คุยกับ ‘ประจักษ์ ก้องกีรติ’ หลังร่างรธน.ผ่าน ประเทศไทยยังไงต่อดี?

นอกจากโปเกมอนโกแล้ว 4 วันที่ผ่านมา ควันหลงการลงประชามติก็ยังไม่จางลง สิ่งทีเก็บความสงสัยแล้วไม่รู้จะไปถามใครคือ เออ ผ่านแล้วประเทศไทยจะไงต่ออ่ะ? ต้านโกงได้จริงไหม? ใครได้ประโยชน์บ้าง?

ความสงสัยต้องได้รับคำตอบว่าตกลงแล้วอนาคตประเทศไทยหลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านจะไปทางไหนกัน จะไขข้อข้องใจทั้งที The MATTER ก็ไม่ได้มาเล่น ๆ แต่ชวนผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มานั่งถามกันตรง ๆ ว่าชะตากรรมของคนไทยเราจะเอายังไงกันต่อดี รับรองเลยว่าได้รับความหล่อ เอ้ย ความรู้ไปเต็ม ๆ แน่ บอกเลย

 

The MATTER : เชื่อว่าหลาย ๆ คนยังงง ๆ กับผลประชามติที่ออกมา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เข้าใจว่า ก็รู้แหละว่าผ่าน แต่ผ่านแล้วไงต่อ? ร่างรัฐธรรมนูญฉบับบนี้ผ่านแล้วจะมีผลอะไรกับชีวิตพวกเขาบ้างในช่วง 1-5 ปีต่อจากนี้?

อ.ประจักษ์ : มันมีผลแน่ๆ ต่อทุกคน ไม่ว่าจะออกไปโหวตหรือไม่หรือโหวตอย่างไร ก็เหมือนกับประชามติ Brexit ที่ทุกคนต้องรับผลร่วมกัน ที่สำคัญมันแทบไม่เปิดช่องให้มีการแก้ไข ซึ่งหมายความว่าเราต้องอยู่กับมันไปอีกนาน

โอเค บางคนอาจจะบอกว่าดูจากประวัติศาสตร์แล้วรัฐธรรมนูญไทยไม่มีฉบับไหนถาวร ทุกฉบับเป็นฉบับชั่วคราวทั้งนั้น อายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4-5 ปี ซึ่งก็จริง

แต่พอมันแก้ไขยากและไม่ใช่กติกาที่ดี มันก็จะกลายเป็นชนวนในอนาคตให้เกิดความขัดแย้งอีกครั้ง เหมือนที่มันเกิดขึ้นมาหลายครั้ง ตลกร้ายคือบางครั้งกลุ่มคนที่ร่างกับกลุ่มคนที่ฉีกก็เป็นคนกลุ่มเดียวกันเสียอีก

แต่ที่น่าเศร้าและไม่ตลกคือ ในประวัติศาสตร์ไทยมีประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตายไปแล้วจำนวนมากเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งกติกาสูงสุดที่ดี ซึ่งวันนี้เราก็ยังไม่ได้มา

รัฐธรรมนูญนั้นพูดในภาษาวิชาการมันคือกติกาที่กำหนดสัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างสถาบันการเมืองต่างๆ ในรัฐและกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน แต่ๆ ถ้าพูดในภาษาง่ายๆ มันคือตัวบอกว่าใครใหญ่กว่าใครในบ้านเมืองนี้ รัฐธรรมนูญที่ดีก็เหมือนแบบแปลนบ้านที่ดี คือ ควรออกแบบให้มีความคงทนถาวร อยู่แล้วทุกคนสบาย วางการถ่วงดุลอำนาจระหว่างกลุ่มต่างๆ ไว้ลงตัว ไม่ให้ใครมีอำนาจมากเกินไปจนตรวจสอบไม่ได้ และไม่ให้หัวหน้าบ้านมีอำนาจเหนือลูกบ้านมากเกินไป ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขาดลักษณะพื้นฐานทั้งหมดของการเป็นกติกาที่ดี

เพราะมันไม่ได้มีการถ่วงดุลอำนาจที่ดีระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ โดยมันทำให้ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติอ่อนแอและจะมีลักษณะเป็นรัฐบาลเป็ดง่อยในการทำงาน มันสร้างระบบพรรคการเมืองที่อ่อนแอ รัฐบาลผสมซึ่งจะเต็มไปด้วยการต่อรองระหว่างพรรคและมุ้งต่างๆ ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนและผลักดันนโยบายที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาสำคัญๆ ของประเทศได้

นโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะของพรรคการเมืองใด เมื่อหาเสียงแล้วก็ยากที่จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้ เพราะมันมีเพดานข้อห้ามจากยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปีซึ่งร่างโดยคนสูงอายุชุดหนึ่งที่มีอำนาจในปัจจุบันโดยไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชนกลุ่มใดเลย แต่กลับจะแช่แข็งอนาคตของชาติไปอีก 20 ปีบังคับให้ทุกคนทำตาม ซึ่งเนื้อหาหลายอย่างในยุทธศาสตร์ชาติมันสวนกระแสทิศทางโลก มันถูกร่างด้วยความหวาดกลัวและต้องการดึงสังคมไทยกลับไปในอดีต

Members of the Thai parliament attend a debate on the budget for fiscal 2011 at parliament in Bangkok on August 18, 2010. The chamber was set to debate over the next three days the 2.07 trillion baht (65 billion USD) budget for the government's projected spendings for the 2011 fiscal year, which begins on October 1. AFP PHOTO / PORNCHAI KITTIWONGSAKUL
AFP PHOTO / PORNCHAI KITTIWONGSAKUL

ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเพิ่มอำนาจและบทบาทให้กับองค์กรหลายองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทั้งองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และวุฒิสภาชุดแรกที่จะมาจากการแต่งตั้งทั้งหมดของคสช. ก็จะมีอำนาจในการเลือกคนที่จะมาเป็นนายกฯ ด้วย มันก็ทำให้อำนาจการตัดสินใจของประชาชนทุกกลุ่มในคูหาเลือกตั้งมีความหมายน้อยลง เพราะสุดท้ายคนที่จะขึ้นมามีอำนาจสูงสุดอาจจะไม่ใช่คนที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลือกก็ได้ ที่สำคัญวุฒิสภามีอายุถึง 5 ปี ยาวกว่าส.ส. ที่มีอายุแค่ 4 ปี ฉะนั้นก็จะมีอำนาจกำหนดอนาคตเมืองไทยไปได้ถึง 8 ปีทีเดียว

 

The MATTER : แล้วได้นายกฯ คนนอกที่ประชาชนไม่ได้เลือกมามันไม่ดียังไงล่ะ อาจจะแก้ไขระบบการเมืองที่วุ่นวายก็ได้หรือเปล่า?

อ.ประจักษ์ : ต่อให้นายกฯ คนนอกมาบริหารประเทศ ก็ไม่ง่ายนะ เพราะระบบการเมืองมันถูกวางให้อ่อนแอ มีองค์กรต่างๆ เต็มไปหมดที่มีอำนาจทับซ้อนกัน มีอำนาจวีโต้ และสามารถถอดถอนรัฐบาลและผู้แทน และคอยบอกรัฐบาลว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ซึ่งในทางปฏิบัติ

รัฐธรรมนูญจะสร้างระบบการเมืองที่มันพิกลพิการและมีสภาพเหมือนทารกที่เดินด้วยตนเองไม่ได้ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย ยกเว้นชนชั้นนำกลุ่มเล็กๆ ที่จะสามารถบงการชักใยอยู่เหนือรัฐบาลและรัฐสภาที่อ่อนแอได้

กติกาในรัฐธรรมนูญนี้ยังจะทำให้เราย้อนกลับไปอยู่ในยุคของรัฐราชการ คือระบบที่ราชการเป็นใหญ่ มันเพิ่มอำนาจและบทบาทให้รัฐเยอะแยะมากมาย โดยลดทอนอำนาจของภาคประชาสังคม องค์กรท้องถิ่น และชุมชนรากหญ้า มันไปรื้อฟื้นรัฐรวมศูนย์กลับขึ้นมาใหม่ ซึ่งสวนทางกับการพัฒนาในโลกปัจจุบันที่เน้นการกระจายอำนาจไปสู่ประชาชนท้องถิ่น และชุมชน

ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงว่ากระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความบกพร่อง ไม่ให้ข้อมูลประชาชนอย่างครบถ้วนรอบด้าน ไม่เปิดให้ทุกฝ่ายบอกข้อดีข้อเสียให้ประชาชนได้ร่วมกันตัดสินใจ มีแต่การโฆษณาข้อดีอย่างเดียว เหมือนการขายสินค้าที่มีความบกพร่อง โดยซ่อนเร้นข้อเสียไม่ให้ผู้บริโภคได้รู้ ซึ่งอันตราย คนไทยจะได้เห็นผลกระทบต่างๆ ก็ต่อเมื่อมันบังคับใช้ไปแล้ว และวันนั้นก็อาจจะสายไปเสียแล้ว

รัฐธรรมนูญไม่ใช่สินค้าที่ซื้อมาแล้วพบว่าไม่ดี เราเอาไปเปลี่ยนคืนที่ร้านได้ รัฐธรรมนูญมันซื้อแล้วซื้อขาดเลย

ก็เหมือนการออกจากยุโรปของอังกฤษนั่นแหละ ผลกระทบมันมหาศาล แต่ก็ทำไงได้ อนาคตถูกเลือกไปแล้วจากความกลัวและความกังวลในปัจจุบัน

 

The MATTER : สำหรับคนที่ก็ยังงง ๆ ตั้งแต่ก่อนลงประชามติ จนถึงตอนนี้ที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านแล้ว ยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังต้องเจอกับอะไร อาจารย์จะนิยามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เขาเข้าใจง่าย ๆ และรวบรัดว่าอย่างไร?
 อ.ประจักษ์ : เราอาจนิยามมันได้ว่ามันคือ รัฐธรรมนูญของชนชั้นนำ โดยเนติบริกร และเพื่อรัฐราชการรวมศูนย์

 

The MATTER : ในฐานะที่อาจารย์ศึกษาเรื่องการเลือกตั้งมาโดยตรง อาจารย์คิดว่าการลงประชามติครั้งนี้มันเป็นไปตามหลักการการเลือกตั้งในระดับสากลหรือไม่ อย่างไร?

 อ.ประจักษ์ : มันห่างไกลจากหลักการจัดทำประชามติและการลงคะแนนเสียงตามมาตรฐานสากลมากทีเดียว กล่าวคือไม่เสรีและไม่ยุติธรรม เพราะไม่เปิดให้มีการรณรงค์อย่างเสมอภาคเท่าเทียมระหว่างฝ่ายต่างๆ มีเฉพาะฝ่ายรัฐที่รณรงค์ได้ ไม่เปิดให้ฝ่ายที่คิดเห็นต่างกันรวมทั้งสื่อ นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปได้มีเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร มีการจับกุมคนที่คิดเห็นต่างจากรัฐบาลอย่างกว้างขวาง

 

The MATTER : ตามความคิดเห็นอาจารย์รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้านโกงอย่างที่เขาว่าได้จริงหรือเปล่า?

Damir Sagolji/Reuters
Damir Sagolji/Reuters

อ.ประจักษ์ : ปราบไม่ได้ และจริงๆ ควรกล่าวด้วยว่าวาทกรรม “รัฐธรรมนูญปราบโกง” เป็นมายาคติที่ใหญ่ที่สุดในการทำประชามติครั้งนี้

สูตรง่ายๆ ของการต้านโกงหรือต่อสู้กับการคอร์รัปชั่นที่ทั่วโลกล้วนสรุปตรงกันคือ ต้องทำให้อำนาจโปร่งใสตรวจสอบได้ (transparency) และลดการผูกขาดอำนาจ อย่าให้ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป (no monopoly) ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ กองทัพ นักธุรกิจ ฯลฯ

จริงๆ แล้ว รัฐธรรมนูญที่ตัดสิทธิเสรีภาพประชาชนและรวมศูนย์อำนาจกลับไปที่รัฐราชการส่วนกลางมันไม่มีสามารถปราบโกงได้ เพราะประวัติศาสตร์ไทยที่ผ่านมามันชี้ให้เห็นว่าระบบราชการรวมศูนย์ภายใต้โครงสร้างรัฐแบบอุปถัมภ์คือต้นตอสำคัญของการคอร์รัปชั่นของสังคมไทย นี่แหละคือเนื้อดินที่หล่อเลี้ยงให้การคอร์รัปชั่นมันดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน ถามว่าหลังรัฐประหารมานี้ คอร์รัปชั่นมันหายไปหรือไม่ มันไม่ได้หายไป แต่สื่อและประชาชนตรวจสอบไม่ได้ เราไม่สามารถแม้แต่มีข้อมูลพอที่จะรู้ด้วยซ้ำว่ามีคอร์รัปชั่นอยู่ตรงไหนหรือไม่ในระบบแบบนี้ ถามง่ายๆ ว่าสังคมอย่างเกาหลีเหนือมีคอร์รัปชั่นหรือไม่ คำตอบคือ คุณไม่มีทางรู้หรอก เพราะข้อมูลข่าวสารมันถูกปิดกั้น ใครก็ตรวจสอบเอาผิดไม่ได้ เพราะรัฐอำนาจนิยมมีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จในมือปิดกั้นการตรวจสอบ ใครพยายามจะตรวจสอบก็จะโดนข่มขู่คุกคามหรือไม่ก็ถูกจับไปปรับทัศนคติ

waymagazine.org
Anuchit Nimtalung / waymagazine.org 

อย่างที่บอก การต่อสู้กับคอร์รัปชั่นต้องทำให้ผู้มีอำนาจทุกกลุ่มถูกตรวจสอบได้ ทั้งที่มาและไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเข้ามามีตำแหน่งสาธารณะที่ใช้เงินภาษีของประชาชนต้องถูกควบคุมได้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันแค่ควบคุมนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่กลับยกเอาอำนาจไปให้ชนชั้นนำอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งใช้แทน โดยประชาชนและสื่อตรวจสอบควบคุมไม่ได้

บทเรียนจากทั่วโลกที่เขาประสบความสำเร็จในการปราบโกงก็ชี้ชัดแล้วว่าหัวใจสำคัญของการปราบโกงมี 3 อย่างคือ หนึ่ง เพิ่มความเข้มแข็งให้สื่อ สอง เพิ่มความเข้มแข็งของภาคประชาชน และสามปฏิรูประบบราชการ รัฐธรรมนูญเฉยๆ ในฐานะกระดาษแผ่นหนึ่งมันปราบโกงไม่ได้

 

The MATTER : อาจารย์มองการเมืองหลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านอย่างไร?

อ.ประจักษ์ : รัฐบาลจะมีช่วงฮันนีมูนสั้นๆ จากการผ่านร่างประชามติ แต่มันจะไม่ยืนนาน เพราะสุดท้ายแล้ว คนกังวลกับอนาคตและปัญหาปากท้อง ตรงนั้นจะเป็นตัววัดความชอบธรรมของรัฐบาลที่สำคัญมากกว่าการผ่านร่างรัฐธรรมนูญ  ฉะนั้นความตึงเครียดก็จะกลับมาในไม่ช้า เมื่อฝุ่นจากประชามติหายตลบแล้ว

เราอาจจะเห็นการประกาศจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ๆ โดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดกลางที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เอื้อประโยชน์ให้  แม้ว่าจะมีเสียงในมือไม่มากแต่สามารถยับยั้งการแก้รัฐธรรมนูญได้ และเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี  ส่วนพรรคการเมืองเดิมที่มีอยู่ เค้าคงต้องการเสรีภาพในการทำกิจกรรม เพราะในเมื่อรัฐธรรมนูญผ่านแล้ว มันก็สมเหตุสมผลที่จะให้พรรคต่างๆ เรียกประชุมและเตรียมจัดทำนโยบาย พบปะประชาชนในพื้นที่ได้ ถ้าคสช. ยังไม่ผ่อนปรนตรงนี้ มันก็จะทำให้เกิดภาวะตึงเครียด

ในภาพรวมอนาคตต่อจากนี้ไม่สดใส เพราะสังคมไทยจะค่อยๆ เดินไปค้นพบความจริงที่รอเราอยู่ในอนาคตเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับใช้แล้วว่ามันไม่ใช่กติกาที่จะสร้างรัฐบาลที่ดีและมีเสถียรภาพในระยะยาว ที่สำคัญมันไม่จะไม่สามารถสร้างฉันทานุมัติและความสมานฉันท์ในสังคม

จริงๆ แล้วถ้าดูผลประชามติแยกตามรายภาค มันเกือบจะเหมือนผลประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญในปี 2550 สังคมไทยยังคงแตกแยกเช่นเดิม ในแง่นี้ เราไม่ได้ก้าวหน้าหรือถอยหลังลง เรากลับมายืนเกือบจะที่เดิมที่เคยอยู่ในปี 2550 แต่ข้อแตกต่างที่สำคัญคือรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 บกพร่องน้อยกว่าฉบับนี้มาก ฉะนั้นเรากำลังเดินไปสู่ปัญหาใหญ่ในอนาคต

 

The MATTER : เราควรมีท่าทีต่อจากนี้อย่างไร? มีอะไรควรจับตาเป็นพิเศษไหม? โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เขามองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว

 อ.ประจักษ์ : การเมืองมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวแล้ว มันเข้ามากระแทกทุกคนถึงตรงหน้าแล้ว ฉะนั้นเราต้องเรียนรู้มันและเท่าทันมัน

การเมืองน่ะไม่ต้องไปรักมันหรอก แต่ก็ไม่ต้องไปเกลียดกลัวมันเช่นกัน  จริงๆ คนรุ่นใหม่คือความหวังของการสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ที่ไปพ้นจากความบ่มเพาะความเกลียดชังและความหวาดกลัว แล้วแทนที่มันด้วยการเมืองของความหวังและความรู้ คนรุนใหม่ควรลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิในการกำหนดอนาคตของตัวเอง และหน้าตาของสังคมอย่างที่เขาต้องการ ปัญหาของบ้านเราคือ การเมืองมันวนเวียนอยู่ในมือของคนแก่มาอย่างยาวนานมาก มากที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชียเลยทีเดียว

ต่อจากนี้เรื่องที่ต้องจับตาคือ การร่างกฎหมายลูกต่างๆ เช่น กฎหมายที่เกี่ยวกับพรรคการเมือง การเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. องค์กรอิสระ ฯลฯ เพื่อเตรียมไปสู่การเลือกตั้ง คือถ้ารัฐธรรมนูญคือพิมพ์เขียวของบ้าน พวกกฎหมายลูกนี่คือ ดีไซน์จุดย่อยๆ ที่ช่างกำลังจะเข้ามาไปต่อเติมมุมต่างๆ ของบ้านแล้ว ซึ่งคราวนี้เราจะยิ่งเห็นหน้าตาของบ้านที่เราจะต้องอาศัยอยู่ชัดเจนขึ้น และมันเป็นเรื่องที่เรายังพอจะส่งเสียงทักท้วงได้ทัน ถ้ามันมีวี่แววไม่ชอบมาพากล

ที่สำคัญคนรุ่นใหม่ควรมีส่วนร่วมกับประชาชนกลุ่มอื่นๆ ช่วยกันเรียกร้องให้รัฐบาลคืนเสรีภาพในการพูด คิด ขีดเขียน และแสดงออกให้กับประชาชน เพื่อที่จะเดินหน้ากลับสู่ภาวะปกติแบบประเทศที่มีอารยะทั่วไป หลังจากที่ต้องอยู่กันมาแบบไม่ปรกติร่วม 2 ปี

 

The MATTER : ประเทศยังมีความหวังที่จะเป็นประชาธิปไตยเต็มใบได้อยู่หรือเปล่า?

อ.ประจักษ์ : ความหวังมีเสมอ เพราะถึงที่สุดแล้ว เรามองว่าประชาธิปไตยมันไม่ใช่เหตุการณ์ ไม่ใช่อีเวนต์ มันไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว มันไม่มีหรอกสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยสมบูรณ์ ประชาธิปไตยมันคือกระบวนการต่อสู้อย่างต่อเนื่องเพื่อขยายสิทธิและอำนาจของประชาชนที่เป็นคนธรรมดาสามัญ มันจึงเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ไปเรื่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นและปราศจากเสรีภาพอย่างมาก ยังมีคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่ตื่นตัวลุกขึ้นมาหาญกล้าทำกิจกรรมต่างๆ อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ยังมีคนเกือบ 10 ล้านโหวตในทิศทางที่สวนทางกับผู้มีอำนาจ เพราะพวกเขาต้องการกติกาที่ดีกว่านี้ แล้วเราจะไม่มีความหวังได้อย่างไร

‘การเมืองเป็นเรื่องไกลตัว’ดูจะเป็นวลีที่ห่างไกลออกจากชีวิตเราไปทุกที เพราะตอนนี้ทุกสิ่งรอบ ๆ ตัวเราล้วนถูกกำหนดด้วยการเมืองไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าเราจะเป็นคนที่สดใสกับผลประชามติครั้งนี้ หรือหมองหม่นกับผลที่ออกมา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรู้เท่าทันการเมืองอย่างที่อาจารย์ประจักษ์บอกไว้เป๊ะเลยว่า

การเมืองน่ะไม่ต้องไปรักมันหรอก แต่ก็ไม่ต้องไปเกลียดกลัวมันเช่นกัน  จริงๆ คนรุ่นใหม่คือความหวังของการสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ที่ไปพ้นจากความบ่มเพาะความเกลียดชังและความหวาดกลัว แล้วแทนที่มันด้วยการเมืองของความหวังและความรู้

ส่วนที่ลืมไม่ได้เลยคือรู้จักการตั้งคำถาม ตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจไม่ว่าฝ่ายใด และท้ายที่สุดประชาธิปไตยไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวอย่าเพิ่งหมดหวังกันล่ะ 🙂

 

 

 

Cover  Photo by Anuchit Nimtalung / waymagazine.org
Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed