หลากความสัมพันธ์ ใน 7 หนังครอบครัวของ ‘ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ’

จบลงไปแล้วกับเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปี 2018 ที่จัดขึ้นในวันที่ 8-19 พฤษภาคม หลังจากที่หลายคนต่างจับตามองกันว่าดาราดังจากทั่วโลกจะแต่งตัวมาเดินพรมแดงกันยังไงในช่วงแรกของงาน ข่าวคราวของงานก็เงียบหายไปพักนึง ก่อนจะกลับมาน่าสนใจอีกครั้งในช่วงท้ายที่มีการประกาศรางวัลปาล์มทองคำ (Palme d’Or) รางวัลสูงสุดสำหรับภาพยนตร์ที่ส่งเข้าประกวด และเรื่องที่คว้ารางวัลปาล์มทองคำไปครองในปีนี้ก็คือ Shoplifters หรือในชื่อญี่ปุ่นว่า Manbiki kazoku (ครอบครัวนักขโมยของ) ผลงานการกำกับของ ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ

 

ถ้าให้เปรียบเทียบ หนังของฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ก็น่าจะเหมือนกับซุปที่มีส่วนผสมของ ‘ชีวิตกับความตาย’ ‘ความเหงา’ และ ‘ครอบครัว’ ซึ่งช่วงหลังๆ โคเรเอดะตัดสินใจเพิ่มส่วนผสมของความเป็นครอบครัวมากขึ้น รวมถึงหยิบจับนักแสดงที่คุ้นเคยมาเล่นด้วยในหนังหลายๆ เรื่อง จนคล้ายจะเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว และด้วยเหตุที่ภาพยนตร์ Shoplifters เองก็เป็นเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวอย่างมาก The MATTER จึงอยากแนะนำหนังของโคเรเอดะที่บอกเล่าเกี่ยวกับครอบครัวในหลากหลายแบบ และแต่ละเรื่องก็มีรางวัลติดไม้ติดมืออยู่ไม่น้อยด้วย

 

รางวัลปาล์มทองคำ กับหนังของโคเรเอดะ

พอได้ยินคำว่า ‘หนังรางวัลเมืองคานส์’ แล้ว หลายคนอาจจะทำหน้าเจื่อนๆ ด้วยความคิดว่าหนังแนวนี้ดูจะดูแล้วต้องตีความเยอะๆ ย่อยยาก น่าเบื่อ แถมหลายๆ ครั้ง หนังที่ได้รางวัลนี้มักจะเป็นหนังจากประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในภาพยนตร์เป็นภาษาหลัก อย่างเช่นหนังไทยเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ ของผู้กำกับชาวไทย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล หนังที่หลายคนบอกว่าดูยาก หรือถึงขั้น ‘ดูไม่รู้เรื่อง’

แต่ก่อนจะคิดแบบนั้น เรามาย้อนไปพูดถึงหนังที่เคยได้รับรางวัลปาล์มทองคำนับตั้งแต่ปี 1975 กันสักหน่อย (ก่อนหน้านั้นเคยใช้ชื่อรางวัลว่า Grand Prix du Festival International du Film ในปี 1939-1954 แล้วเปลี่ยนมาใช้ชื่อปาล์มทองคำในระยะสั้นๆ ช่วงปี 1955-1963 แล้วเปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อเดิมอีกครั้งในช่วงปี 1964-1975) ตัวภาพยนตร์ช่วงหลังมานี้ไม่ได้มีแต่ภาพยนตร์ที่ ‘ดูไม่รู้เรื่อง’ เท่านั้น หลายๆ เรื่องก็เป็นภาพยนตร์จากฝั่งอเมริกาและเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จในด้านรายได้อย่างสูง อย่าง Apocalypse Now ที่กำกับโดย Francis Ford Coppola, Taxi Driver ที่กำกับโดย Martin Scorsese, Pulp Fiction โดย Quentin Tarantino แต่ก็มีภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลและน่าจะได้รับความนิยมจากฝั่งอเมริกา แต่รายได้ไม่ไหวจะเคลียร์อย่าง The Tree of Life ที่กำกับโดย Terrence Malick หรือ Elephant ที่กำกับโดย Gus Van Sant

เป็นเรื่องไม่แปลกนักที่หนังได้รางวัลมักไม่สอดคล้องกับความรู้สึกของคนดูส่วนใหญ่เท่าไหร่นัก ด้วยความที่คณะกรรมการของงานประกวดภาพยนตร์ต่างๆ เป็นบุคลากรในวงการภาพยนตร์ ก็เป็นไปได้ว่าพวกเขาจะชินกับการเล่าเรื่องแบบปกติและจะชื่นชมหนัง (หรือนักแสดง) ที่มีการบอกเล่าโดดเด่นกว่าวิธีการแบบปกติ รวมถึงหลายๆ รางวัลก็จะสะท้อนถึงกระแสสังคมในช่วงนั้นๆ

และในฝั่งงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จะมีความพิเศษขึ้นไปอีก เมื่อการตัดสินจะมีคัดเลือกประธานกรรมการคณะกรรมการจากบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์มาสลับสับเปลี่ยนหน้าที่กันทุกปี กล่าวกันว่าเพราะสาเหตุนี้นี่เองที่ทำให้การแจกรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์แห่งนี้แทบจะไม่มีการเดินซ้ำรอยจำเจแต่อย่างใด และนั่นก็ทำให้ความย่อยง่ายกับย่อยยากของ ‘หนังรางวัลปาลม์ทองคำ’ ในแต่ละปีแตกต่างกันไปเช่นกัน

แล้วหนังของโคเรเอดะ ฮิโรคาซุล่ะ เป็นหนังที่ย่อยยากหรือย่อยง่ายกันแน่ ถ้าอธิบายเร็วๆ ก็พอจะบอกได้ว่า หนังของโคเรเอดะในช่วงหลังเป็นหนังที่ย่อยค่อนข้างง่าย แต่ก็มีเนื้อหาบางอย่างที่ผู้ชมต้องไปย่อยเอง หากเทียบเป็นอาหารแล้ว หนังของผู้กำกับที่คว้ารางวัลปาล์มทองคำคนนี้น่าจะคล้ายๆ ซุปชั้นดีที่ตัวน้ำแกงอาจจะซดได้คล่องคอ แต่เมื่อตักกินของที่อยู่ภายในถ้วย ก็จะพบว่ามันไม่ได้ผ่านการปรุงรสด้วยวัตถุดิบเพียงชิ้นเดียว แต่เป็นการผสมวัตถุดิบและเครื่องปรุงหลายอย่างลงในชาม

 

 

Nobody Knows (2004)

รางวัลที่ได้รับ : Best of Festival จากงาน Santa Fe Film Festival 2004 และนักแสดง ยากิระ ยูยะ ได้รับรางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2004

หนังที่น่าจะทำให้หลายคนรู้จักผู้กำกับคนนี้มากที่สุด เพราะเป็นผลงานที่เขาเริ่มปรับสไตล์การนำเสนอให้อ่อนละมุนแต่ก็ยังมีความหม่นตามมา ราวกับมีรสขมบางๆ ทิ้งไว้ก่อนที่คนดูจะกลืนลงคอ เนื้อหาของหนังเป็นการดึงเอาข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งของคดีละทิ้งเด็กในย่านซูกะโมะที่เป็นข่าวดังของญี่ปุ่นในปี 1988 เมื่อคนเป็นแม่ได้ละทิ้งลูกๆ ของตัวเองไป ก่อนที่ความจะแตกเพราะมีเด็กเสียชีวิต

ในฉบับหนังไม่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวแบบสารคคี แต่เน้นบอกเล่าช่วงเวลาที่เด็กๆ ถูกแม่ทอดทิ้งตามลำพัง แล้วต้องเอาตัวรอด โดยเฉพาะ อากิระ ที่เป็นลูกคนโต เขาต้องคอยบริหารเงินและหาของกินเท่าที่ทำได้เพื่อให้น้องๆ ไม่อดตายไปเสียก่อน แม้เรื่องราวจะมืดมน แต่ความเป็นครอบครัวของเด็กๆ ก็ทำให้คนดูรู้สึกสด ส่วนที่เหลือก็คงจะแล้วแต่มุมมองของแต่ละคนว่าตอนจบของเรื่องนี้จะเป็นการปิดฉากลงแบบสดใสหรือมืดมนกันแน่ เพราะเรื่องนี้เหมือนกับคดีจริงๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจของหนังตรงที่ ‘ไม่มีใครรู้เรื่องราวต่อไปของพวกเขา’

 

Still Walking (2008)

รางวัลที่ได้รับ : ผู้กำกับยอดเยี่ยมจากงาน Asian Film Awards 2009

โคเรเอดะพาเราไปติดตามชีวิตในช่วงเวลาประมาณหนึ่งวันของครอบครัวโยโกยามะที่มีทั้งปู่ผู้แก่ชราแต่ยังทิฐิสูง คุณย่าที่เหมือนจะหลงลืมแต่มีความในใจมากมาย ลูกชายคนรองที่รู้สึกทำตัวไม่ถูกกับบ้านที่เปลี่ยนไปและเพิ่งแต่งงานกับสาวม่ายลูกติด ลูกสาวที่แต่งงานกับผู้ชายที่ดูเหมือนจะไม่ได้เรื่อง คนทั้งหมดมารวมตัวกันเพื่อเคารพศพพี่ชายคนโตที่เสียชีวิตไปนานแล้ว

การรวมตัวพบหน้ากันทั้งครอบครัว ครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องน่าสนุก อีกครึ่งหนึ่งก็เป็นการย้อนให้ความทรงจำที่ไม่น่าระลึกถึงแต่กลับลอยเอ่อขึ้นมาในบทสนทนา ในขณะเดียวกันนี่ก็อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาของครอบครัวก็ได้ ว่ากันตามตรงหนังเรื่องนี้อาจจะกลืนยากไปสักหน่อยสำหรับคนดูหนังทั่วไป (และโดนใจฝั่งนักวิจารณ์เพราะ ณ วันที่เผยแพร่บทความ หนังยังได้คะแนน 100% จาก Rotten Tomatoes) แต่เราเชื่อว่าหนังเรื่องนี้จะมอบข้อความบางอย่างให้คนที่นั่งดูหนังเรื่องนี้ในแต่ละวัยได้ว่าพวกเขาควรจะดูแลครอบครัวให้ละเมียดกว่าที่เป็นอยู่ ด้วยความที่ว่า เวลายังเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ

 

I Wish (2011)

รางวัลที่ได้รับ : ผู้กำกับยอดเยี่ยมจากงาน Asia-Pacific Film Festival 2012

ถึงพ่อแม่จะเลิกกัน แต่ความเป็นพี่น้องของ โคอิจิ กับ ริวโนสึเกะ ไม่ได้ขาดลงไป แต่ลำพังพลังของเด็กก็คงฝืนความต้องการของผู้ใหญ่ไม่ได้แน่ๆ สองพี่น้องที่ตอนนี้อาศัยอยู่คนละจังหวัดกันจึงร่วมมือกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะเดินทางไปยังจุดตัดของรถไฟชินคันเซ็นสองสายที่เด็กๆ เชื่อว่าสามารถมีพลัง ‘สร้างปาฏิหาริย์ได้’ การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่การผจญภัยธรรมดาของเด็กๆ แต่เป็นการเดินทางแห่งความหวัง

ถ้าเป็นผู้กำกับทั่วไป หนังเรื่องนี้คงบอกเล่าอะไรคล้ายๆ กับหนังเรื่อง แฟนฉัน แต่พอมาอยู่ในมือของโคเรเอดะ เรื่องนี้กลับเล่าถึงความสัมพันธ์ของครอบครัวที่ไม่ได้ร้าวรานจนสานไม่ได้ เพียงแค่ทิฐิของผู้ใหญ่ทำให้มันคืนสภาพเดิมได้ยากขึ้น จนเด็กๆ ในเรื่องต้องขอใช้ปาฏิหาริย์ที่พวกเขาจะต้องเรียนรู้กันเองว่ามันมีจริงในรูปแบบไหน ที่น่าสนใจก็คือผู้กำกับโคเรเอดะเคยบอกว่าเขาตัดสินใจเขียนบทหลังจากได้นักแสดง เลยทำให้การสนทนาหรือบรรยากาศลื่นไหล แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าแกกำกับนักแสดงเด็กให้เล่นออกมาลื่นไหลได้ยังไง อย่างในเรื่องนี้ถึงพี่น้องนักแสดงนำจะเป็นพี่น้องกันจริงๆ แต่ตัวละครเด็กคนอื่นๆ ที่ปรากฏในเรื่องก็แสดงเรื่องราวของตัวเองได้ดี และในขณะเดียวกันก็ยังแสดงให้สมกับความเป็นเด็กได้อยู่

 

Like Father, Like Son (2013)

รางวัลที่ได้รับ : ผู้กำกับยอดเยี่ยมจากงาน Asia-Pacific Film Festival 2013, รางวัล Jury Prize จากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2013 และรางวัล Child Protection Award จากงาน Abu Dhabi Film Festival 2013

ชีวิตที่ประสบความสำเร็จของ โนโนมิยะ เรียวตะ กลับมีจุดสะดุดอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อเขาได้ทราบว่าลูกชายที่เลี้ยงดูมาตลอดหกปีกลับไม่ใช่ลูกของเขา มิหนำซ้ำครอบครัวที่ลูกของพวกเขาสลับตัวกันกลับแตกต่างอย่างมากทั้งฐานะ สังคม หรือแม้แต่มารยาท อาจจะเป็นเรื่องปกติที่เรียวตะย่อมอยากได้ลูกชายตัวจริงของตนเองคืนมา หลังจากนั้นทั้งสองครอบครัวก็เริ่มพยายามให้ลูกชายของทั้งสองบ้านสลับกันใช้ชีวิตในบ้านของพ่อแม่ตัวจริง ก่อนที่จะเปิดเผยความจริงแล้วทำการโยกย้ายลูกชายอย่างถาวร ทุกอย่างดูจะเป็นไปได้ จนกระทั่งความสัมพันธ์ภายในของทั้งสองครอบครัวเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ทุกคนที่อยู่ในวงปัญหานี้โดยเฉพาะเรียวตะ ที่เหมือนจะเป็นแนวหน้าของการเปลี่ยนแปลงจึงค่อยๆ ถอย และทบทวนว่าพวกเขาตัดสินใจถูกแล้วหรือไม่

หลายๆ ครั้งที่หนังของโคเรเอดะพยายามบอกคนดูว่า บางทีก็เป็นผู้ใหญ่ต่างหากที่ไปขีดเส้นสร้างเงื่อนไขหรือโยนความเห็นแก่ตัวไปให้กับเด็ก จนทำให้ชีวิตของพวกเขาลำบากยากเย็นขึ้น และเรื่องนี้ก็เหมือนจะผสมยาตัวนี้แบบแรงกว่าเรื่องอื่นๆ อยู่ไม่น้อย ยังดีที่เขายังปรุงมันออกมาละมุนละไมพอตัว แต่ก็อาจจะมีผู้ชมบางคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วเหมือนโดนฟาดเข้าที่หน้าแบบจังๆ เป็นแน่

 

Our Little Sister (2015)

รางวัลที่ได้รับ : Audience Award จากงาน San Sebastián International Film Festival 2015

พี่น้องสามใบเถาของบ้านโคดะได้ไปเคารพศพพ่อที่แยกย้ายไปมีครอบครัวใหม่ ระหว่างนั้นทั้งสามคนก็เห็นว่าคนที่ดูแลพ่อของเขาก่อนจะเสียชีวิตจริงๆ ก็คือ อาซาโนะ สุซุ น้องสาวต่างพ่อวัย 14 ปี และได้ชักชวนเด็กหญิงให้มาอาศัยอยู่ด้วยกันในฐานะน้องสาวคนเล็ก การรวมตัวอยู่ด้วยกันของหญิงสาวสี่คนในบ้านหลังเดียวกันต่างเป็นการเติมเต็มในส่วนที่แต่ละคนขาดไป ในขณะเดียวกันก็พวกเขาก็ได้รู้จักพ่อในช่วงเวลาที่หายไปของแต่ละฝ่ายมากยิ่่งขึ้น

แม้ความเป็นครอบครัวที่ผิดแผกของหนังเรื่องนี้จะดูมีความเป็นโคเรเอดะอย่างสูง รวมถึงว่าเขายังเหมาหน้าที่กำกับ เขียนบท และตัดต่อเหมือนกับผลงานหลายเรื่องของเขา ตัวหนังจริงๆ แล้วเป็นการดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนแนวโจะเซย์ (การ์ตูนที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิงวัยทำงาน) ดังนั้นเรื่องราวในเรื่องจึงไม่ใช่การดำเนินเรื่องของโคเรเอดะเสียทีเดียว กลับกันกับด้านการถ่ายทำที่เป็นโคเรเอดะอยู่มาก หนังเรื่องนี้จึงเป็นเหมือนการนำเสนออะไรใหม่ๆ อย่างที่ตัวผู้กำกับไม่เคยทำมาก่อน คล้ายกับการมาถึงของสุซุ น้องสาวคนใหม่ที่ค่อยๆ ทำความรู้จักบ้านหลังโบราณของครอบครัวพี่สาวที่มีคนอาศัยอยู่มานานมากแล้ว แต่ตัวสุซุเองก็รู้สึกสามารถเข้ากับบ้านหลังใหม่ได้อย่างดี

 

After the Storm (2016)

รางวัลที่ได้รับ : Best Non-U.S. Release จากงาน Online Film Critics Society Awards 2017

โคเรเอดะ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เขาทำหนังเรื่องนี้ควบคู่กับ Our Little Sister และถือว่า After The Storm เป็นภาพยนตร์ที่เป็น ‘เรื่องส่วนตัว’ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเขามากกว่าอีกเรื่องที่อิงเนื้อหามาจากฉบับการ์ตูน หนังเรื่องนี้เลือกที่จะเล่าเรื่องวนเวียนอยู่ที่ชีวิตของ ชิโนดะ เรียวตะ ชายหนุ่มที่เคยมีอนาคตในฐานะนักเขียนวรรณกรรมเรื่องดัง แต่ตอนนี้กลับตกกระป๋องกับทุกด้านของชีวิต เขาเลิกกับภรรยา มีโอกาสได้เจอลูกแค่เดือนละครั้ง ระหว่างที่ทุกสิ่งใกล้จะหลุดมือไป พายุลูกใหญ่ก็ได้พัดเข้าสู่เกาะญี่ปุ่นพอดี แม้ว่ามันคงไม่อาจพัดโชคดีคืนมาสู่เรียวตะได้ในทันใด แต่พายุนี้ก็พัดมาเพื่อช่วยเรียบเรียงความรู้สึกของคนในครอบครัวให้กลับมาเรียบร้อยขึ้นอีกครั้ง

โคเรเอดะยังเคยให้สัมภาษณ์ว่าหนังเรื่องนี้จะมีสไตล์ที่ใกล้เคียงกับ Still Walking ที่เน้นการพูดและเล่าเรื่องราวของครอบครัวชนชั้นกลาง กระนั้นในเรื่องนี้ก็ดูไหลลื่นมากขึ้น เพราะมีเรื่องราวอื่นๆ นอกจากการอยู่ในบ้านเพียงหลังเดียว ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ เรียวตะ ตัวเอกหนังเรื่องนี้ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตและสไตล์งานของตัวเองให้กลายเป็นแนว ‘เคี้ยวง่าย กลืนสะดวก’ และนั่นก็คงเป็นการกะเทาะตัวเองแบบเบาๆ ของโคเรเอดะ ว่าเขาเองก็ติดอยู่ในกรอบการเล่าเรื่องบางอย่างมานาน แล้วพายุในใจของเขาก็อาจจะพ้นผ่านหลังจากที่เขาได้ทำหนังเรื่องนี้จบลง

 

Shoplifters (2018)

รางวัลที่ได้รับ : รางวัลปาล์มทองคำ จากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2018

ผลงานล่าสุดของผู้กำกับโคเรเอดะที่ได้รางวัลจากเมืองคานส์มาหมาดๆ เรื่องราวเกี่ยวกับบ้านชิบาตะ ที่คนทั้งบ้านติดนิสัยในการขโมยของตามห้างร้านเพื่อช่วยเจือจุนครอบครัวที่ฐานะไม่ได้ดีเด่เท่าไหร่นัก วันหนึ่งหลังจากเสร็จสิ้นงานขโมยของแล้ว พ่อกับลูกชายของบ้านชิบาตะได้พบกับเด็กหญิงคนหนึ่งที่ถูกทอดทิ้งไว้ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ แม้บ้านจะไม่มีกินมีอยู่เท่าใดนัก บ้านชิบาตะกลับตัดสินใจรับเด็กหญิงคนนี้มาดูแล แม้การกระทำนี้จะน่าชื่นชม แต่เมื่อมีข่าวทีวีเผยถึงการหายตัวไปของเด็กหญิงที่มีรอยแผลเต็มตัวคนนี้ ครอบครัวชิบาตะที่ละเมิดกฎหมายอยู่ตลอดเวลาจึงถูกมองในทางไม่ดีแทบจะทันที ทั้งยังค่อยๆ เปิดเผยความลับของครอบครัวที่ผูกผันกันด้วยการขโมยของ

หนังมีกำหนดเข้าฉายในไทยเดือนสิงหาคม ปี 2018 นี้ และคราวนี้น่าจะเป็นโอกาสอันดีของหลายคนที่จะไปพิสูจน์ว่า หนังเมืองคานส์ดูยากไปหรือไม่

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

คมชัดลึก

Marumura

The Matter

ประชาชาติธุรกิจ

 

Illustration by Waragorn Keeranan
Share This!
  • 17
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    17
    Shares
No Comments Yet

Comments are closed