเทวี Fama ไว้ว่า นางเป็นเทวีที่เท้าเหยียบอยู่บนพื้นดินแต่ศีรษะมุดอยู่ในเมฆ นางทำให้สิ่งเล็กน้อยดูสำคัญ และสิ่งที่ดูสำคัญยิ่งสำคัญขึ้น ภาพของเทวีองค์นี้มักให้ปีกที่ปกคลุมด้วยลิ้น หู และดวงตาจำนวนมาก (อี๋เนอะ) มือของเทวีถือทรัมเป็ตคู่หนึ่ง ทรัมเป็ตอันหนึ่งหมายถึงเรื่องจริง อีกอันหมายถึงเรื่องเท็จ

ภาพของเทวีแห่งข่าวลือก็เหมือนลักษณะของข่าวลือ คือมีการสร้างขึ้น แพร่กระจาย แล้วก็ค่อยๆ มีคนเชื่อถือ ข่าวลือไม่มีการแยกแยะระหว่างความจริงและความลวง ข่าวลือมักจะถูกขยายและบิดเบือนไปตามการลือ

รูปปั้นเทวี Pheme/Fama บนหลังคาของคณะทัศนศิลป์ (Visual Art) แห่งมหาวิทยาลัย Dresden University รูปปั้นดังกล่าวปั้นเป็นเทพธิดาตามขนบ คือปีกไม่ได้ปกคลุมด้วยลิ้นและดวงตา ถือเพียงทรัมเป็ตเป็นสัญลักษณ์
รูปปั้นเทวี Pheme/Fama บนหลังคาของคณะทัศนศิลป์ (Visual Art) แห่งมหาวิทยาลัย Dresden University รูปปั้นดังกล่าวปั้นเป็นเทพธิดาตามขนบ คือปีกไม่ได้ปกคลุมด้วยลิ้นและดวงตา ถือเพียงทรัมเป็ตเป็นสัญลักษณ์

วิทยาศาสตร์ในเสียงลือ

ด้วยความที่ข่าวลือมักเต็มไปด้วยความผิดพลาดและมักเป็นความเท็จ ข่าวลือเลยมักถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เป็นผลร้ายมากกว่าเป็นผลดี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงที่สังคมมีความอ่อนไหวและมีการแพร่กระจายของข่าวลืออย่างหนัก ช่วงนั้นเองเลยมีความพยายามที่จะเข้าใจและยับยั้งจัดการกับข่าวลือต่างๆ อย่างเป็นกิจลักษณะ

ในปี 1947 มีการตีพิมพ์งานศึกษาชื่อ ‘จิตวิทยาของข่าวลือ’ (The Psychology of Rumor) ของ Allport และ Postman งานศึกษาดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในงานศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัยที่พยายามจะทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคม

Allport and Postman อธิบายลักษณะของข่าวลือไว้ว่า การแพร่กระจายของข่าวลือเกิดจากการเล่าต่อๆ กัน ข่าวลือให้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล เรื่องราวและลักษณะต่างๆ เรื่องราวของข่าวลือมักจะตอบสนองกับความต้องการทางอารมณ์ของคนในสังคมนั้นๆ ทั้งนี้พี่แกยังพบว่าข้อมูลรายละเอียดต่างๆ จะยิ่งตกหล่นผิดพลาดไปในขณะที่ข่าวลือนั้นถูกเล่าผ่านปากแค่ 5-6 คนแรกเท่านั้น

Robert Knapp ลูกศิษย์ของ Allport เลยทำการศึกษาเพิ่มเติมแล้วก็แบ่งข่าวลือออกเป็น 3 ประเภทคือ Pipe-dream คือข่าวลือที่สะท้อนถึงความฝันของผู้คนในสังคม คือลึกๆ แล้วคนอยากให้เกิดอะไร (ที่มักจะเป็นไปไม่ได้) ขึ้น ก็มีข่าวลือไปในทำนองนั้น Bogie-man หรือ fear rumor คือข่าวลือที่พื้นฐานอยู่บนความกลัว สะท้อนถึงความกลัวและความวิตกกังวลของผู้คนในสังคม สุดท้ายคือข่าวลือที่นำไปสู่ความขัดแย้ง เป็นข่าวลือที่บ่อนทำลายมิตรภาพและความสัมพันธ์ของผู้คน Robert Knapp พบว่าข่าวลือที่มีเนื้อหาในแง่ลบมักจะแพร่กระจายได้ดีกว่าในข่าวลือแง่บวก

หนึ่งในโปสเตอร์รณรงค์ระงับการซุบซิบนินทาในช่วงสงคราม, homefrontheroines.com
หนึ่งในโปสเตอร์รณรงค์ระงับการซุบซิบนินทาในช่วงสงคราม, homefrontheroines.com

เจอข่าวลือต้องทำยังไง?

การศึกษาเรื่องข่าวลือ ในงานเขียนชื่อวิทยาศาสตร์ของข่าวลือ (The science of rumors) มีคำแนะนำง่ายๆ ว่าเวลาที่เราเจอข่าวลือ ควรทำดังนี้

  • ไม่ควรเชื่อข่าวสารใดๆ ในทันที ไม่ว่าข่าวนั้นจะมาจากช่องทางใดก็ตาม (Don’t believe information coming from traditional media and new media)
  • ดูว่าข่าวนั้นมาจากแหล่งข่าวไหน (Check the sources from where the news came)
  • อย่าถือว่าแหล่งใดแหล่งหนึ่งจะถูกต้องเสมอ (Do not consider any source as a-priori authoritative) คือควรต้องตรวจสอบกับหลายๆ ทาง
  • พยายามเพิ่มความรู้พื้นฐานต่างๆ ของตัวเอง (Increase your own basic scientific knowledge)
  • พยายามเป็นคนขี้สงสัย และคิดเชิงวิพากษ์อยู่เรื่อยๆ (Always maintain a genuine scepticism and develop critical thinking.)

จริงๆ ข้างต้น ก็ว่าด้วยความรู้พื้นฐานเลยเนอะ ข่าวสารมาจากไหน ใครพูด อย่าปักใจเชื่อหรือพูดทันที ในทางพุทธศาสนาก็พูดเรื่องนี้อยู่เสมอในหลักกาลามสูตร คือก่อนจะเชื่ออะไรก็ต้องคิด ตรวจสอบให้ถี่ถ้วนก่อน

 

ในอีกด้าน การแพร่สะพัดของข่าวลือก็อาจจะสะท้อนถึงความอ่อนไหวทางอารมณ์ของคนในสังคมนั้นๆ เมื่อเราเผชิญหน้ากับข่าวลือ เราก็ควรจะถอยหลังออกมาสักหนึ่งก้าว…อย่างมีสติและประคองความเข้มแข็งเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งโดดเข้ากลางพายุ

มีคำกล่าวว่า ข่าวลือเหมือนกับเปลวไฟในสายลม คือมันง่ายที่จะลุกลาม และถ้าเราไปเป็นส่วนหนึ่งในการกระพือข่าวลือ มันก็อาจนำไปสู่ความเสียหายต่างๆ ได้ รวมถึงความเสียหายแก่ตัวผู้พูดเอง

 

 

Cover Illustration by Namsai Supaving
Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed