เกาหลีเหนือแบบคนไม่ค่อยเชื่อ

1. เวลาอยู่ในเกาหลีเหนือ เขาจะไม่เรียกตัวเอง และไม่ชอบให้เรียกว่าเกาหลีเหนือ เพราะเขาคิดว่า เขาคือ ‘เกาหลี’ ซึ่งมีอำนาจครอบครอง peninsula ทั้งหมด

 

13072916_1000728413314386_7311035505851335260_o

 

2. ช่วงที่ไปเกาหลีเหนือ เป็นช่วงที่มีความตึงเครียดค่อนข้างสูงมาก เมื่อเข้าแอร์พอร์ต ตรงด่านตรวจคนเข้าเมือง เขาจึงหยิบฮาร์ดดิสก์ มือถือ คอมพิวเตอร์ของเราไปตรวจทั้งหมด (ตรวจในที่นี้ คือ ตรวจไฟล์ ให้เราอันล็อคให้ แล้วเอาไปดูว่าเราเปิดไฟล์อะไร หรือถ่ายรูปอะไรไว้บ้าง)

3. จริงๆ เกาหลีเหนือนิยามตัวเองว่าเป็น Democratic People Republic of Korea (DPRK) คือมีความเป็น ‘ประชาธิปไตย’ และมีการเลือกตั้ง แต่จากข้อมูลในวิกิพีเดีย (ซึ่งไม่แน่ใจว่าถูกต้อง 100%) เขาบอกว่า เป็นการเลือกตั้งที่มีพรรคเดียว ใครจะเลือกคนอื่นขึ้นมาแทน จะต้องเดินฝ่าฝูงชนไปอีกบูธ แล้วขีดฆ่าชื่อท่านผู้นำทิ้ง ซึ่งนั่นเป็นการกระทำที่รุนแรงมาก

4. เกาหลีเหนือใช้เงินวอน ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยนตามใจคนขายมาก เช่น เงินวอนที่ใช้ในโรงแรม จะไม่เท่ากับเงินวอนที่ใช้ข้างนอกเสียทีเดียว แต่เขาไม่ให้คนต่างชาติใช้เงินวอน (เท่าที่เจอ) แต่จะให้ใช้เงินหยวน หรือเงินดอลล่าร์เท่านั้น ซึ่งส่งผลให้เราซื้อของข้างนอก ตามร้านรวงเองไม่ค่อยจะได้ นอกจากเขายินดีจะรับหยวน

5. ในเปียงยาง เขามีการแบ่งโซนที่อยู่อาศัยตามอาชีพ เช่น ถนนนี้ เป็นของนักวิทยาศาสตร์ล้วนๆ

13047766_1000728396647721_5197768305719587233_o

6. ไม่ว่ามุมไหนในเปียงยาง ในช่วงที่ไป ก็จะมีการซ้อมเต้นโบกสะบัดธง เพื่อเฉลิมฉลองอยู่เสมอ ไม่แน่ใจว่าเป็นกิจกรรมปกติ หรือเป็นเพราะช่วงที่ไป เป็นช่วงวันชาติ (15 เมษายน)

7. เกาหลีเหนือใช้ปีที่เรียกว่า ปีจูเช่ (JUSHE; ซึ่งเป็นปรัชญาการปกครองรวมไปถึงปรัชญาการดำเนินชีวิต นั่นคือการพึ่งพิงตนเอง) ตอนนี้เป็นปีจูเช่ 105

8. คนเกาหลีเหนือไม่คุ้นเคยกับกล้องนัก แค่พกกล้องไปถ่ายตามท้องถนนก็จะถูกมองแล้ว และบางที่ ไม่อนุญาตให้ถ่ายเลย

13040959_1000728449981049_4875904388124783665_o

9. การจะถ่ายรูปท่านผู้นำนั้น ถ้าจะถ่าย ต้องถ่ายให้เต็มร่าง เต็มรูป ห้ามมีส่วนหนึ่งส่วนใดขาดหายไป

10. อาหารเกาหลีเหนือประกอบด้วยกิมจิในแทบทุกมื้อ อาหารอื่นๆ ก็มีความเป็นเกาหลีใต้บ้าง รัสเซียบ้าง นำเข้ามา เช่น สลัดไข่ แฮมเบิร์ก ลูกชิ้นไก่บด

11. ถึงเป็นประเทศสังคมนิยมก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความเหลื่อมล้ำ เท่าที่เข้าใจ อาชีพต่างๆ ในเกาหลีเหนือจะได้เงินเดือนทัดเทียมกัน (จากรัฐ; กิจการเป็นของรัฐ) แต่สิ่งที่ต่างกันออกไปคือสวัสดิการ เช่น รถ หรือที่อยู่อาศัย ซึ่งความไม่เท่าเทียมจะอยู่ในสิ่งของแบบนี้เอง

12998222_1000728469981047_5561803092497797313_o

12. เกาหลีเหนือมีปรัชญาการปกครองหรือการดำเนินชีวิตที่สำคัญสองอย่าง อย่างแรกคือจูเช่ (JUSHE) ที่บอกไปแล้ว ว่าคือการพึ่งพาตนเอง (เพราะแทบจะปิดประเทศ) อย่างที่สองคือซงกุน (Songun) ซึ่งแปลตรงตัวว่า ‘ทหารมาก่อน’ ก็คือเป็นรัฐทหารนั่นเอง

12998347_1000728646647696_1387829647857732226_o

13. จากการดูล่ามและเจ้าหน้าที่ที่มาเฝ้าระหว่างการท่องเที่ยว, คนเกาหลีเหนือกินเหล้าหนักมาก

14. และเบียร์เกาหลีเหนือก็ค่อนข้างอร่อย (มีหลายยี่ห้อ) น้องผู้ชำนาญเบียร์ที่ไปด้วยกันชมเปาะว่าละเลียดมาก เบียร์ยี่ห้อหนึ่งที่นุ่มนวลเป็นพิเศษชื่อยี่ห้อว่า แตดอง ซึ่งเป็นชื่อแม่น้ำในเกาหลีเหนือนั่นเอง

15. ในโรงแรม พอเปิดทีวี พบว่ามีทีวีเพียงช่องเดียว ซึ่งเป็นช่องปลุกใจ จะนำเสนอข่าวของท่านผู้นำในการปฏิบัติภารกิจด้านต่างๆ และความก้าวหน้าของรัฐในการพัฒนาวงการต่างๆ

16. หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษก็มี ชื่อ Pyongyang Times มีแปดหน้า 5 หน้าแรกจะเป็น ‘ข่าวดีของเกาหลีเหนือ’ เช่น ข่าวท่านผู้นำ ข่าวการพัฒนาวิทยาศาสตร์ที่สำเร็จแล้ว 2 หน้าต่อมาจะเป็น ‘ข่าวร้ายของประเทศศัตรู’ เช่น ข่าวการระเบิดเกาหลีใต้ ข่าวความเหลื่อมล้ำในอเมริกา ส่วนหน้าสุดท้ายจะเป็นหน้าท่องเที่ยวและสันทนาการ

17. มีดอกไม้ประจำท่านผู้นำสองดอก ประจำท่านผู้นำดอกละคน คือ คิมอิลซุงเกีย เป็นดอกกล้วยไม้สีม่วง ได้รับเป็นของขวัญจากอินโดนีเซีย และได้รับความนิยมในเกาหลีเหนือจนถึงปัจจุบัน และคิมจองอิลเลีย เป็นดอกบิโกเนีย (Begonia) สีแดง ตอนที่ไป ได้ไปดูเทศกาลดอกไม้ (ที่ก็มีดอกไม้ส่วนมากคือสองชนิดนี้) จัดเป็นซุ้มต่างๆ ส่งมาจากทุกแคว้นในเกาหลีเหนือด้วย

13048268_1000728423314385_7678353820546299191_o

18. ของฝากจากเกาหลีเหนือคือ โสมในลักษณาการต่างๆ เช่น เครื่องสำอาง (เขาทำเครื่องสำอางเองด้วย) ลูกอม (ซึ่งไม่อร่อย) หรือถ้าไม่อย่างนั้นก็จะมีพวกซีดีเพลงปลุกใจ ดีวีดีการแสดงร่วมใจชาติ หรือไม่ก็โปสเตอร์ propaganda ที่ปลุกใจต่างๆ

13055266_1000728529981041_8607440645551280453_o

19. การบินเข้าออกจากเกาหลีเหนือ ในเที่ยวที่ไป ต้องไปต่อเครื่องบินที่ปักกิ่ง ค่อยบินเข้าเปียงยาง ซึ่งไม่ง่าย ตอนแรกเกือบมีปัญหาที่สุวรรณภูมิ

20. สนามบินของเปียงยางทันสมัยและสะอาดมาก อันที่จริง บ้านเมืองก็สะอาดทั้งหมดนั่นแหละ เพราะเขาแจกจ่ายงานให้ทุกคนมีงานทำ ดังนั้นก็จะมีชาวบ้านที่มาทำหน้าที่ ‘พัฒนาเมือง’ คือถอนหญ้าบ้าง กวาดพื้นบ้าง ฯลฯ

13063262_1000728633314364_129419240518021581_o

21. เด็กส่วนใหญ่ที่เห็นในเปียงยางจะผูกผ้าพันคอสีแดง สอบถามดูได้ความว่าเป็นสัญลักษณ์คล้ายๆ กับสมาคมยุวชน ล่ามบอกว่า เขาจะไปทำภารกิจพัฒนาเมืองต่างๆ

22. เราได้ไปเยี่ยมโรงเรียน 2-3 แห่ง เป็นโรงเรียนชานเมือง (นอกเปียงยาง) 2 แห่งและโรงเรียนพิเศษในเปียงยางหนึ่งแห่ง ชื่อว่า ‘วังเด็ก’ (Children Palace)

13029497_1001799783207249_4088721924731652958_o

23. สำหรับโรงเรียนนอกเมือง ไปสองครั้ง ก็จะเข้าไปอยู่ในคาบดนตรีทั้งสองครั้ง มีเด็กๆ เต้นอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส สำหรับโรงเรียนแรก เมื่อเราเดินเข้าไป ก็พบเด็กๆ เต้นอยู่หน้าโรงเรียน เรียงแถวกันเรียบร้อย พอเห็นว่าพวกเราเดินเข้าไป เด็กๆ ก็เต้นถึงจังหวะที่ต้องเดินมาจับมือพวกเรา แล้วเต้นล้อมวงไปรอบๆ พอดี *คือได้ภาพที่น่าประทับใจมาก*

13063367_1000728513314376_7786911067678819590_o

24. เมื่อเข้าไปในโรงเรียนครั้งที่สอง ก็ยังคงเป็นคาบดนตรีอยู่อย่างที่บอก เด็กๆ โอนหัว ซ้าย ขวา เข้าจังหวะบ้างไม่เข้าจังหวะบ้าง ตามเสียงเปียโนที่คุณครูหน้าบึ้งดีดอยู่

13048060_1001799766540584_789002341950657410_o

25. คิดว่าเป็นอย่างที่คุณคิดนั่นแหละ ว่าทั้งสองโรงเรียนนั้นจัดแสดงมาเพื่อให้พวกเราเห็น เพื่อให้เราได้ฉากประทับใจกลับบ้าน คงคล้ายกับในบ้านเรา เวลาที่มี ‘คนจากกระทรวง’ มาตรวจมาตรฐานการศึกษา แล้วครูในโรงเรียนต้องเตี๊ยมเด็กว่า เอ้า พอถึงเวลาให้ถามคำถาม เธอถามข้อนี้นะ ส่วนนายสุชัย เธอถามข้อโน้นนะ และอย่าหลับนะ คือทั้งหมดนี้เป็นละครเรื่องหนึ่งที่ใช้ความร่วมใจของคนทั้งชั้น

13071753_1001799863207241_4137340562262599516_o

26. สำหรับวังเด็ก (Children Palace) ที่ตั้งอยู่ในเปียงยางนั้น คล้ายๆ กับโรงเรียนสอนพิเศษที่ควบรวมทั้งทางด้านศิลปะและการศึกษาเข้าไว้ด้วยกัน เป็นตึกโอ่โถง (ขนาดประมาณเซ็นทรัลเวิลด์) เปิดสอนทั้งดนตรีพื้นเมือง ดนตรีสมัยใหม่ การเขียนพู่กัน ฟิสิกส์ เคมี คอมพิวเตอร์ ฯลฯ

13063445_1001800003207227_4509769249583574231_o

27. จากการสอบถามล่ามพบว่า ‘เด็กที่จะเข้าวังเด็กได้คือเด็กที่เก่ง’ นั่นคือเด็กเหล่านี้ก็คล้ายๆ กับเป็นทัพหน้าในการประกาศศักดาของเกาหลีเหนือในวงการวิชาการโลก (ที่ต้องยอมรับหน่ึงเรื่องคือสำหรับคนที่เก่งด้านวิชาการมากๆ จัดๆ ทางรัฐก็มีอาชีพไว้รองรับจริงๆ เพราะ ‘ต้องการนักวิทยาศาสตร์มาก’)

28. ที่วังเด็กจะเปิด ‘การแสดง’ (อันนี้เป็นการแสดงจริงๆ) ให้แขกเหรื่อ (ทั้งชาวเกาหลีเหนือและช่าวต่างชาติ – มีทัวร์มาลง) ได้รับชม สัปดาห์ละสองครั้ง การแสดงกินเวลาราว 2 ชั่วโมงครึ่ง เป็นการเล่นดนตรี ร้องเพลง เล่นละคร เต้น ต่างๆ ซึ่งว่ากันว่าคนที่จะมาแสดงบนเวทีนี้ได้จะต้องเก่งที่สุดเท่านั้น (เพราะแสดงให้แขกเหรื่อดู)

29. ได้สอบถามคนจากองค์รัฐที่ทำหน้าที่คล้ายๆ กระทรวงศึกษาฯ ไปด้วยว่า “ไม่มีอินเทอร์เน็ตแล้วเด็กจะเรียนรู้ยังไง”เขาตอบว่า “อะไรที่เด็กต้องเรียนรู้เราก็ได้เอามาจากอินเทอร์เน็ตเก็บไว้หมดแล้ว (เอามา น่าจะหมายถึงว่าเซฟมาแล้วปล่อยเผยแพร่ภายใน)” หลังจากนั้นก็พูดถึงข้อเสียของอินเทอร์เน็ต (แบบที่หลายๆ คนชอบพูด) ว่า ถ้าใช้ตอนรู้เท่าไม่ถึงการณ์จะแย่ฯลฯ ในเกาหลีเหนือ ไม่มีระบบอินเทอร์เน็ตก็จริง (คือใช้ได้ในแวดวงจำกัดมากๆ) แต่มีระบบอินทราเน็ต ที่อนุญาตให้เด็กต่างจังหวัดสามารถ ‘รีโมตเข้ามาสอบเข้า’ สถาบันในระดับที่สูงขึ้นได้

 

30. วันท้ายๆ ได้ไปเยี่ยมสิ่งที่คล้ายๆ กับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ซึ่งมีคอมพิวเตอร์เยอะมาก (แต่อย่างที่บอก ไม่มีอินเทอร์เน็ต) และมีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ แบบมาตรฐาน (เช่น การทดลองคาบคลื่น การทดลองเอาน้ำมาแทนที่พื้นที่เพื่ออธิบายทฤษฎีของพีทากอรัส) ก็ดูเหมือนจะมีความพยายามในการให้การศึกษาเด็ก แต่ก็น่าสนใจ และน่าตั้งคำถามว่าจะมีเด็กที่เข้าถึงการศึกษานี้เป็นสัดส่วนมากน้อยแค่ไหน

Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed